JJNY : พริษฐ์ยก 5 ข้อ โสภณไม่เป็นกลาง│สส.ปชน.จี้ยกระดับตรวจสอบ│น้ำป่าทะลักซัดฝายฆ้องชัยพังยับ!│“ทรัมป์” สั่งสอบเดโมแครต

พริษฐ์ ยก 5 ข้อ โสภณ ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง จี้เร่งถกแก้รธน. ถามเอื้อผู้มีพระคุณ ภท.หรือไม่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5966507
.
.
‘พริษฐ์’ ยก 5 ข้อโต้ ‘โสภณ’ ทำสวนทางหลักเป็นกลาง สกัด กมธ.ตรวจสอบรัฐบาล-ปิดทาง ปชช.เสนอ กม.ลบมรดกรัฐประหาร จี้เร่งถกแก้ รธน.รายมาตรา-ตั้งคณะกรรมการบริหารหน่วยรัฐสภาไทย ถาม ดองคำร้องสอบ ‘ศักดิ์สยาม’ ซุกหุ้นนานกว่า 155 วัน ถามเอื้อผู้มีพระคุณ ‘ภูมิใจไทย’ หรือไม่ 
.
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในจดหมายเปิดผนึกจาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงประชาชน เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีการเขียนทิ้งท้ายไว้ว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย
.
นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า ตนเห็นด้วยกับประโยคนี้ แต่ตนกลับเห็นว่านายโสภณกำลังดำเนินการในอย่างน้อย 5 เรื่องที่สวนทางกับหลักการในประโยคดังกล่าว คือ 1.เห็นชอบกับแนวทางการดำเนินงานของกมธ.สามัญของสภาผู้แทนราษฎร ที่กำหนดให้การดำเนินการทุกเรื่องในคณะกรรมาธิการ เช่น การบรรจุวาระ การเชิญผู้ชี้แจง ต้องอาศัยมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะกระทบต่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพของ กมธ.ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
.
นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า เปิดช่องให้ สส.รัฐบาล ซึ่งเป็นเสียงข้างมากใน กมธ.ร่วมกันลงมติสกัดกั้นไม่ให้ กมธ. ตรวจสอบเรื่องที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อรัฐบาล แม้จะอยู่ในขอบเขตอำนาจของ กมธ. ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งจะเป็นการทำลายกลไกตรวจสอบที่สำคัญของสภา ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 และสร้างความชอบธรรมให้กับร่างแก้ไขข้อบังคับของ สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาสัปดาห์นี้ โดยอาจมีการอ้างว่าเป็นการแก้ไขข้อบังคับให้สอดคล้องกับแนวทางที่ประธานสภาเห็นชอบให้ปฏิบัติ
.
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า 2.ปิดประตูไม่ให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ซึ่งภาคประชาชนได้มีการรวบรวมรายชื่อไปแล้ว 59,503 คน ได้เข้าสู่การพิจารณาในสภา ด้วยการวินิจฉัยว่าร่างดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (3) เนื่องจากมีหลักการไม่เป็นไปตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ทั้งที่ร่างกฎหมายดังกล่าว มีการเสนอแก้ไขอัตราโทษทางอาญาในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งอยู่ในหมวด 3
.
นายพริษฐ์ ระบุว่า ซึ่งประธานสภาฯ ในอดีตเคยมีการวินิจฉัยให้ประชาชนกลุ่มอื่น สามารถเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายที่เสนอแก้ไขขอบเขตความผิดเกี่ยวกับฐานความผิดอื่นในประมวลกฎหมายอาญาได้ และการวินิจฉัยให้ร่างดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาในสภา ไม่เท่ากับการที่ประธานสภาเห็นด้วยกับสาระในร่าง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ สส. 500 คน ได้อภิปรายและพิจารณาร่วมกันว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกันร่างดังกล่าว
.
นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า 3.ดองคำร้องที่ สส. พรรคฝ่ายค้าน และ สว. บางส่วน ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่มีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยตอนนี้ผ่านมาแล้ว 155 วัน หรือ 5 เดือน นับแต่วันที่เรายื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นาน เมื่อเทียบกับครั้งล่าสุดที่นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น ใช้เวลาไม่ถึง 41 วัน ในการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา หลังจาก สว. มีการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. กรณีสินบนทองคำเมื่อต้นปี 2569
.
“อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนจากนายโสภณ เรื่องกรอบเวลาที่คณะกรรมการกลั่นกรองที่ถูกตั้งขึ้นมา จะใช้ในการดำเนินการและเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา จึงก่อให้เกิดคำถามว่าความล่าช้าในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว เป็นเพราะคำร้องในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัวที่มีพระคุณต่อพรรคภูมิใจไทยหรือไม่” นายพริษฐ์ ระบุ
.
นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า 4.ปฏิเสธที่จะนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งยังไม่เคยมีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เปิดสมัยประชุมนี้ในวันที่ 25 สิงหาคม เพื่อพิจารณา 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่พรรคประชาชนเสนอเข้าสู่สภาตั้งแต่ 7-8 เดือนที่แล้ว เกี่ยวกับการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชน โดย 2 ร่างดังกล่าวมีสาระ ดังนี้ เพิ่มสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และตัดดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการปัดตกคำร้องของสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนที่เข้าชื่อ เพื่อขอให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวน ป.ป.ช. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
.
นายพริษฐ์ ระบุด้วยว่า 5.ปล่อยให้เกิดความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการบริหารหน่วยของรัฐสภาไทยสำหรับการดำเนินกิจการในเวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องถูกรับรองในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่ยังไม่มีการนัดตามข้อ 4 ซึ่งทำให้ขาดพื้นที่สำหรับทุกฝ่ายทั้ง สส.รัฐบาล สส.ฝ่ายค้าน สว. และข้าราชการสภา ในการร่วมกันหารือและวางแผนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการเข้าร่วม การคัดเลือกคณะผู้แทนอย่างเป็นธรรม การวางยุทธศาสตร์ในการผลักดันวาระ รวมไปถึงการยื่นร่างข้อมติ (resolution) ในประเด็นที่ไทยต้องการใช้เวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเผชิญ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ-สแกมเมอร์ ฝุ่นพิษข้ามแดน สารพิษในแม่น้ำ การค้ามนุษย์
.
“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายโสภณ จะเร่งทบทวน ดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาทั้ง 5 ข้อ ที่ผมได้สะท้อนมาดังนี้ เพื่อให้การทำงานของสภามีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” นายพริษฐ์ ระบุ
.
https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0GA8nmwm7Xh1mdf84Ae6MtkimwSs3AVXLoCeQVYytYSgbAWnSTFwtfYmCz8TFLbrvl
.

.
สส.ปชน.เปิดรายงาน ไทยบริจาคอันดับ 6 โลก จี้ยกระดับตรวจสอบ ไม่ใช้ความดีบังหน้า
https://www.matichon.co.th/politics/news_5966569
.
สส.ปชน.เปิดรายงาน ไทยบริจาคอันดับ 6 โลก จี้ยกระดับตรวจสอบ ไม่ใช้ความดีบังหน้า
.
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ช่วงหลังมีข่าวการตรวจสอบข้อสงสัยเรื่องใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ทั้งวัดและมูลนิธิ ทำให้ตนสนใจว่าการบริจาคของไทยเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ และเรามีระบบดูแลเงินเหล่านี้เพียงพอหรือไม่
.
นายวิสุทธิ์ ระบุต่อว่า รายงาน World Giving Index 2024 ของ Charities Aid Foundation (CAF) พบว่า ร้อยละ 67 ของคนไทยมีการบริจาคเงินในห้วงเวลาหนึ่งเดือนก่อนสำรวจ ทำให้ไทยอยู่ในกลุ่มของผู้นำการบริจาคที่อันดับ 6 ของโลกสูงกว่าประเทศร่ำรวยหลายประเทศ อาทิ นอร์เวย์ ร้อยละ 65 ซึ่งอยู่อันดับ 9 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 61 ซึ่งอยู่อันดับ 13 แคนาดา ร้อยละ 60 ซึ่งอยู่อันดับ 15 สวีเดน ร้อยละ 56 ซึ่งอยู่อันดับ 22 และเดนมาร์ก ร้อยละ 51 ซึ่งอยู่อันดับ 32 ขณะที่อินโดนีเซียและเมียนมา สลับกันเป็นที่ 1 และ 2 ต่อเนื่องหลายปี มีสัดส่วนการบริจาคที่ร้อยละ 90 และ 78 ตามลำดับ
.
นายวิสุทธิ์ ระบุอีกว่า นอกจากนี้ รายงานยังพบด้วยว่า เมื่อเทียบเงินบริจาคกับรายได้ ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางหลายแห่งก็มีสัดส่วนสูงกว่าประเทศรายได้สูงหลายประเทศ รายงานปี 2569 ระบุว่า ไนจีเรียบริจาคเฉลี่ยร้อยละ 2.8 ของรายได้ กานาร้อยละ 2.4 และเคนยาร้อยละ 2.1 เทียบกับสิงคโปร์และสหราชอาณาจักรที่ร้อยละ 0.7 และญี่ปุ่นร้อยละ 0.2
.
นายวิสุทธิ์ ระบุด้วยว่า รายงานวิเคราะห์ว่า ศาสนาน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยอธิบายสัดส่วนการบริจาคที่สูงในอาเซียน แม้ภูมิภาคนี้จะมีระดับรายได้ที่ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูงหลายประเทศ สะท้อนบทบาทของศาสนาและวัฒนธรรมที่ไม่อาจอธิบายด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
.
นายวิสุทธิ์ ระบุต่อว่า ข้อมูลนี้เองที่ทำให้ตนคิดต่อไปว่า ความเชื่อมั่นและความตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่นอาจถูกมิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือผ่านการอ้างศาสนาและการทำความดี ไทยจึงต้องยกระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการใช้ความดีบังหน้าเพื่อแสวงหาประโยชน์ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไทยมีกฎหมายควบคุมการเรี่ยไร มูลนิธิมีหน้าที่ส่งรายงานกิจการและบัญชีประจำปีให้หน่วยงานรัฐ ซึ่งประชาชนมีสิทธิขอตรวจเอกสารที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้
.
นายวิสุทธิ์ ระบุอีกว่า สิ่งนี้ต่างกับประเทศรายได้สูงที่มีการตรวจสอบที่แข็งแรงกว่า เช่น อังกฤษและเวลส์มีทะเบียนออนไลน์เปิดเผยข้อมูลกรรมการและการเงิน ส่วนสิงคโปร์มี Charity Portal ให้ประชาชนค้นรายงานประจำปี งบการเงิน และแบบประเมินธรรมาภิบาลขององค์กรการกุศลได้โดยไม่ต้องยื่นขอเป็นรายกรณี
.
“จากข่าวฉาวที่ผ่านมาที่เกิดขึ้นทั้งไม่ว่าจะเป็นทั้งวัด หรือมูลนิธิ คงถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องจริงจังกับการสร้างธรรมาภิบาลการบริจาคทั้งการตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ รวมถึงคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชน วัฒนธรรมการให้ที่เข้มแข็ง จำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งรองรับ เพื่อให้เงินถึงผู้รับตามเจตนาของผู้บริจาค ช่วยรักษาวัฒนธรรมของการช่วยเหลือกันของไทย และป้องกันการทำเลวที่อ้างการทำความดี” นายวิสุทธิ์
.
https://www.facebook.com/wisoot.tantinan/posts/pfbid02QGcQRpG3WdGpXZieHryaTED9UmfrtuJ29sNKoVXPPGoGw5SLGSzzXimr9WKt89Xil
.

.
น้ำป่าทะลักซัดฝายฆ้องชัยพังยับ! มวลน้ำหลากท่วมท้ายเขื่อน เร่งเตือนชาวบ้านยกของหนีน้ำ
https://www.dailynews.co.th/news/6341058/
.
น้ำป่าทะลักซัดฝายฆ้องชัยพังยับ! มวลน้ำหลากท่วมท้ายเขื่อน เร่งเตือนชาวบ้านยกของหนีน้ำ
.
ฝนตกหนักในผืนป่าห้วยขาแข้ง ไหลลงเขื่อนทับเสลา เกินปริมาตรเก็บกัก ไหลล้นข้ามสปิลเวย์ ลงลำห้วยทัพเสลา ขณะเดียวกันน้ำป่าจากห้วยรัง ไหลลงมาสมทบ ทำให้เกิดมวลน้ำมหาศาลพังฝายใหญ่ ขณะที่ ปภ.ออกโรงเตือน อ.หนองฉาง อ.หนองขาหย่าง ในหลายหมู่บ้านที่น้ำไหลหลากผ่าน ให้เก็บสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง
.
เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 69 ที่ จ.อุทัยธานี ฝนตกหนักติดต่อกันในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้ไหลหลากลงเขื่อนทับเสลา ต.ระบำ อ.ลานสัก ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกินปริมาตรเก็บกัก 167.92 ล้าน ลบ.ม.หรือ 104.95 เปอร์เซ็นต์ โดยไหลลงเขื่อนเมื่อคืนที่ผ่านมา 5.96 ล้าน ลบ.ม./วัน มีปริมาณน้ำไหลล้นข้ามสปิลเวย์ 4.74 ล้าน ลบ.ม/วินาที และมีปริมาณน้ำระบายผ่าน River Outlet 0.56 ล้าน ลบ.ม./วัน
.
โดยมวลน้ำดังกล่าว ได้ไหลลงลำห้วยทับเสลา ที่อยู่พื้นที่ท้ายเขื่อน โดยมีมวลน้ำป่าก้อนใหญ่ของลำห้วยรัง ที่เกิดจากฝนตกหนักในผืนป่าห้วยขาแข้ง เช่นเดียวกัน ได้ไหลหลากลงมาสมทบ ทำให้มวลน้ำทั้งหมดไหลลงสู่ฝายฆ้องชัย หมู่ 4 ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก ของกรมชลประทาน ที่กั้นลำห้วยทัพเสลา ทำให้มวลน้ำมหาศาลที่ไหลเชี่ยวหลากมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีเศษไม้และสวะติดที่อาคารฝายจำนวนมาก ทำให้ขวางทางน้ำล้น กระทั่งอาคารฝายขนาดใหญ่ ไม่สามารถทัดทานกับแรงดันน้ำได้ ถึงกับพังทลายลง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้กระแสน้ำที่เชี่ยวหลากยังได้กัดเซาะคันคลองกั้นน้ำ จนพังทลายเป็นแนวยาว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่