นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่กังวลเรื่องสำรองเสบียง ห่วงน้ำท่วมใหญ่ ขาดแคลนพลังงาน และอินเทอร์เน็ตล่ม มากที่สุด
.
.
กทม.8 พ.ย.-"นิด้าโพล" เผยผลสำรวจประชาชน พบ ประชาชนกว่าร้อยละ 70 เคยได้ยินข่าวหลายประเทศเตือนให้สำรองอาหาร ยา และน้ำดื่ม แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้สึกกังวล โดยกลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่ง อยากให้รัฐบาลรอสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนออกประกาศเตือน ส่วนสถานการณ์ที่กังวลมากที่สุด คือ น้ำท่วมใหญ่ การขาดแคลนพลังงาน และอินเทอร์เน็ตล่ม
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กักตุนอาหาร ยา น้ำดื่ม !” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-3 พ.ย. 69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับข่าวที่หลายประเทศทั่วโลกประกาศเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร ยา น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้เพียงพอสำหรับ 3-7 วัน
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้ยินข่าวที่หลายประเทศทั่วโลกประกาศเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร ยา น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้เพียงพอสำหรับ 3-7 วัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 77.63 ระบุว่า เคยได้ยิน และร้อยละ 22.37 ระบุว่า ไม่เคยได้ยิน
.
เมื่อสอบถามผู้ที่ระบุว่าเคยได้ยินข่าวที่หลายประเทศทั่วโลกประกาศเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร ยา น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้เพียงพอสำหรับ 3-7 วัน (จำนวน 1,017 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความกังวลต่อข่าวที่หลายประเทศทั่วโลกประกาศเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร ยา น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้เพียงพอสำหรับ 3-7 วัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.89 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 32.84 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 26.94 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล และร้อยละ 4.33 ระบุว่า กังวลมาก
.
เมื่อสอบถามผู้ที่ระบุว่าเคยได้ยินข่าวที่หลายประเทศทั่วโลกประกาศเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร ยา น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้เพียงพอสำหรับ 3-7 วัน (จำนวน 1,017 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับการที่รัฐบาลไทยควรออกประกาศเตือนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมเช่นเดียวกับที่หลายประเทศทั่วโลกได้ดำเนินการ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.57 ระบุว่า ควรรอให้สถานการณ์ชัดเจนก่อนค่อยประกาศเตือน รองลงมา ร้อยละ 36.09 ระบุว่า ควรประกาศเตือนโดยเร็วที่สุด และร้อยละ 15.34 ระบุว่า ไม่มีความจำเป็นต้องประกาศเตือนใด ๆ
.
ท้ายที่สุดเมื่อถามเรื่องที่ประชาชนกังวลต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยจนต้องสำรองอาหาร ยา น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตไว้ 3-7 วัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.58 ระบุว่า น้ำท่วมใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 28.24 ระบุว่า การขาดแคลนพลังงาน ร้อยละ 26.34 ระบุว่า ไม่มีประเด็นปัญหาใด ๆ ที่ต้องกังวล ร้อยละ 24.27 ระบุว่า ระบบอินเทอร์เน็ตล่ม จนไม่สามารถใช้งานได้ทั้งประเทศ ร้อยละ 22.98 ระบุว่า สงครามโลกครั้งที่สาม ร้อยละ 21.15 ระบุว่า การถูกโจมตีทางไซเบอร์ (เช่น การโจมตีข้อมูลและกิจกรรมทางการเงิน ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ระบบการขนส่ง เป็นต้น) ร้อยละ 18.02 ระบุว่า โรคระบาด ร้อยละ 17.56 ระบุว่า สงครามในตะวันออกกลาง ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ภัยแล้ง ร้อยละ 13.82 ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ร้อยละ 13.59 ระบุว่า สงคราม/ความขัดแย้งระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน ร้อยละ 12.14 ระบุว่า ภัยจากคลื่นความร้อน ร้อยละ 11.68 ระบุว่า สงครามในยุโรป ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ภัยจากหมอกควัน ร้อยละ 6.41 ระบุว่า การก่อจลาจลภายในประเทศ และร้อยละ 0.61 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่สูงขึ้น.-สำนักข่าวไทย
.
.
“คนไทย” ห่วงภัยฉุกเฉิน หวั่นระบบล่ม จี้รัฐวางแผนรับมือ 72 ชั่วโมง
https://www.innnews.co.th/news/news_1092323/
.
“สวนดุสิตโพล” ชี้คนไทยผวาเหตุฉุกเฉิน ห่วงภัยไซเบอร์–ระบบสาธารณูปโภคล่ม แนะรัฐทำแผนรับมือ 72 ชั่วโมง
.
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,183คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 3-6 พฤศจิกายน 2569
.
ผลการสำรวจ พบว่า จากข่าวที่หลายประเทศแนะนำให้ประชาชนเตรียมเสบียงและกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง ทำให้รู้สึก เป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัว ร้อยละ 56.97 โดยมองว่าประเทศไทยอาจมีความเสี่ยงต่อภัยไซเบอร์ เช่น ระบบธนาคาร/สแกนจ่ายล่ม ข้อมูลรั่วไหล มากที่สุด ร้อยละ 62.55 รองลงมาคือระบบสาธารณูปโภคล่ม ร้อยละ 62.05 ขณะที่ภัยหรือเหตุฉุกเฉินที่กังวลมากที่สุดคือ ไฟดับ น้ำไม่ไหล ร้อยละ 29.16 ทั้งนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าตนเองและครอบครัว จะรับมือเหตุฉุกเฉินใน 72 ชั่วโมงแรกได้ ร้อยละ 57.14 และอยากให้ภาครัฐเตรียมแผนสำรองหากระบบสื่อสาร/อินเทอร์เน็ตล่ม ร้อยละ 62.47
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะย้ำให้ประชาชน “ตระหนักแต่ไม่ตระหนก” แต่เมื่อหลายประเทศแนะนำให้เตรียมรับมือเหตุฉุกเฉินในทิศทางเดียวกัน ย่อมสร้างความกังวล ซึ่งผลโพลสะท้อนว่าประชาชนต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและแนวทางรับมือที่ชัดเจน รัฐบาลจึงควรสื่อสารถึงความเสี่ยง สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมและมาตรการรองรับมากกว่าการยืนยันว่าสถานการณ์ไม่น่ากังวลเพียงอย่างเดียว
.
ด้านดร.มณฑล สุวรรณประภา ประธานหลักสูตรอนามัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพลสะท้อนว่า คนไทยรับรู้และกังวลต่อการเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมง แต่การรับรู้ยังไม่แปรเป็นการเตรียมพร้อมเชิงปฏิบัติอย่างทั่วถึง ภาครัฐจึงควรส่งเสริมทักษะฉุกเฉิน การตรวจสอบข่าวสาร และการแยกแยะข้อมูลจริงกับข้อมูลเท็จ การมองภัยไซเบอร์เป็นความเสี่ยงสูงอาจได้รับอิทธิพลจากกระแสข่าวต่างประเทศ ขณะที่ความกังวลต่อไฟดับ น้ำไม่ไหล และอินเทอร์เน็ตล่ม สะท้อนความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานใกล้ตัว แม้ประชาชนส่วนใหญ่มั่นใจว่าจะรับมือได้ แต่ความพร้อมอาจแตกต่างกันระหว่างพื้นที่ โดยเฉพาะชุมชนห่างไกลหรือเข้าถึงยาก ดังนั้น ประเทศไทยควรใช้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เป็นกรอบเชื่อมโยงข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่ แผน 72 ชั่วโมง บทบาทหน่วยงาน ระบบสื่อสารสำรอง และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมจัดซ้อมแผน กำหนดตัวชี้วัดและทบทวนหลังเกิดเหตุ เพื่อให้การจัดการมีความรวดเร็ว เป็นเอกภาพ เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
.
.
ทีดีอาร์ไอ ชี้เงินเฟ้อพุ่งฉุดกำลังซื้อประชาชน หวั่น ‘คลัง’ ถังแตกหมดแรงกระตุ้น ศก.
https://www.matichon.co.th/economy/news_5966412
.
ทีดีอาร์ไอ ชี้เงินเฟ้อพุ่งฉุดกำลังซื้อประชาชน หวั่น ‘คลัง’ ถังแตกหมดแรงกระตุ้น ศก.
.
นาย
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า จากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวสูงสุดในรอบ 45 เดือน รวมถึง มีสินค้ากว่า 306 รายการที่ปรับตัวขึ้นนั้น ต้องบอกว่า ต้นตอของปัญหาเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นมานั้น เป็นผลจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก การทำสงคราม และการกีดกันการค้า ซึ่งประเทศไทยมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาคการขนส่งโลจิสติกส์ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศปริมาณสูง และมีโครงสร้างการขนส่งที่ยังพึ่งพายานยนต์บนถนนเป็นหลัก ไม่ได้ใช้ระบบรางเหมือนหลายประเทศ ทำให้การส่งผ่านราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ไทยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน การหารายได้ รวมถึงการเติบโตของจีดีพีไทยในภาพรวม
.
“
ต้นทุนราคาน้ำมันซ่อนในอยู่ทุกอุตสาหกรรม เพราะราคาน้ำมันถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกภาคส่วน ทั้งในภาคเกษตรกรรม อาทิ ราคาปุ๋ย กระบวนการผลิตสินค้า การขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค ตลอดจนการเดินทางในชีวิตประจำวัน เมื่อต้นทุนสูงขึ้นก็ไปดันให้เงินเฟ้อกระจายตัวกว้างตามราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวขึ้น โดยปัจจุบันภาวะเงินเฟ้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันอีกต่อไป แต่ได้ขยายตัวกระจายกว้างเข้าสู่สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างข้าวแกง ทำให้เมื่อประชาชนมีรายได้เท่าเดิม แต่ต้องเจียดเงินไปจ่ายค่าพลังงานและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ส่งผลให้เงินที่จะนำไปใช้จ่ายในภาคธุรกิจอื่นๆ ลดลง เม็ดเงินไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น” นาย
นณริฏ กล่าว
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า ทิศทางต่อจากนี้หลังจากสหรัฐมีการเลือกตั้งกลางเทอมที่เพิ่งรู้ผลแพ้ชนะไปนั้น ก่อนหน้าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามชูนโยบายยึดข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์และแร่ยูเรเนียมในอิหร่าน หวังใช้เป็นผลงานสร้างคะแนนนิยม แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างยับเยินทั้งในสภาสูง และสภาล่าง ซึ่งความพ่ายแพ้นี้ไม่ได้มาจากพรรคเดโมแครตมีข้อเสนอที่ดีกว่า แต่เกิดจากรีพับลิกันสะดุดขาตัวเอง เนื่องจากสโลแกน Make America Great Again ไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนที่ต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักของผู้ลงคะแนน โดยในระยะปานกลาง มองว่าเป็นข่าวดี เพราะจากนี้จะเข้าสู่โหมดทำคะแนนเตรียมเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอีก 2 ปีข้างหน้า ปัญหาค่าครองชีพจะกลายเป็นโจทย์หลัก ทำให้พรรครีพับลิกันจำเป็นต้องลดความแข็งกร้าว และหาทางปิดจบสงครามกับอิหร่านให้ได้ ส่งผลให้คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานโลกมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่ควรจะมีการจับจ่ายใช้สอยสูงแต่กลับเผชิญบรรยากาศที่ไม่สดใสจากหลายปัจจัยลบซ้อนทับ ทั้งค่าน้ำมันเครื่องบินที่แพงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวมีต้นทุนการเดินทางที่สูงกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาความไม่พร้อมภายในประเทศเอง โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิที่ไม่พร้อมรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก และปัญหาคาร์โก้แตกจนเห็นภาพกองสินค้าตกค้างจำนวนมากจนน่ากังวลจะกระทบกับภาคธุรกิจ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นทั้งตลาดส่งออก และการท่องเที่ยว ที่ไทยเริ่มเผชิญความจำเจซ้ำซากและราคาท่องเที่ยวที่แพงขึ้น ขณะที่คู่แข่งในภูมิภาคอย่าง เวียดนาม จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เร่งยกระดับการท่องเที่ยวแรงขึ้น
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า ตอนนี้ต้องยอมรับแล้วว่า เครื่องมือรัฐบาลเริ่มหมดพลัง กลไกเดิมที่ไทยใช้พยุงราคา อาทิ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการลดภาษีสรรพสามิต สามารถทำได้อย่างจำกัดมากขึ้น ขณะที่ พ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งเป้าใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องถูกเจียดมาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพบางส่วน ซึ่งที่ผ่านมากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยได้รับบทเรียนในด้านวินัยการคลังมามากมาย เพราะตอนนี้ศักยภาพทางการคลังของไทยในปัจจุบันเข้าขั้นใกล้ถังแตกแล้ว เนื่องจากการดำเนินนโยบายตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เน้นแต่การใช้จ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่เคยจัดเก็บภาษีสะสมเพิ่มในช่วงเศรษฐกิจดี ส่งผลให้เสถียรภาพทางการคลังอ่อนแอ และหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง การทำนโยบายช่วยประชาชนต้องเน้นเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ใช่การกระตุ้นแบบปูพรม จัดลำดับความสำคัญใหม่ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด
JJNY : นิด้าโพลเผยห่วงน้ำท่วม ขาดแคลนพลังงาน เน็ตล่ม│คนไทยจี้วางแผนรับมือ│ชี้เงินเฟ้อพุ่งฉุดกำลังซื้อ│36 จว.เตือนฝนถล่ม
.
.
ทีดีอาร์ไอ ชี้เงินเฟ้อพุ่งฉุดกำลังซื้อประชาชน หวั่น ‘คลัง’ ถังแตกหมดแรงกระตุ้น ศก.
https://www.matichon.co.th/economy/news_5966412
.
ทีดีอาร์ไอ ชี้เงินเฟ้อพุ่งฉุดกำลังซื้อประชาชน หวั่น ‘คลัง’ ถังแตกหมดแรงกระตุ้น ศก.
.
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยว่า จากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวสูงสุดในรอบ 45 เดือน รวมถึง มีสินค้ากว่า 306 รายการที่ปรับตัวขึ้นนั้น ต้องบอกว่า ต้นตอของปัญหาเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นมานั้น เป็นผลจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก การทำสงคราม และการกีดกันการค้า ซึ่งประเทศไทยมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างของตัวเองอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาคการขนส่งโลจิสติกส์ ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศปริมาณสูง และมีโครงสร้างการขนส่งที่ยังพึ่งพายานยนต์บนถนนเป็นหลัก ไม่ได้ใช้ระบบรางเหมือนหลายประเทศ ทำให้การส่งผ่านราคาน้ำมันโลกเข้าสู่ไทยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน การหารายได้ รวมถึงการเติบโตของจีดีพีไทยในภาพรวม
.
“ต้นทุนราคาน้ำมันซ่อนในอยู่ทุกอุตสาหกรรม เพราะราคาน้ำมันถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกภาคส่วน ทั้งในภาคเกษตรกรรม อาทิ ราคาปุ๋ย กระบวนการผลิตสินค้า การขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค ตลอดจนการเดินทางในชีวิตประจำวัน เมื่อต้นทุนสูงขึ้นก็ไปดันให้เงินเฟ้อกระจายตัวกว้างตามราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวขึ้น โดยปัจจุบันภาวะเงินเฟ้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันอีกต่อไป แต่ได้ขยายตัวกระจายกว้างเข้าสู่สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างข้าวแกง ทำให้เมื่อประชาชนมีรายได้เท่าเดิม แต่ต้องเจียดเงินไปจ่ายค่าพลังงานและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ส่งผลให้เงินที่จะนำไปใช้จ่ายในภาคธุรกิจอื่นๆ ลดลง เม็ดเงินไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น” นายนณริฏ กล่าว
.
นายนณริฏ กล่าวว่า ทิศทางต่อจากนี้หลังจากสหรัฐมีการเลือกตั้งกลางเทอมที่เพิ่งรู้ผลแพ้ชนะไปนั้น ก่อนหน้าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามชูนโยบายยึดข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์และแร่ยูเรเนียมในอิหร่าน หวังใช้เป็นผลงานสร้างคะแนนนิยม แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างยับเยินทั้งในสภาสูง และสภาล่าง ซึ่งความพ่ายแพ้นี้ไม่ได้มาจากพรรคเดโมแครตมีข้อเสนอที่ดีกว่า แต่เกิดจากรีพับลิกันสะดุดขาตัวเอง เนื่องจากสโลแกน Make America Great Again ไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนที่ต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักของผู้ลงคะแนน โดยในระยะปานกลาง มองว่าเป็นข่าวดี เพราะจากนี้จะเข้าสู่โหมดทำคะแนนเตรียมเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอีก 2 ปีข้างหน้า ปัญหาค่าครองชีพจะกลายเป็นโจทย์หลัก ทำให้พรรครีพับลิกันจำเป็นต้องลดความแข็งกร้าว และหาทางปิดจบสงครามกับอิหร่านให้ได้ ส่งผลให้คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานโลกมีแนวโน้มจะปรับตัวลดลง
.
นายนณริฏ กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่ควรจะมีการจับจ่ายใช้สอยสูงแต่กลับเผชิญบรรยากาศที่ไม่สดใสจากหลายปัจจัยลบซ้อนทับ ทั้งค่าน้ำมันเครื่องบินที่แพงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวมีต้นทุนการเดินทางที่สูงกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาความไม่พร้อมภายในประเทศเอง โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิที่ไม่พร้อมรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก และปัญหาคาร์โก้แตกจนเห็นภาพกองสินค้าตกค้างจำนวนมากจนน่ากังวลจะกระทบกับภาคธุรกิจ อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นทั้งตลาดส่งออก และการท่องเที่ยว ที่ไทยเริ่มเผชิญความจำเจซ้ำซากและราคาท่องเที่ยวที่แพงขึ้น ขณะที่คู่แข่งในภูมิภาคอย่าง เวียดนาม จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เร่งยกระดับการท่องเที่ยวแรงขึ้น
.
นายนณริฏ กล่าวว่า ตอนนี้ต้องยอมรับแล้วว่า เครื่องมือรัฐบาลเริ่มหมดพลัง กลไกเดิมที่ไทยใช้พยุงราคา อาทิ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการลดภาษีสรรพสามิต สามารถทำได้อย่างจำกัดมากขึ้น ขณะที่ พ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งเป้าใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องถูกเจียดมาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพบางส่วน ซึ่งที่ผ่านมากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยได้รับบทเรียนในด้านวินัยการคลังมามากมาย เพราะตอนนี้ศักยภาพทางการคลังของไทยในปัจจุบันเข้าขั้นใกล้ถังแตกแล้ว เนื่องจากการดำเนินนโยบายตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เน้นแต่การใช้จ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่เคยจัดเก็บภาษีสะสมเพิ่มในช่วงเศรษฐกิจดี ส่งผลให้เสถียรภาพทางการคลังอ่อนแอ และหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง การทำนโยบายช่วยประชาชนต้องเน้นเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ใช่การกระตุ้นแบบปูพรม จัดลำดับความสำคัญใหม่ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด