JJNY : ไอติมลั่นไม่ต้องท้า│‘ภัสริน’ซัดโสภณกินรวบโควตา│ปชน.จี้ทวนใบอนุญาตโรงงานขยะยุค คสช.│วัสชี้ควรมี ‘ไม่รับคำร้องกกต.’

ไอติม ลั่นไม่ต้องท้า พร้อมตรวจสอบโสภณ จี้แก้ปัญหากมธ.ซ้ำซ้อน ให้ลดคณะลง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5960459
.
.
ไม่ต้องท้า ‘พริษฐ์’ โต้ ‘โสภณ’ ยื่น ป.ป.ช. บอก ฝ่ายค้านตรวจสอบอยู่ตลอด หากพบทำหน้าที่มิชอบ ย้ำ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ออกมา ชี้เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดเผยเตรียมทำหนังสือท้วง-เข้าหารือเป็นทางการ
.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาชี้แจงเรื่องการจัดระเบียบการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะระบุว่าเป็นการแก้ไขปัญหาซ้ำซ้อนไม่ได้ปิดปากฝ่ายค้าน และหากคิดว่าทำผิดก็ไปยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เลย ว่า
.
มุมมองที่ฝ่ายค้านมองต่อแนวทางการดำเนินการล่าสุดของประธานสภาฯ แม้จะได้ยินคำชี้แจงเพิ่มเติมก็ยังยืนยันว่ามีความคิดที่แตกต่างกันอยู่ คือในเชิงเนื้อหาสาระเรามีความกังวลใจที่กำหนดว่าการดำเนินการทั้งหมดของคณะกรรมาธิการ จะไม่สามารถกระทำได้หากไม่มีมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด คิดว่าจะกระทบต่อความคล่องตัวการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ และเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถสั่งการให้สส. ฝั่งรัฐบาล ซึ่งเป็นเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการสกัดกั้นไม่ให้มีการตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แม้ว่าเรื่องนั้นอยู่ในขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการก็ตาม ดังนั้น เรายังมีความกังวลใจในสาระตรงนี้อยู่
.
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของกระบวนการต้องยอมรับว่าแม้จะมีการหารือกันเบื้องต้น ในที่ประชุมระหว่างประธานสภาฯ ประธานวิปรัฐบาล ประธานวิปฝ่ายค้าน และประธานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมยังมีความเห็นที่แตกต่างกันหลากหลาย ยังไม่ได้มีข้อสรุปที่เป็นข้อยุติและยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งในวันดังกล่าวประธานสภาฯ ก็ได้ตอบรับข้อเสนอของตนที่ทิ้งท้ายในที่ประชุมว่า หลังจากรวบรวมความคิดเห็นแล้วก่อนที่จะมีการออกแนวทางและมีผลบังคับใช้กับสภาฯ ก็ควรที่จะมีการปรึกษาหารือเพิ่มเติม ลงเพื่อลงในรายละเอียด เกี่ยวกับข้อกังวลของแต่ละฝ่าย แต่แนวทางของสภาฯ ออกมาโดยที่ยังไม่มีการหารือเพิ่มเติม ตามที่ได้มีการคุยกันไว้
.
“วันนี้ผมจะมีการออกหนังสือตามมติของที่ประชุมวิปฝ่ายค้านว่าจะทำหนังสือทักท้วงและแสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวทางดังกล่าว และขอเข้าหารือกับประธานสภาฯ อย่างเป็นทางการรวมถึงภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาทางออกร่วมกัน” นายพริษฐ์ กล่าว
.
เมื่อถามว่า หากประธานสภาฯ ยังคงเดินหน้าตามระเบียบเดิม มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่วิปฝ่ายค้านจะไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของประธานสภาฯ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้เราอยากเน้นหาทางออก เพราะเรายืนยันว่าอยากให้การทำงานของคณะกรรมาธิการทำได้เต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ และคิดว่าการวางมาตรฐานในเรื่องนี้ที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องของสภาชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็นการวางบรรทัดฐานในอนาคตด้วยว่าไม่ว่ารัฐบาลจะประกอบไปด้วยพรรคการเมืองใดก็ตาม เราต้องการให้สภาฯ และกลไกของคณะกรรมาธิการ สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ทุกยุคทุกสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
“ส่วนเรื่องจะมาท้าว่าให้ไปยื่นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ไม่ต้องท้า เพราะเรามีการตรวจสอบตลอดอยู่แล้ว หากเราเห็นว่ามีข้อมูลและการกระทำที่ผ่านมาเข้าข่ายการทำหน้าที่โดยมิชอบ เราก็พร้อมที่จะใช้สิทธิ์ตามขั้นตอนอยู่แล้ว” นายพริษฐ์ กล่าว
.
ต่อข้อถามว่า การแก้ปัญหาตรงนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่จะลดจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการทบทวนเรื่องของจำนวนคณะกรรมาธิการจาก 35 คณะให้มีจำนวนที่น้อยลงนั้น มีส.ส.จากพรรคประชาชนเสนอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งคิดว่าเป็นวาระที่สามารถหารือกันได้ แต่เป็นคนละเรื่องกับการแก้ไขปัญหาเรื่องการทำงานซ้ำซ้อน เพราะถ้าเราไปดูทั้ง 35 คณะ ถ้าเราปรับลดให้มีจำนวนน้อยลงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีบางเรื่อง ที่อาจจะคาบเกี่ยวหลายคณะ เช่น ปัญหาหนี้สินครู ถ้าตามโครงสร้างปัจจุบันก็คาบเกี่ยวคณะกรรมาธิการหนี้สิน และคณะกรรมาธิการการศึกษา ถ้า 2 คณะนี้จะพิจารณาก็คิดว่าไม่เกินขอบเขตอำนาจของเขา ดังนั้น การส่งเสริมให้มีการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างประธานคณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะ ก็จะเป็นทางออกที่ดี ทำให้เราสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้
.
“ผมขอย้ำว่าเข้าใจถึงเจตนารมย์และเห็นด้วยกับการพยายามที่จะแก้ไขปัญหาซ้ำซ้อน ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ และการพยายามที่จะส่งเสริมบรรยากาศให้มีการหารือร่วมกัน แต่คิดว่าทางออกที่ออกมาการไปกำหนดว่าทุกการกระทำจะต้องมีมติอย่างเคร่งครัด ผมคิดว่าไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างถูกจุด แต่ถ้าโจทย์คือการแก้ไขปัญหาซ้ำซ้อนและการหารือร่วมกันตรงนี้เราพร้อมที่จะรับฟัง และหาทางออกร่วมกัน แต่ทางออกไม่ใช่เป็นไปตามแนวทางที่ประธานออกมาเพราะเป็นการทำลายการตรวจสอบถ่วงดุลของสภาฯ” นายพริษฐ์ กล่าว
.

.
‘ภัสริน’ ซัด ‘โสภณ’ กินรวบโควตาผู้แทนไทยเวที AIPA กีดกันฝ่ายค้าน ชี้ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5960399
.
‘ภัสริน’ ซัด ’โสภณ’ กินรวบโควตาตัวแทนไทยในเวทีรัฐสภาอาเซียน กีดกันไม่ให้ ‘ฝ่ายค้าน’ ไปร่วม ชี้ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ
.
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน น.ส.ภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการคัดเลือกและแต่งตั้งคณะตัวแทนสมาชิกรัฐสภาไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-22 พฤศจิกายน 2569 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาไม่เพียงแต่จะพยายามลิดรอนอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการสามัญในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ยังปรากฏพฤติกรรมขัดขวางและปิดกั้นความร่วมมือบนเวทีรัฐสภาระดับภูมิภาคอีกด้วย
.
น.ส.ภัสริน กล่าวต่อว่า ในการประชุม AIPA เมื่อปีที่ผ่านมา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และตัวแทนจากพรรคประชาชน ได้ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของรัฐสภาไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเฉพาะการชี้แจงและตอบโต้ข้อถกเถียงกับตัวแทนจากฝ่ายกัมพูชาในประเด็นสถานการณ์ความขัดแย้งและการต่อสู้บริเวณแนวชายแดน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการมีตัวแทนที่หลากหลายร่วมเดินทางไปทำหน้าที่ สามารถรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
น.ส.ภัสริน กล่าวด้วยว่า ตามธรรมเนียมปฏิบัติและหลักการที่ยึดถือกันมา คณะผู้แทนรัฐสภาไทยที่จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมระหว่างประเทศ จะต้องประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาทั้งจากฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ สว. เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานในระดับสากล เพราะไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด ทุกคนต่างมีสถานะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนไทยที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
.
น.ส.ภัสริน กล่าวอีกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับการเตรียมความพร้อมไปประชุม AIPA ในปีนี้ เหตุใดประธานรัฐสภาจึงไม่มีการแต่งตั้งสมาชิกรัฐสภาจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้าร่วมเป็นตัวแทนของประเทศ แต่กลับมีเพียงรายชื่อของกลุ่มพวกพ้องและฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ทั้งนี้ การประชุมสมัชชารัฐสภาอาเซียนในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ Parliament Securing a Peaceful, Prosperous, and People-Centered ASEAN ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันปราบปรามขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ การแก้ไขปัญหามลพิษและฝุ่นควันพิษข้ามแดน การรับมือภัยคุกคามจากสารเคมีและสารพิษที่ปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำสายหลัก ตลอดจนปัญหาความรุนแรงในเด็กและการค้ามนุษย์ ซึ่งล้วนเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยและพลเมืองอาเซียนโดยตรง

น.ส.ภัสริน กล่าวต่อว่า การดำเนินงานที่ล่าช้าและขาดการมีส่วนร่วมของประธานรัฐสภา กำลังทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามีการใช้เวทีระดับภูมิภาคมาเล่นเกมการเมืองหรือไม่ จนส่งผลให้ร่างข้อมติ (Resolution) สำคัญที่ประเทศไทยควรจะได้นำเสนอและผลักดันในที่ประชุม ไม่สามารถบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมได้ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะมาจากความตั้งใจปิดกั้นหรือความละเลยต่อหน้าที่ แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏชัดเจนในวันนี้คือ ประเทศไทยต้องสูญเสียสิทธิ และปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้รับการผลักดันบนเวทีสากล

น.ส.ภัสริน กล่าวด้วยว่า เวทีระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวที่จะนำอำนาจมาใช้ตามอำเภอใจหรือมุ่งจัดสรรโควตาให้แก่เฉพาะกลุ่มพวกพ้องของตนเอง สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีเพียงพรรคร่วมรัฐบาล และการกระทำในลักษณะกินรวบเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิด
.

.
สภาฯ ยกเลิกแต่ไม่จบ! ปชน. จี้รัฐทวนใบอนุญาตโรงงานขยะยุค คสช. ย้อนหลังทั้งหมด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5960408
.
‘นฤมาศ’ ชี้คำสั่ง คสช. 4/2559 ปลดล็อกผังเมืองเปิดทางทุนขยะต่างชาติ แม้สภาฯ โหวตยกเลิก แต่โรงงานพิษนับพันยังไม่จบ จี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนใบอนุญาต ย้ำผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
.
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวถึงวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า ปัจจุบันประชาชนต้องเผชิญกับเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บกากอุตสาหกรรม ปัญหาน้ำเสีย และกลิ่นสารเคมีรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง โดยเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุกากสารเคมีจากโรงงานใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี รั่วไหลซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วม จนนำไปสู่คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการและสั่งปิดโรงงานหลายแห่ง
.
น.ส.นฤมาศ กล่าวต่อว่า การไล่ตามปิดโรงงานเป็นรายกรณีเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้ตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า เหตุใดประเทศไทยจึงมีโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลของเสียเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเหตุใดโรงงานเหล่านี้จึงสามารถไปตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่เกษตรกรรม ริมแหล่งน้ำสาธารณะ และประชิดรั้วบ้านเรือนของประชาชนได้
.
น.ส.นฤมาศ กล่าวด้วยว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของปัญหานี้มาจากการตัดสินใจเชิงนโยบายในอดีต โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ยกเว้นการบังคับใช้กฎกระทรวงผังเมืองรวมให้กับกิจการบางประเภท โดยเฉพาะโรงงานในกลุ่มบำบัดและกำจัดของเสีย
.
น.ส.นฤมาศ กล่าวต่อว่า โรงงานอันตรายเหล่านี้จึงสามารถขอใบอนุญาตตั้งขึ้นที่ใดก็ได้ทั่วประเทศ ประกอบกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 ที่เปิดทางให้ดำเนินโครงการบางประเภทได้ก่อนที่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จะได้รับความเห็นชอบ คำสั่งทั้งสองฉบับจึงทำหน้าที่เสมือนการเปิดประตูประเทศทิ้งไว้ ประจวบกับประเทศจีนประกาศนโยบาย National Sword ห้ามนำเข้าขยะมูลฝอยและเศษพลาสติกตั้งแต่ต้นปี 2561 ทำให้กลุ่มทุนและผู้ประกอบการขยะรีไซเคิลที่เคยปักหลักในจีนต้องหาฐานการผลิตแห่งใหม่ และประเทศไทยที่เพิ่งยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองกลายเป็นเป้าหมายหลัก
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่