มีข้อคิดหนึ่งที่เราชอบมากค่ะ
“เพื่อนบางคนอาจไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ยังคงอยู่ในความคิดถึง และพร้อมรับฟังในวันที่อีกฝ่ายต้องการใครสักคน”
พอได้มองย้อนกลับไปในชีวิต เราถึงรู้ว่าตัวเองโชคดีที่มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในชีวิตมานานมาก ตั้งแต่สมัยอายุ 18 ปี จนตอนนี้เราทั้งคู่ก็เข้าสู่วัย 40 กันแล้ว
เราไม่ได้คุยกันทุกวัน แต่เวลาไม่สบายหรือมีเรื่องทุกข์ใจ เรามักนึกถึงกันเสมอ
มิตรภาพที่ผ่านทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย
เพื่อนคนนี้เป็นคนที่คอยถามเราเสมอว่าเป็นอย่างไรบ้าง เวลาเราป่วย เราก็มักจะทักไลน์หาเขาเป็นคนแรก
ส่วนเขาเองก็เคยเล่าเรื่องสุขภาพให้เราฟังว่าเคยต้องผ่าตัดรังไข่ และสุดท้ายก็ไม่สามารถมีลูกได้ โชคดีที่ผลตรวจเป็นซีสต์ ไม่ใช่มะเร็ง
เราสองคนต่างก็มีปัญหาสุขภาพของตัวเอง เราเคยไม่มีประจำเดือนติดต่อกันถึงสามปี ไปตรวจภายในและเปลี่ยนโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ จนพบว่ามีภาวะพังผืด และแพทย์อธิบายว่าการไม่มาของประจำเดือนเกี่ยวข้องกับยาจิตเวชที่ใช้อยู่
ช่วงนั้นน้ำหนักเราขึ้นไปถึง 87 กิโลกรัม แถมมีปัญหาเดินลงน้ำหนักเท้าขวาไม่ปกติ จึงปรึกษาจิตแพทย์เพื่อปรับลดยาที่มีผลข้างเคียง หลังจากนั้นประจำเดือนกลับมา แต่บางเดือนก็มาถึงสองครั้ง ต้องตรวจติดตามกับแพทย์ต่อไป
เรายังมีปัญหาท้องผูกและท้องอืดจนต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก เพื่อนคนนี้ก็ไม่ได้นิ่งเฉย เมื่อเราบอกว่าท้องอืดและเรอบ่อย เขาก็ส่งขิงผงมาให้ พอรู้ว่าเราท้องผูกก็ส่งข้าวโอ๊ตมาให้อีก
มันอาจเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สำหรับคนที่กำลังเจ็บป่วย การที่มีใครสักคนจำได้ว่าเรามีปัญหาอะไรและพยายามช่วยเหลือ ก็ทำให้รู้สึกดีมากค่ะ
ย้อนกลับไปตอนอายุ 18 ปี
จำได้ว่าเพื่อนคนนี้มีเดตแรกกับผู้ชายในกลุ่มที่มาจีบ เขายังชวนเราไปเป็นเพื่อนดูหนังเรื่อง Avatar ด้วย
วันนั้นหนังเริ่มฉายสองทุ่ม กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืน โชคดีที่รถไฟฟ้ายังไม่หมด พอกลับถึงบ้านเพื่อนก็โทรมาตาม เพราะติดต่อเราไม่ได้ ตอนนั้นยังไม่มี LINE มีแค่ Facebook คือเจอกันตอนเช้าที่มหาลับโดนดุแทบแย่ว่าไม่รับสายนึกว่าจะเป็นอะไร บอกว่าต่อไปอย่าหายนะ
เขาเป็นห่วงจนโทรมาถามว่าเราหายไปไหน เราก็เพิ่งอาบน้ำและเข้านอนไปแล้ว
เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้พอมานึกถึงตอนนี้ก็ยังจำได้ค่ะ
วันที่เพื่อนเคยผิดหวังในความรัก
เพื่อนเคยเล่าให้ฟังว่าแม่และน้องไม่ชอบผู้ชายคนหนึ่งที่เขาคบ เพราะผู้ชายมาบ้านโดยไม่ได้เตรียมอะไรมา แถมยังมีพฤติกรรมที่ครอบครัวมองว่าไม่น่าคบ
อีกครั้งหนึ่งเพื่อนเคยไปนัดกินข้าวกับผู้ชาย แล้วฝ่ายชายให้เขาออกเงินไปก่อน 500 บาท หลังจากนั้นผู้ชายก็หายไปเลย
ตอนนั้นเราปลอบเพื่อนว่า อย่างน้อยก็เสียเงินไปไม่มาก แต่เรารู้ว่าเขาเสียใจมากกับการถูกหลอก
วันที่เราเป็นฝ่ายเจ็บปวดบ้าง
พอเริ่มทำงาน มีช่วงหนึ่งที่เราเหงามาก ๆ ตอนนั้นยังไม่มี ChatGPT และแอปดูหนังให้เลือกก็ไม่ได้เยอะเหมือนทุกวันนี้ เราต้องไปดูหนังรักคนเดียวหลังเลิกงาน บางครั้งก็นั่งร้องไห้อยู่ในโรงหนัง
เราเลยลองติดต่อเพื่อนผู้ชายสมัยมัธยมที่เคยจีบเรา กลับมาคุยกัน ไปกินข้าว ดูหนัง และรู้สึกมีความสุข
วันหนึ่งเขาชวนเราไปบ้าน เราเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง เพื่อนเตือนทันทีว่าอย่าไป เพราะเราเป็นผู้หญิง การไปบ้านผู้ชายตามลำพังอาจไม่ปลอดภัย หากเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไร
ตอนนั้นเราคิดว่าเราก็คบกันอยู่แล้ว อายุใกล้ 30 ปีแล้ว คงไม่มีอะไร
แต่สุดท้ายสิ่งที่เพื่อนเตือนก็เกิดขึ้นจริง หลังจากมีความสัมพันธ์กันครั้งหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นกลับหายไปและบล็อกเราทุกช่องทาง
เราร้องไห้หนักมาก เพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ต่อมาจึงรู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว
เมื่อเราพบแฟนของเขาผ่าน Facebook และบอกเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่นานฝ่ายหญิงก็โพสต์ว่าไม่สามารถทนกับคำโกหกได้อีกต่อไป เพราะเคยมีผู้หญิงหลายคนมาเล่าเรื่องลักษณะเดียวกันให้ฟัง
แต่ฝ่ายชายกลับโทรมาต่อว่าเราที่ไปติดต่อแฟนเขา เราเสียใจมาก เพราะสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ในตอนนั้นคือคำขอโทษ
ด้วยความโกรธและเสียใจ เราเคยโพสต์ประจานเขาใน Facebook ต่อหน้าเพื่อน ๆ แต่เพื่อนสนิทคนนี้กลับบอกให้เราลบโพสต์และปล่อยเรื่องนี้ไป
ตอนแรกเราไม่ยอม เพราะรู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายถูกทำร้าย แต่สุดท้ายก็เชื่อเพื่อนและลบโพสต์ออก
หลังจากนั้นผู้ชายคนนั้นเคยแจ้งความเราในข้อหาหมิ่นประมาท และมีตำรวจติดต่อมาเพื่อให้ไปไกล่เกลี่ย เหตุการณ์นี้ทำให้เรากลัวและเครียดมาก จนส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างหนัก
สุดท้ายเรื่องถอนแจ้งความไปแล้ว และเราก็ปิด Facebook ด้วย
วันนี้เราสองคนต่างก็มีเรื่องที่ต้องต่อสู้
ตอนนี้เราและเพื่อนต่างก็เข้าสู่วัย 40 และยังโสดเหมือนกัน ต่างคนต่างมีปัญหาสุขภาพและเรื่องที่ต้องรับมือ
เพื่อนมีปัญหาเกี่ยวกับรังไข่ ส่วนเราก็มีโรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ต้องไปโรงพยาบาลและติดตามการรักษาอยู่เสมอ
เราไม่รู้ว่าในอนาคตชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นคือ เรายังมีเพื่อนที่ถามไถ่กันอยู่เสมอ
บางครั้งเขาส่งขิงผงมาให้ บางครั้งส่งข้าวโอ๊ตมาให้ บางครั้งก็แค่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง
สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่า มิตรภาพไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยคำพูดหวาน ๆ หรือการอยู่ด้วยกันตลอดเวลา
ข้อคิดที่ได้จากมิตรภาพครั้งนี้
เพื่อนแท้อาจไม่ใช่คนที่อยู่กับเราทุกวัน แต่เป็นคนที่ยังนึกถึงเราในวันที่เราเจ็บป่วย วันที่เราผิดหวัง หรือวันที่ชีวิตไม่เป็นอย่างที่หวัง
บางคนอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างให้เราได้ แต่การรับฟัง การเตือนด้วยความหวังดี และการส่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ ก็ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่บนโลกนี้เพียงลำพัง
ขอบคุณเพื่อนผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ในชีวิตกันมาตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึงวันนี้
แม้เราทั้งคู่จะผ่านเรื่องราวมามากมาย แต่ก็ยังมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน
อยากถามเพื่อน ๆ ค่ะ
เมื่อเข้าสู่วัย 40 แล้ว คุณยังมีเพื่อนสมัยเรียนที่คอยถามไถ่และเป็นห่วงกันอยู่ไหมคะ?
สำหรับคุณ มิตรภาพแบบไหนที่ทำให้รู้สึกว่า คนคนนี้คือเพื่อนแท้จริง ๆ
เพื่อนแท้ในวัย 40…บางคนไม่ได้อยู่ข้างกันทุกวัน แต่ยังเป็นคนแรกที่เรานึกถึงในวันที่ไม่ไหว
“เพื่อนบางคนอาจไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ยังคงอยู่ในความคิดถึง และพร้อมรับฟังในวันที่อีกฝ่ายต้องการใครสักคน”
พอได้มองย้อนกลับไปในชีวิต เราถึงรู้ว่าตัวเองโชคดีที่มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในชีวิตมานานมาก ตั้งแต่สมัยอายุ 18 ปี จนตอนนี้เราทั้งคู่ก็เข้าสู่วัย 40 กันแล้ว
เราไม่ได้คุยกันทุกวัน แต่เวลาไม่สบายหรือมีเรื่องทุกข์ใจ เรามักนึกถึงกันเสมอ
มิตรภาพที่ผ่านทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย
เพื่อนคนนี้เป็นคนที่คอยถามเราเสมอว่าเป็นอย่างไรบ้าง เวลาเราป่วย เราก็มักจะทักไลน์หาเขาเป็นคนแรก
ส่วนเขาเองก็เคยเล่าเรื่องสุขภาพให้เราฟังว่าเคยต้องผ่าตัดรังไข่ และสุดท้ายก็ไม่สามารถมีลูกได้ โชคดีที่ผลตรวจเป็นซีสต์ ไม่ใช่มะเร็ง
เราสองคนต่างก็มีปัญหาสุขภาพของตัวเอง เราเคยไม่มีประจำเดือนติดต่อกันถึงสามปี ไปตรวจภายในและเปลี่ยนโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ จนพบว่ามีภาวะพังผืด และแพทย์อธิบายว่าการไม่มาของประจำเดือนเกี่ยวข้องกับยาจิตเวชที่ใช้อยู่
ช่วงนั้นน้ำหนักเราขึ้นไปถึง 87 กิโลกรัม แถมมีปัญหาเดินลงน้ำหนักเท้าขวาไม่ปกติ จึงปรึกษาจิตแพทย์เพื่อปรับลดยาที่มีผลข้างเคียง หลังจากนั้นประจำเดือนกลับมา แต่บางเดือนก็มาถึงสองครั้ง ต้องตรวจติดตามกับแพทย์ต่อไป
เรายังมีปัญหาท้องผูกและท้องอืดจนต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก เพื่อนคนนี้ก็ไม่ได้นิ่งเฉย เมื่อเราบอกว่าท้องอืดและเรอบ่อย เขาก็ส่งขิงผงมาให้ พอรู้ว่าเราท้องผูกก็ส่งข้าวโอ๊ตมาให้อีก
มันอาจเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สำหรับคนที่กำลังเจ็บป่วย การที่มีใครสักคนจำได้ว่าเรามีปัญหาอะไรและพยายามช่วยเหลือ ก็ทำให้รู้สึกดีมากค่ะ
ย้อนกลับไปตอนอายุ 18 ปี
จำได้ว่าเพื่อนคนนี้มีเดตแรกกับผู้ชายในกลุ่มที่มาจีบ เขายังชวนเราไปเป็นเพื่อนดูหนังเรื่อง Avatar ด้วย
วันนั้นหนังเริ่มฉายสองทุ่ม กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืน โชคดีที่รถไฟฟ้ายังไม่หมด พอกลับถึงบ้านเพื่อนก็โทรมาตาม เพราะติดต่อเราไม่ได้ ตอนนั้นยังไม่มี LINE มีแค่ Facebook คือเจอกันตอนเช้าที่มหาลับโดนดุแทบแย่ว่าไม่รับสายนึกว่าจะเป็นอะไร บอกว่าต่อไปอย่าหายนะ
เขาเป็นห่วงจนโทรมาถามว่าเราหายไปไหน เราก็เพิ่งอาบน้ำและเข้านอนไปแล้ว
เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้พอมานึกถึงตอนนี้ก็ยังจำได้ค่ะ
วันที่เพื่อนเคยผิดหวังในความรัก
เพื่อนเคยเล่าให้ฟังว่าแม่และน้องไม่ชอบผู้ชายคนหนึ่งที่เขาคบ เพราะผู้ชายมาบ้านโดยไม่ได้เตรียมอะไรมา แถมยังมีพฤติกรรมที่ครอบครัวมองว่าไม่น่าคบ
อีกครั้งหนึ่งเพื่อนเคยไปนัดกินข้าวกับผู้ชาย แล้วฝ่ายชายให้เขาออกเงินไปก่อน 500 บาท หลังจากนั้นผู้ชายก็หายไปเลย
ตอนนั้นเราปลอบเพื่อนว่า อย่างน้อยก็เสียเงินไปไม่มาก แต่เรารู้ว่าเขาเสียใจมากกับการถูกหลอก
วันที่เราเป็นฝ่ายเจ็บปวดบ้าง
พอเริ่มทำงาน มีช่วงหนึ่งที่เราเหงามาก ๆ ตอนนั้นยังไม่มี ChatGPT และแอปดูหนังให้เลือกก็ไม่ได้เยอะเหมือนทุกวันนี้ เราต้องไปดูหนังรักคนเดียวหลังเลิกงาน บางครั้งก็นั่งร้องไห้อยู่ในโรงหนัง
เราเลยลองติดต่อเพื่อนผู้ชายสมัยมัธยมที่เคยจีบเรา กลับมาคุยกัน ไปกินข้าว ดูหนัง และรู้สึกมีความสุข
วันหนึ่งเขาชวนเราไปบ้าน เราเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง เพื่อนเตือนทันทีว่าอย่าไป เพราะเราเป็นผู้หญิง การไปบ้านผู้ชายตามลำพังอาจไม่ปลอดภัย หากเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไร
ตอนนั้นเราคิดว่าเราก็คบกันอยู่แล้ว อายุใกล้ 30 ปีแล้ว คงไม่มีอะไร
แต่สุดท้ายสิ่งที่เพื่อนเตือนก็เกิดขึ้นจริง หลังจากมีความสัมพันธ์กันครั้งหนึ่ง ผู้ชายคนนั้นกลับหายไปและบล็อกเราทุกช่องทาง
เราร้องไห้หนักมาก เพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ต่อมาจึงรู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้ว
เมื่อเราพบแฟนของเขาผ่าน Facebook และบอกเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่นานฝ่ายหญิงก็โพสต์ว่าไม่สามารถทนกับคำโกหกได้อีกต่อไป เพราะเคยมีผู้หญิงหลายคนมาเล่าเรื่องลักษณะเดียวกันให้ฟัง
แต่ฝ่ายชายกลับโทรมาต่อว่าเราที่ไปติดต่อแฟนเขา เราเสียใจมาก เพราะสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ในตอนนั้นคือคำขอโทษ
ด้วยความโกรธและเสียใจ เราเคยโพสต์ประจานเขาใน Facebook ต่อหน้าเพื่อน ๆ แต่เพื่อนสนิทคนนี้กลับบอกให้เราลบโพสต์และปล่อยเรื่องนี้ไป
ตอนแรกเราไม่ยอม เพราะรู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายถูกทำร้าย แต่สุดท้ายก็เชื่อเพื่อนและลบโพสต์ออก
หลังจากนั้นผู้ชายคนนั้นเคยแจ้งความเราในข้อหาหมิ่นประมาท และมีตำรวจติดต่อมาเพื่อให้ไปไกล่เกลี่ย เหตุการณ์นี้ทำให้เรากลัวและเครียดมาก จนส่งผลต่อสภาพจิตใจอย่างหนัก
สุดท้ายเรื่องถอนแจ้งความไปแล้ว และเราก็ปิด Facebook ด้วย
วันนี้เราสองคนต่างก็มีเรื่องที่ต้องต่อสู้
ตอนนี้เราและเพื่อนต่างก็เข้าสู่วัย 40 และยังโสดเหมือนกัน ต่างคนต่างมีปัญหาสุขภาพและเรื่องที่ต้องรับมือ
เพื่อนมีปัญหาเกี่ยวกับรังไข่ ส่วนเราก็มีโรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพหลายอย่าง ต้องไปโรงพยาบาลและติดตามการรักษาอยู่เสมอ
เราไม่รู้ว่าในอนาคตชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นคือ เรายังมีเพื่อนที่ถามไถ่กันอยู่เสมอ
บางครั้งเขาส่งขิงผงมาให้ บางครั้งส่งข้าวโอ๊ตมาให้ บางครั้งก็แค่ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง
สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่า มิตรภาพไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยคำพูดหวาน ๆ หรือการอยู่ด้วยกันตลอดเวลา
ข้อคิดที่ได้จากมิตรภาพครั้งนี้
เพื่อนแท้อาจไม่ใช่คนที่อยู่กับเราทุกวัน แต่เป็นคนที่ยังนึกถึงเราในวันที่เราเจ็บป่วย วันที่เราผิดหวัง หรือวันที่ชีวิตไม่เป็นอย่างที่หวัง
บางคนอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างให้เราได้ แต่การรับฟัง การเตือนด้วยความหวังดี และการส่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ ก็ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่บนโลกนี้เพียงลำพัง
ขอบคุณเพื่อนผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ในชีวิตกันมาตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึงวันนี้
แม้เราทั้งคู่จะผ่านเรื่องราวมามากมาย แต่ก็ยังมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน
อยากถามเพื่อน ๆ ค่ะ
เมื่อเข้าสู่วัย 40 แล้ว คุณยังมีเพื่อนสมัยเรียนที่คอยถามไถ่และเป็นห่วงกันอยู่ไหมคะ?
สำหรับคุณ มิตรภาพแบบไหนที่ทำให้รู้สึกว่า คนคนนี้คือเพื่อนแท้จริง ๆ