ที่มารูป
ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าวันหนึ่งเราเดินไปซื้อลอตเตอรี่ธรรมดา ๆ แล้วบังเอิญถูกรางวัลใหญ่ ได้เงินมาหลายร้อยล้านบาทในชั่วข้ามคืน
เราจะทำอะไรกันเป็นอย่างแรก?
บางคนอาจลาออกจากงาน บางคนซื้อบ้าน ซื้อรถ พาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออาจนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนเพื่อให้มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต
แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเงินหลายร้อยล้านบาทที่ดูเหมือนใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมดกลับหายไปจนแทบไม่เหลือภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี?
วันนี้ผมมีเรื่องจริงของชายคนหนึ่งจากประเทศอังกฤษมาเล่าให้ฟังครับ
ชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาเศรษฐีจากลอตเตอรี่ แต่สุดท้ายต้องกลับมาหางานทำเพื่อเลี้ยงชีพอีกครั้ง เรื่องราวของคนๆ นี้อาจทำให้เรามองเรื่องเงินแตกต่างออกไป จากพนักงานเก็บขยะ กลายเป็นเศรษฐีในคืนเดียว
ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2002 ชายหนุ่มชาวอังกฤษชื่อ
ไมเคิล แคร์โรลล์ (Michael Carroll) ตอนนั้นอายุแค่ 19 ปี กำลังทำงานเป็นพนักงานเก็บขยะในเมืองเล็ก ๆ ของอังกฤษ ชีวิตไม่ได้มีอะไรหรูหราเป็นแค่วัยรุ่นธรรมดาที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานทั่วไป จนกระทั่งวันหนึ่งโชคครั้งใหญ่ก็เดินเข้ามาหาเขาซะงั้ัน
ไมเคิลถูกรางวัลแจ็กพอตของสลาก National Lottery เป็นเงินจำนวนถึง
9,736,131 ปอนด์ ถ้าเราคิดด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 46 บาทต่อปอนด์ ก็เทียบเท่ากับเงินประมาณ 448 ล้านบาท! ลองคิดดูครับ คนอายุแค่ 19 ปี ที่ก่อนหน้านี้ต้องทำงานหาเงินเดือน อยู่ๆ ดันมีเงินมากมายขนาดนี้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
สำหรับคนทั่วไป เงินจำนวนนี้มากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตได้อย่างมหาศาล
แต่เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ เงินก้อนนี้จะเปลี่ยนชีวิตไมเคิลไปในทิศทางที่ไม่เหมือนกับความฝันของคนส่วนใหญ่ พอมีเงินมากมายชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไป
หลังจากได้รับเงินรางวัล ไมเคิลก็เริ่มใช้ชีวิตแบบที่เขาไม่เคยมีโอกาสใช้มาก่อน ไมเคิลซื้อบ้านหลังใหญ่ รถยนต์หลายคัน และใช้เงินไปกับงานปาร์ตี้ การท่องเที่ยว รวมถึงความบันเทิงต่าง ๆ ที่สรรหามาได้ การใช้จ่ายของพ่อหนุ่มนี่กลายเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งในสื่ออังกฤษ สิ่งที่น่าสนใจคือ เงินไม่ได้ถูกใช้ไปกับของแพงเพียงอย่างเดียว ไมเคิลยังแจกจ่ายเงินให้คนรอบข้าง รวมถึงใช้เงินไปกับเพื่อนฝูงและกิจกรรมต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ถึงขนาดที่ว่าในช่วงนั้นเจ้าตัวามีชื่อเสียงจนสื่ออังกฤษตั้งฉายาให้ว่า "Lotto Lout" ซึ่งสื่อถึงพฤติกรรมอื้อฉาวของเศรษฐีลอตเตอรี่รายนี้
ลองคิดดูครับ จากคนที่เคยต้องคำนวณว่าจะใช้เงินอย่างไรให้พอในแต่ละเดือน อยู่ ๆ ก็มีเงินให้ใช้แบบไม่ต้องกังวล สิ่งที่เคยคิดว่าแพงเกินไป กลับกลายเป็นสิ่งที่ซื้อได้ทันที
- รถคันหนึ่งไม่พอ ก็ซื้อเพิ่มอีกคัน
- บ้านหลังหนึ่งไม่พอ ก็ซื้อหลังอื่นเพิ่ม
และเมื่อเงินยังมีอยู่มาก การใช้จ่ายจำนวนมหาศาลอาจไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นปัญหา แต่เงินไม่ว่าจะมากแค่ไหน ก็มีวันหมดได้ครับ เพราะผ่านไปเพียง 8 ปี เงินเกือบ 450 ล้านบาทกลับแทบไม่เหลือ เมื่อเวลาผ่านไปชีวิตของไมเคิลเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง เงินที่เคยมีอยู่มหาศาลค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยและปัญหาส่วนตัวทำให้ทรัพย์สินร่อยหรอลง
เวลาผ่านเลยมาจนถึงปี ค.ศ. 2010 หรือประมาณ 8 ปีหลังจากถูกรางวัล มีรายงานว่าเงินรางวัลที่เคยได้มาของไมเคิลแทบไม่เหลือแล้ว ทำให้เจ้าตัวถึงขั้นต้องมองหางานทำอีกครั้ง และงานที่เขาสนใจจะกลับไปทำก็คือ งานเก็บขยะที่เขาเคยทำก่อนถูกลอตเตอรี่!
ลองนึกภาพดูนะครับ
จากคนธรรมดาที่กลายเป็นเศรษฐีเกือบ 450 ล้านบาท แล้วสุดท้ายต้องกลับมาหางานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ชีวิตเหมือนคนกำลังเดินเป็นวงกลม กลับมายังจุดที่เคยเริ่มต้น แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด อาจไม่ใช่การที่เงินของเขาหมดลง กลับเป็นมุมมองของเขาที่มีต่อเหตุการณ์ทั้งหมดต่างหาก
ไมเคิลกลับบอกว่าชีวิตหลังหมดเงินมีความสุขกว่าเดิม หลังจากเงินรางวัลหมดลงก็ได้กลับมาใช้ชีวิตแบบคนทำงานทั่วไปอีกครั้ง
เขาเคยทำงานส่งถ่านหินในสกอตแลนด์ และให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าเขามีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายมากขึ้น ถึงจะสูญเสียเงินมหาศาล แต่เขากลับไม่ได้มองว่าชีวิตหลังจากนั้นมีแต่ความล้มเหลว
พ่อหนุ่มรายนี้เคยบอกว่าไม่ได้รู้สึกเสียใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และชีวิตการทำงานธรรมดาทำให้เขารู้สึกว่าได้ชีวิตของตัวเองกลับคืนมา แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าการใช้เงินจนหมดเป็นเรื่องดี แต่เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีเงินจำนวนมากกับการมีชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป
บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น กลับสร้างปัญหาที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน
แล้วทำไมคนที่ได้เงินมหาศาลถึงใช้เงินหมดได้?
ถ้าเราลองวิเคราะห์เรื่องนี้ในมุมการเงินมันก็มีประเด็นน่าสนใจหลายอย่างอยู่
1. เงินที่ได้มาง่าย อาจทำให้ประเมินค่าของเงินผิดไป
สำหรับคนที่ทำงานหาเงินเดือน การซื้อของราคา 100000 บาทอาจต้องคิดแล้วคิดอีก
แต่พอมีเงินหลายร้อยล้านบาทอยู่ในบัญชี สิ่งของราคาเท่ากันอาจดูเป็นเพียงรายจ่ายเล็กน้อย
ปัญหาคือ ถ้าเกิดความรู้สึกแบบนี้กับรายจ่ายทุกประเภท เงินจำนวนมากก็สามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว
2. รายได้ก้อนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเราจะบริหารเงินเป็น
การหาเงินเก่งกับการจัดการเงินเก่งเป็นคนละทักษะกัน
คนที่ได้รับเงินจำนวนมากในทันที อาจยังไม่มีประสบการณ์ด้านการลงทุน การจัดงบประมาณ หรือการบริหารทรัพย์สิน
ถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี เงินที่ได้รับมาอาจลดลงเรื่อย ๆ โดยไม่มีรายได้ใหม่เข้ามาทดแทน
3. การใช้ชีวิตที่แพงขึ้น ย่อมมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
ซื้อบ้านหลังใหญ่ ก็มีค่าดูแลรักษา
ซื้อรถหลายคัน ก็มีค่าใช้จ่ายตามมา
ใช้ชีวิตหรูหรา ก็อาจเกิดความเคยชินกับค่าใช้จ่ายระดับนั้น
ในทางการเงินมีแนวคิดที่เรียกว่า Lifestyle Inflation หรือการที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามฐานะและรายได้
ถ้าไม่ควบคุมให้ดีต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็อาจไม่เพียงพอสำนวนในภาษาไทยอาจเรียกว่า "จมไม่ลง"
4. เงินจำนวนมากอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
เมื่อใครคนหนึ่งกลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน อาจมีผู้คนเข้ามาขอความช่วยเหลือ ขอยืมเงิน หรือชักชวนให้ใช้จ่ายมากขึ้น
การปฏิเสธคนใกล้ชิดไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน และถ้าไม่มีการกำหนดขอบเขตทางการเงินที่ชัดเจน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาได้
แต่ไม่ใช่ว่าคนถูกลอตเตอรี่ส่วนใหญ่จะหมดตัวเรื่องนี้มีสิ่งหนึ่งที่อยากบอกครับ
มันจะมีข้อมูลหรือคำพูดประมาณว่า คนถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ถึง 70% จะล้มละลายภายในไม่กี่ปี (นี่เป็นทางฝั่งเมืองนอก ส่วนในไทยก็มีเรื่องทำนองนี้อยู่) แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่มีหลักฐานวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับ องค์กร National Endowment for Financial Education ของอเมริกา ซึ่งมักถูกอ้างว่าเป็นเจ้าของข้อมูลนี้เคยออกมาชี้แจงตั้งแต่ปี 2018 ว่าไม่สามารถยืนยันตัวเลขดังกล่าวได้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรสรุปว่าคนถูกลอตเตอรี่หรือหวยส่วนใหญ่จะต้องหมดตัว เพราะต้องมีคนที่ถูกรางวัลจำนวนหนึ่งที่สามารถจัดการเงินได้ดี และชีวิตก็ดีขึ้นจากเงินรางวัลที่ได้รับ
เรื่องของไมเคิลเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความเสี่ยงจากการได้รับเงินก้อนใหญ่ โดยไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม ส่วนเรื่องที่ว่าเขาบอกว่ามีความสุขมากกว่าตอนที่มีเงินอันนี้บอกตามตรงว่าผมก็ไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวรู้สึกแบบนั้นจริงรึเปล่านะแต่เอาเป็นว่ามองแต่มุมดีๆ แล้วกันผมคิดว่าก็อาจจะเป็นจริงได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Irish Examiner (19 พฤษภาคม 2010) เรื่อง Michael Carroll ต้องการกลับมาทำงานเก็บขยะหลังเงินรางวัเกลี้ยง
https://www.irishexaminer.com/world/arid-20120166.html
London Evening Standard (12 เมษายน 2012) เรื่องการใช้เงินรางวัลเกือบ 10 ล้านปอนด์ของ Michael Carroll
https://www.standard.co.uk/news/uk/lotto-waster-hopes-for-second-win-6784485.html
LADbible (6 พฤศจิกายน 2023) เรื่องชีวิตหลังเงินรางวัลหมดและการกลับมาทำงานของ Michael Carroll
https://www.ladbible.com/news/uk-news/michael-carroll-national-lottery-win-524036-20231106
National Endowment for Financial Education (12 มกราคม 2018) คำชี้แจงเกี่ยวกับสถิติผู้ถูกลอตเตอรี่ล้มละลาย 70%
https://www.nefe.org/news/2018/01/research-statistic-on-financial-windfalls-and-bankruptcy.aspx
Vanderbilt University, งานวิจัย The Ticket to Easy Street? The Financial Consequences of Winning the Lottery (2011)
https://scholarship.law.vanderbilt.edu/faculty-publications/1455/
หมายเหตุนะครับ: ตัวเลขเงินบาทคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 46 บาทต่อปอนด์ เพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ถูกรางวัล
จากคนเก็บขยะสู่เศรษฐี 450 ล้านบาท แต่แค่ 8 ปี เงินแทบเกลี้ยง เรื่องจริงของชายที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่
ที่มารูป
ลองจินตนาการดูนะครับ ถ้าวันหนึ่งเราเดินไปซื้อลอตเตอรี่ธรรมดา ๆ แล้วบังเอิญถูกรางวัลใหญ่ ได้เงินมาหลายร้อยล้านบาทในชั่วข้ามคืน
เราจะทำอะไรกันเป็นอย่างแรก?
บางคนอาจลาออกจากงาน บางคนซื้อบ้าน ซื้อรถ พาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออาจนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนเพื่อให้มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต
แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเงินหลายร้อยล้านบาทที่ดูเหมือนใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมดกลับหายไปจนแทบไม่เหลือภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี?
วันนี้ผมมีเรื่องจริงของชายคนหนึ่งจากประเทศอังกฤษมาเล่าให้ฟังครับ
ชายที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาเศรษฐีจากลอตเตอรี่ แต่สุดท้ายต้องกลับมาหางานทำเพื่อเลี้ยงชีพอีกครั้ง เรื่องราวของคนๆ นี้อาจทำให้เรามองเรื่องเงินแตกต่างออกไป จากพนักงานเก็บขยะ กลายเป็นเศรษฐีในคืนเดียว
ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2002 ชายหนุ่มชาวอังกฤษชื่อ ไมเคิล แคร์โรลล์ (Michael Carroll) ตอนนั้นอายุแค่ 19 ปี กำลังทำงานเป็นพนักงานเก็บขยะในเมืองเล็ก ๆ ของอังกฤษ ชีวิตไม่ได้มีอะไรหรูหราเป็นแค่วัยรุ่นธรรมดาที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานทั่วไป จนกระทั่งวันหนึ่งโชคครั้งใหญ่ก็เดินเข้ามาหาเขาซะงั้ัน
ไมเคิลถูกรางวัลแจ็กพอตของสลาก National Lottery เป็นเงินจำนวนถึง 9,736,131 ปอนด์ ถ้าเราคิดด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 46 บาทต่อปอนด์ ก็เทียบเท่ากับเงินประมาณ 448 ล้านบาท! ลองคิดดูครับ คนอายุแค่ 19 ปี ที่ก่อนหน้านี้ต้องทำงานหาเงินเดือน อยู่ๆ ดันมีเงินมากมายขนาดนี้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน
สำหรับคนทั่วไป เงินจำนวนนี้มากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตได้อย่างมหาศาล
แต่เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ เงินก้อนนี้จะเปลี่ยนชีวิตไมเคิลไปในทิศทางที่ไม่เหมือนกับความฝันของคนส่วนใหญ่ พอมีเงินมากมายชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไป
หลังจากได้รับเงินรางวัล ไมเคิลก็เริ่มใช้ชีวิตแบบที่เขาไม่เคยมีโอกาสใช้มาก่อน ไมเคิลซื้อบ้านหลังใหญ่ รถยนต์หลายคัน และใช้เงินไปกับงานปาร์ตี้ การท่องเที่ยว รวมถึงความบันเทิงต่าง ๆ ที่สรรหามาได้ การใช้จ่ายของพ่อหนุ่มนี่กลายเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งในสื่ออังกฤษ สิ่งที่น่าสนใจคือ เงินไม่ได้ถูกใช้ไปกับของแพงเพียงอย่างเดียว ไมเคิลยังแจกจ่ายเงินให้คนรอบข้าง รวมถึงใช้เงินไปกับเพื่อนฝูงและกิจกรรมต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ถึงขนาดที่ว่าในช่วงนั้นเจ้าตัวามีชื่อเสียงจนสื่ออังกฤษตั้งฉายาให้ว่า "Lotto Lout" ซึ่งสื่อถึงพฤติกรรมอื้อฉาวของเศรษฐีลอตเตอรี่รายนี้
ลองคิดดูครับ จากคนที่เคยต้องคำนวณว่าจะใช้เงินอย่างไรให้พอในแต่ละเดือน อยู่ ๆ ก็มีเงินให้ใช้แบบไม่ต้องกังวล สิ่งที่เคยคิดว่าแพงเกินไป กลับกลายเป็นสิ่งที่ซื้อได้ทันที
- รถคันหนึ่งไม่พอ ก็ซื้อเพิ่มอีกคัน
- บ้านหลังหนึ่งไม่พอ ก็ซื้อหลังอื่นเพิ่ม
และเมื่อเงินยังมีอยู่มาก การใช้จ่ายจำนวนมหาศาลอาจไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นปัญหา แต่เงินไม่ว่าจะมากแค่ไหน ก็มีวันหมดได้ครับ เพราะผ่านไปเพียง 8 ปี เงินเกือบ 450 ล้านบาทกลับแทบไม่เหลือ เมื่อเวลาผ่านไปชีวิตของไมเคิลเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง เงินที่เคยมีอยู่มหาศาลค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงการใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยและปัญหาส่วนตัวทำให้ทรัพย์สินร่อยหรอลง
เวลาผ่านเลยมาจนถึงปี ค.ศ. 2010 หรือประมาณ 8 ปีหลังจากถูกรางวัล มีรายงานว่าเงินรางวัลที่เคยได้มาของไมเคิลแทบไม่เหลือแล้ว ทำให้เจ้าตัวถึงขั้นต้องมองหางานทำอีกครั้ง และงานที่เขาสนใจจะกลับไปทำก็คือ งานเก็บขยะที่เขาเคยทำก่อนถูกลอตเตอรี่!
ลองนึกภาพดูนะครับ
จากคนธรรมดาที่กลายเป็นเศรษฐีเกือบ 450 ล้านบาท แล้วสุดท้ายต้องกลับมาหางานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ชีวิตเหมือนคนกำลังเดินเป็นวงกลม กลับมายังจุดที่เคยเริ่มต้น แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด อาจไม่ใช่การที่เงินของเขาหมดลง กลับเป็นมุมมองของเขาที่มีต่อเหตุการณ์ทั้งหมดต่างหาก
ไมเคิลกลับบอกว่าชีวิตหลังหมดเงินมีความสุขกว่าเดิม หลังจากเงินรางวัลหมดลงก็ได้กลับมาใช้ชีวิตแบบคนทำงานทั่วไปอีกครั้ง
เขาเคยทำงานส่งถ่านหินในสกอตแลนด์ และให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าเขามีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายมากขึ้น ถึงจะสูญเสียเงินมหาศาล แต่เขากลับไม่ได้มองว่าชีวิตหลังจากนั้นมีแต่ความล้มเหลว
พ่อหนุ่มรายนี้เคยบอกว่าไม่ได้รู้สึกเสียใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และชีวิตการทำงานธรรมดาทำให้เขารู้สึกว่าได้ชีวิตของตัวเองกลับคืนมา แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าการใช้เงินจนหมดเป็นเรื่องดี แต่เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีเงินจำนวนมากกับการมีชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป
บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น กลับสร้างปัญหาที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน
แล้วทำไมคนที่ได้เงินมหาศาลถึงใช้เงินหมดได้?
ถ้าเราลองวิเคราะห์เรื่องนี้ในมุมการเงินมันก็มีประเด็นน่าสนใจหลายอย่างอยู่
1. เงินที่ได้มาง่าย อาจทำให้ประเมินค่าของเงินผิดไป
สำหรับคนที่ทำงานหาเงินเดือน การซื้อของราคา 100000 บาทอาจต้องคิดแล้วคิดอีก
แต่พอมีเงินหลายร้อยล้านบาทอยู่ในบัญชี สิ่งของราคาเท่ากันอาจดูเป็นเพียงรายจ่ายเล็กน้อย
ปัญหาคือ ถ้าเกิดความรู้สึกแบบนี้กับรายจ่ายทุกประเภท เงินจำนวนมากก็สามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว
2. รายได้ก้อนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเราจะบริหารเงินเป็น
การหาเงินเก่งกับการจัดการเงินเก่งเป็นคนละทักษะกัน
คนที่ได้รับเงินจำนวนมากในทันที อาจยังไม่มีประสบการณ์ด้านการลงทุน การจัดงบประมาณ หรือการบริหารทรัพย์สิน
ถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี เงินที่ได้รับมาอาจลดลงเรื่อย ๆ โดยไม่มีรายได้ใหม่เข้ามาทดแทน
3. การใช้ชีวิตที่แพงขึ้น ย่อมมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
ซื้อบ้านหลังใหญ่ ก็มีค่าดูแลรักษา
ซื้อรถหลายคัน ก็มีค่าใช้จ่ายตามมา
ใช้ชีวิตหรูหรา ก็อาจเกิดความเคยชินกับค่าใช้จ่ายระดับนั้น
ในทางการเงินมีแนวคิดที่เรียกว่า Lifestyle Inflation หรือการที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามฐานะและรายได้
ถ้าไม่ควบคุมให้ดีต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็อาจไม่เพียงพอสำนวนในภาษาไทยอาจเรียกว่า "จมไม่ลง"
4. เงินจำนวนมากอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
เมื่อใครคนหนึ่งกลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน อาจมีผู้คนเข้ามาขอความช่วยเหลือ ขอยืมเงิน หรือชักชวนให้ใช้จ่ายมากขึ้น
การปฏิเสธคนใกล้ชิดไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน และถ้าไม่มีการกำหนดขอบเขตทางการเงินที่ชัดเจน ก็อาจนำไปสู่ปัญหาได้
แต่ไม่ใช่ว่าคนถูกลอตเตอรี่ส่วนใหญ่จะหมดตัวเรื่องนี้มีสิ่งหนึ่งที่อยากบอกครับ
มันจะมีข้อมูลหรือคำพูดประมาณว่า คนถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ถึง 70% จะล้มละลายภายในไม่กี่ปี (นี่เป็นทางฝั่งเมืองนอก ส่วนในไทยก็มีเรื่องทำนองนี้อยู่) แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่มีหลักฐานวิจัยที่น่าเชื่อถือรองรับ องค์กร National Endowment for Financial Education ของอเมริกา ซึ่งมักถูกอ้างว่าเป็นเจ้าของข้อมูลนี้เคยออกมาชี้แจงตั้งแต่ปี 2018 ว่าไม่สามารถยืนยันตัวเลขดังกล่าวได้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรสรุปว่าคนถูกลอตเตอรี่หรือหวยส่วนใหญ่จะต้องหมดตัว เพราะต้องมีคนที่ถูกรางวัลจำนวนหนึ่งที่สามารถจัดการเงินได้ดี และชีวิตก็ดีขึ้นจากเงินรางวัลที่ได้รับ
เรื่องของไมเคิลเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความเสี่ยงจากการได้รับเงินก้อนใหญ่ โดยไม่มีการบริหารจัดการที่เหมาะสม ส่วนเรื่องที่ว่าเขาบอกว่ามีความสุขมากกว่าตอนที่มีเงินอันนี้บอกตามตรงว่าผมก็ไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวรู้สึกแบบนั้นจริงรึเปล่านะแต่เอาเป็นว่ามองแต่มุมดีๆ แล้วกันผมคิดว่าก็อาจจะเป็นจริงได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Irish Examiner (19 พฤษภาคม 2010) เรื่อง Michael Carroll ต้องการกลับมาทำงานเก็บขยะหลังเงินรางวัเกลี้ยง
https://www.irishexaminer.com/world/arid-20120166.html
London Evening Standard (12 เมษายน 2012) เรื่องการใช้เงินรางวัลเกือบ 10 ล้านปอนด์ของ Michael Carroll
https://www.standard.co.uk/news/uk/lotto-waster-hopes-for-second-win-6784485.html
LADbible (6 พฤศจิกายน 2023) เรื่องชีวิตหลังเงินรางวัลหมดและการกลับมาทำงานของ Michael Carroll
https://www.ladbible.com/news/uk-news/michael-carroll-national-lottery-win-524036-20231106
National Endowment for Financial Education (12 มกราคม 2018) คำชี้แจงเกี่ยวกับสถิติผู้ถูกลอตเตอรี่ล้มละลาย 70%
https://www.nefe.org/news/2018/01/research-statistic-on-financial-windfalls-and-bankruptcy.aspx
Vanderbilt University, งานวิจัย The Ticket to Easy Street? The Financial Consequences of Winning the Lottery (2011)
https://scholarship.law.vanderbilt.edu/faculty-publications/1455/
หมายเหตุนะครับ: ตัวเลขเงินบาทคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 46 บาทต่อปอนด์ เพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น ไม่ใช่อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ถูกรางวัล