แชร์ประสบการณ์ขึ้นศาลคดีบัตรเครดิต และคำพิพากษา

กระทู้สนทนา
คดีนี้ เป็นคดีของคุณสามีเราเองค่ะ และเพิ่งไปขอคัดคำพิพากษามา เมื่อวานนี้
เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ที่พบเจอ และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านนะคะ

เริ่มเรื่องเลยก็คือ เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว
มีจดหมายจากธนาคารมาทวงหนี้คุณสามีเรา ระบุว่า เป็นหนี้บัตรเครดิต
จำนวนเงิน ประมาณ 98,000 บาท ซึ่งสามีเรายืนยันว่า ไม่เคยใช้

เมื่อได้รับจดหมายดังกล่าว เรากับสามีก็รีบติดต่อธนาคารทันที
แต่เนื่องจากตรงกับวันเสาร์พอดี ทำให้ไม่มี Call Center รับสาย มีแต่ระบบอัตโนมัติ
เราเลยชวนสามีขับรถอกไป Central เพราะจำได้ว่าในห้างมีเคาท์เตอร์ธนาคารนี้อยู่

เคาท์เตอร์แจ้งว่า เค้ามีหน้าที่รับชำระอย่างเดียว ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของสามีเราได้
แต่จะลงบันทึกในระบบให้ว่า ในวันจันทร์ที่เปิดทำการ ให้เจ้าหน้าที่รีบติดต่อกลับทันที
(แอบเหวี่ยงพนักงานไปนิดนึงว่า ทีเวลาทวงหนี้ไม่เห็นมีวันหยุด แต่เวลาลูกค้าเดือดร้อน ห้ามเดือนร้อนเสาร์อาทิตย์ซะงั้น)

พอถึงเช้าวันจันทร์ เราไม่รอแล้ว โทรไปเองเลย ประมาณ 10 โมงถึงจะมีพนักงานรับสาย
สอบถามก็ได้ความว่า ให้เรากับสามีเข้าไปดูหลักฐานที่ธนาคารเอง นัดวันเวลาเรียบร้อย
(ระหว่างนี้ เราชวนสามีไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจด้วย)

เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ได้เอาหลักฐานการเปิดบัญชีมาให้ดู ซึ่งเป็นลายมือสามีเราจริง
สรุปก็คือ เป็นบัตรที่คุณสามีเราเปิดไว้เองจริง แต่เมื่อประมาณ ปี 2009 ได้ไปติดต่อธนาคาร
ที่สาขา ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต เพื่อชำระยอดทั้งหมด และได้แจ้งปิดบัตรกับพนักงานด้วย
ซึ่งพนักงานก็แจ้งว่า ถ้าลูกค้าไม่ต้องการใช้อีกต่อไป ก็ตัดบัตรทิ้งได้เลย สามีเราก็ตัดบัตรทิ้งตามคำแนะนำ

นั่นแปลว่า ... สามีเราไม่ได้ดำเนินการปิดบัตรอย่างถูกต้อง
สถานะบัตรยังคงเปิดอยู่ คือ ถ้ามีตัวบัตรก็สามารถนำไปใช้ได้อย่างปกติ
(ไม่ติดว่ารัก ตบสามีหัวทิ่มไปแล้ว แกปิดบัตรภาษาอะไรของแกเนี่ย 555+)

ถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ก็บอกแต่ให้ไป ติดต่อฝ่ายประนอมหนี้
เพราะบัตรคุณจริง ยังไงคุณก็ต้องจ่าย !!!

แต่เรายังคาใจหลายเรื่อง เลยขอดูหลักฐานการใช้บัตร ว่าใช้อะไร ยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ ฯลฯ
เจ้าหน้าที่บอกว่า งั้นคุณมาใหม่วันหลังแล้วกัน มันต้องไปรื้อค้นอีก (ทำหน้าเหวี่ยงใส่)
ค้นได้แล้วจะโทรเรียกให้มาเอา เราบอก ได้ค่ะ โทรมาเลย เราจะรอ

หลังจากนั้น เค้าก็ติดต่อมาบอกว่า เค้าค้นให้ไม่ได้ เป็นข้อมูลของธนาคาร จะเอาออกไปข้างนอกไม่ได้
เราก็บอกว่า คุณมาทวงเงินเรา หาว่าเราเป็นหนี้ แต่ไม่ให้ดูหลักฐาน เราจะจ่ายได้ยังไง
เค้าพูดคำเดิม ให้ไปเจรจากับฝ่ายประนอมหนี้ จ่ายได้แค่ไหนก็ไปต่อรองดู
ให้ชื่อกับเบอร์โทรเสร็จสรรพ บอกให้ลองโทรไปคุย แล้วก็วางสายไป

เราก็คาใจอ่ะ เลยโทรไปอีกครั้ง บอกว่า เรายืนยันจะขอดูหลักฐานการใช้บัตร
มาบอกว่าเราเป็นหนี้ แต่ไม่ให้ดูหลักฐาน เราจะจ่ายได้ไง
เค้าก็บอกว่า คุณไม่จ่ายคุณก็โดนฟ้อง แล้วจะเสียมากกว่านี้ ไปประนอมหนี้เหอะ ขอจ่ายแค่ต้น อะไรก็ว่าไป

เราก็บอกว่า คดีที่แล้วอีกธนาคารนึงยังให้หลักฐานเรามาหมดเลย
เค้าก็บอกว่า ธนาคารอื่นเป็นไงไม่รู้ แต่ของเค้าเป็นแบบนี้
เราไม่อยากเถียงแล้ว เลยยืนยันว่า ไม่จ่ายค่ะ !!! แต่ถ้ามีหลักฐานเราอาจจะยอมเข้ากระบวนการประนอมหนี้

พอเราบอกว่า เราจะยอมประนอมหนี้ เค้าเลยบอก งั้นเอางี๊ ไปเอาใบแจ้งความมาละกัน
แล้วก็แนบมากับบัตรประชาชน เขียนระบุมาว่า ขอดูหลักฐานการใช้บัตร แล้วจะค้นให้
เรามีอยู่แล้ว รีบแฟกซ์ให้ทันที เค้าก็หายไปอีกพักนึง ไม่ติดต่อกลับมาเลย

จนเกือบเดือน เราก็ติดต่อไปอีก ว่าได้หลักฐานมั๊ย ... เหมือนเดิม เข้าสู่การเถียงกันแบบเดิมเป๊ะ
# ให้ไม่ได้เอกสารของธนาคาร
# มาบอกว่าเราเป็นหนี้ แต่ไม่มีหลักฐาน ไม่จ่ายค่ะ
# คุณประนอมนี้ไปเหอะ เงินแค่นี้ ต่อรองเหลือเงินต้น ผ่อนๆไปเดี๋ยวก็หมด
# เราแจ้งความไปแล้ว ยังไงต้องขอดูหลักฐานค่ะ
# คุณแจ้งไป ก็ไม่ช่วยอะไร บัตรก็ของคุณ คุณเปิดเองลายเซ็นต์คุณ คุณก็ยอมรับ
# ไม่จ่ายค่ะ ขอดูหลักฐานก่อน
... เถียงกันเหมือนเดิมเป๊ะ ในที่สุดก็สรุปว่า พฤหัสหน้าคุณมาเอาเอกสารละกัน จะเตรียมไว้ให้

วันพฤหัสต่อมา เรากับสามีก็ไปหาเค้าอีก
เค้าโทรมาบอกว่า รอข้างล่างนั่นแหละ ไม่ต้องขึ้นมา เดี๋ยวให้เด็กเอาลงไปให้
ซักพักมีพนักงานคนนึงเอาซองน้ำตาลปึกหนาพอสมควร ลงมาให้

เรารับแล้วก็กลับบ้าน พอมาเปิดดูที่บ้าน เอกสารมันไม่ครบอ่ะ คือ เท่าที่คุยกัน
เจ้าหน้าที่บอกเราว่า บัตรนี้มีการชำระยอดทั้งหมดไปแล้วจริง (ตรงกับที่สามีบอก)
และไม่มีการเคลี่ยนไหวอีกเลยเป็นเวลา 2 ปี จึงมีการกลับมารูดซื้อสินค้าและกดเงินสดอีกครั้ง

เราก็อยากดูรายละเอียดทั้งหมด ว่าสรุปแล้วหนี้มาจากไหน
แต่เอกสารมันไม่ครบ มีแค่บางส่วน และข้อมูลบางอย่างจากเอกสารที่ได้ ก็ไม่ตรงกับที่เจ้าหน้าที่บอกด้วย
เช่น บอกว่า มีการกดเงินสดถึง 50,000 บาท แต่ในรายการก็ไม่มี แม้ว่าเอกสารจะไม่ครบ
แต่ยอดหนี้ ก็เกิน 50,000 ไปแล้ว ดังนั้นถ้ากดเงินสดอีก 50,000 มันก็เกินยอดหนี้ 98,000 แล้วอ่ะ
และที่ให้มาเป็นเอกสารสรุปยอดประจำเดือนที่ส่งให้เราที่บ้าน เท่านั้น ไม่มีรูปจากตู้กดเงินเลย

คำถามสำหรับเรา ที่ยังไม่ได้คำตอบ คือ
- ในเมื่อสามีเราก็ตัดบัตรทิ้งไปแล้ว ถึงบัญชีจะ Active อยู่ แต่จะใช้บัตรได้งานยังไง
    (จากเอกสารที่ดู ไม่มีการซื้อของออนไลน์เลย เป็นกดเงินสดกับรูดซื้อสินค้าเท่านั้น)
- ต่อให้ถ้าบัตรไม่ตัดทิ้ง แล้วคนอื่นเอาไปใช้ ระหว่าง 2 ปีที่บัตรนิ่ง บัตรก็น่าจะหมดอายุไม่ใช่เหรอ
- แล้วเวลามีการรูดใช้บัตร ก็น่าจะมีจดหมายส่งยอดรายเดือนมาให้ที่บ้าน แต่เรากับสามีก็ไม่ได้รับ

อ่อ ลืมเล่าไปนิดนึง คุณสามีกับคุณแม่สามี เปิดร้านขายอาหารค่ะ
โดยมีคุณฝน (นามสมมุติ) เป็นคนดูแลร้าน รวมถึงดูแลเรื่องเงินทอง และเอกสารต่างๆด้วย
ซึ่งก่อนหน้าที่สามีจะได้รับจดหมายทวงหนี้ฉบับนี้ มีอีกธนาคารนึงส่งใบแจ้งหนี้แบบนี้มาเรียกเก็บเหมือนกัน
ยอดประมาณสี่หมื่นกว่า แต่อันนั้น หลักฐานจากธนาคารค่อนข้างชัดเจนว่า
คุณฝน เป็นคนเอาเอกสารของสามีเราไปแอบเปิดบัตรเครดิต ธนาคารเลยให้หลักฐานมาทุกอย่าง
เพื่อนำไปแจ้งความดำเนินคดี ทั้งเอกสารใบคำขอเปิดบัตร ที่เป็นลายมือคุณฝนทั้งหมด
และภาพจากกล้องในตู้ ATM ที่เห็นหน้าคุณฝนชัดเจน ตอนเค้าไปกดเงิน
บัตรนี้ก็เป็นอันจบไป เป็นเรื่องของธนาคารและตำรวจจัดการกันต่อไป

กลับมาสู่คดีนี้ต่อ ... เราก็คิดเอาเองว่า ก็อาจจะเป็นไปได้ที่คุณฝน เป็นคนแจ้งเปลี่ยนที่อยู่ในการจัดส่งเอกสาร
แล้วในระหว่าง 2 ปี เมื่อบัตรหมดอายุลง ธนาคารก็ต้องส่งบัตรใหม่พร้อมรหัสไปที่ที่อยู่ใหม่ เค้าก็เอาไปใช้

ซึ่งพอดูจากหลักฐาน ที่อยู่ที่ใช้ในการส่งเอกสาร ก็เป็นบ้านคุณฝนจริงๆ (ซึ่งตอนนี้ ย้ายหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้)
วิธีการของคุณฝนก็คือ ใช้บัตร แล้วก็ชำระขั้นต่ำมาตลอดทุกเดือน เรียกว่า เลี้ยงบัตรไปเรื่อยๆ
โดยที่เรากับสามีก็ไม่รู้ตัวเลย เพราะตราบใดที่เค้ายังจ่าย ธนาคารก็ไม่มาตามหนี้กับสามีเรา เรากับสามีก็จะไม่รู้ตัว
จนวันนึงที่เค้าจ่ายเลี้ยงบัตรต่อไปไม่ไหวแล้ว เลยต้องปล่อยไป

เราเลยลองปรึกษาเรื่องนี้ กับธนาคารดูอีกครั้ง ว่าเราพอจะรู้ตัวคนใช้บัตรแล้ว
เจ้าหน้าที่คนเดิมบอกว่า มันพิสูจน์ไม่ได้หรอก ว่าใครใช้บัตร ในเมื่อบัตรมันเป็นชื่อคุณ คุณก็ต้องรับผิดชอบ

เมื่อธนาคารไม่ช่วยอะไร เราเลยตัดสินใจไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อเอาผิดคุณฝน
แต่การแจ้งความกล่าวหาใครลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานมันทำไม่ได้
คุณตำรวจให้เรากลับมาขอหลักฐานจากธนาคารอีกครั้ง

เค้าก็ไม่ช่วยอะไรเหมือนเดิม บอกเราว่า ... ให้คุณไปแล้วคุณจะเอาอะไรอีก
เราก็บอกว่า มันไม่ครบนะ คุณตำรวจยังบอกเลยว่า มันไม่ครบ แล้วจะสืบสวนเรื่องราวเหตุการณ์ได้ยังไง
แล้วก็ขอภาพจากกล้องในตู้ ATM ด้วย จะได้เป็นหลักฐาน เค้าบอกว่า ภาพจากกล้อง หาไม่ได้หรอก

สรุปคือ เค้าบ่ายเบี่ยงมาตลอด จะเป็นเพราะขี้เกียจหรือเหตุผลอื่นใด เราก็ไม่รู้ได้
แต่สรุปคือ เค้าไม่ให้ และพยายามจะให้เราประนอมหนี้ เพื่อให้จ่ายๆๆๆ อย่างเดียว

ในที่สุด เราจบลงตรงที่ เราจะรอจนกว่าเราจะได้หลักฐานทั้งหมด
และค่อยดำเนินการต่อไป อาจจะประนอมหนี้ หรือ แจ้งความดำเนินคดี ก็ค่อยว่ากัน แต่เราจะรอ ...

ระหว่างนี้ เค้าก็หายไป แต่ก็มีบริษัททนายความและบริษัทรับทวงหนี้ต่างๆ
โทรมาก่อกวนสามีเราตลอด มีทั้งจดหมายทั้งโทรศัพท์ มีจดหมายไปที่ทำงานสามีเรา 4-5 ฉบับ
และโทรศัพท์ไปทวงที่ทำงานด้วย

ทุกครั้งสามีก็จะพูดว่า ผมติดต่อธนาคารตลอดนะครับ ตอนนี้รอแค่ธนาคารส่งเอกสารมาให้เท่านั้น
เราพร้อมจะดำเนินการต่ออยู่แล้ว ยังไงคุณตรวจสอบกับธนาคารได้เลยครับ
แล้วบริษัทนี้ก็หายไป แต่สักพักก็จะมีบริษัททนายอื่นๆ โทรมาอีกอยู่ดี

จนครั้งสุดท้าย มีบริษัททนายโทรมาบอกว่า ถ้าคุณไม่ชำระภายในวันที่เท่านี้ เราจำเป็นต้องส่งฟ้องแล้วนะ
เราทนไม่ไหวแล้ว เลยบอกไปว่า
... เชิญเลยค่ะ อยากฟ้องก็ฟ้องเลย ใครไม่ฟ้องขอให้ธนาคารมันเจ๊ง !!! ให้บริษัททวงหนี้เจ๊งไปด้วย
มาบอกว่าเป็นหนี้ แต่ไม่ให้หลักฐานใครเค้าจะจ่ายคะ ถ้าเราพูดบ้างหล่ะ ว่าพวกคุณอ่ะเป็นหนี้เราอยู่สิบล้าน
แต่เราไม่มีหลักฐานหรอกนะ มาประนอมหนี้กับเราเหอะ จ่ายแค่ 5 ล้านพอ อีก 5 ล้านที่เป็นดอกเบี้ย เราลดให้
คุณจะจ่ายมั๊ย ??? คุณพูดมาสิว่าคุณจะจ่าย แล้วเราจะตอบตกลงจ่ายให้ธนาคารเหมือนกัน
เอาตังคุณ 5 ล้าน จ่ายธนาคารแสนนึง คุ้ม !!! มาสิ มาจ่ายเราสิ แต่ถ้าคุณไม่จ่ายนะ
เราก็จะบอกคุณเหมือนกันว่าเราก็ ไม่จ่าย !!! และถ้าคุณยังมาก่อกวนเรา โดยไม่มีหลักฐานว่าเราเป็นหนี้นะ
เราจะแจ้งความคุณข้อหาขู่กรรโชกทรัพย์ !!!

เราพูดทั้งหมดนี่ภายในเวลาปะมาณ 10 วินาที พูดเร็วมาก เหมือนได้ปลดปล่อยหลังจากอัดอั้นมานาน 55555+
ฝ่ายโน้น เงียบกริบ ไม่พูดอะไร เราเลยวางสายทิ้งไปเลย

จากนั้น สองอาทิตย์ มีหมายศาลมาแปะอยู่หน้าบ้าน ... โอ้ววววว นี่ชั้นไปท้ามันทำม๊ายยยยยยย
สองคนกับสามีมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องชวนร้องไห้มากกว่า
เอาวะ อะไรจะเกิดก็เกิด คืนนั้น นอนกอดกันและสัญญาว่าจะสู้ไปด้วยกัน
(เล่าทำไมเนี่ย เกี่ยวไรกะบัตรเครดิต 555+)

เดี๋ยวมาเล่าต่อค่ะ

ขออนุญาตลบรูปออกนะคะ กลัวมีปัญหาอีกหง่ะ เม่าโศก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  บัตรเครดิต