พระพุทธเจ้าทรงศึกษา ๑๘ ศาสตร์ และศึกษาในสำนักของครูวิศวามิตร อยู่ในอรรถกถาหรือฎีกาเล่มใด หรือนิกายใด

ผมลองศึกษาเรื่องพุทธประวัติตอนยังทรงเป็นเจ้าชายอยู่ในพระราชวัง ช่วงเวลาที่พบ ดังนี้
   ๑) ดำรงอยู่ในภพดุสิต พระโพธิสัตว์ทรงดำรงอยู่ในภพดุสิตหลังจากอัตภาพที่ทรงเป็นพระเวสสันดร ดังข้อความว่า "ในตอนสุดท้ายได้อัตภาพเป็นพระเวสสันดร จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในภพดุสิต. จุติจากภพดุสิตนั้นด้วยการอาราธนาของเหล่าเทวดา บังเกิดในสักยตระกูล"[๑]
   ๒) ตรวจปัจจัยภายในและภายนอกก่อนการจุติ พระโพธิสัตว์ทรงตรวจปัจจัยภายนอกคือ มหาวิโลกนะ ๕ ประการ ได้แก่ กาล ทวีป ประเทศ[๒] และทรงตรวจปัจจัยภายในคือ บุพนิมิต ๕ ได้แก่ ดอกไม้เหี่ยว ผ้าเศร้าหมอง เหงื่อไหลจากรักแร้ทั้งสอง ผิวพรรณหมอง เทวดาไม่ตั้งอยู่ในเทวอาสน์[๓]
   ๓) การประสูติ ซึ่งผมขอแบ่งเป็นหัวข้อย่อย ได้แก่ (๑) ขณะหยั่งลงสู่พระครรภ์พระมารดาได้มีเกิดเหตุการณ์ เช่น พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตเสด็จ
ลงสู่พระครรภ์ของพระมารดา แสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้น, เทพบุตร ๔ องค์คือ ท้าวมหาราช ๔ องค์[๔] เข้าไปอารักขาประจำทั้ง ๔ ทิศ เป็นต้น[๕] ซึ่งกฎธรรมดาของพระโพธิสัตว์ ๑๖ ประการ[๖] (๒) หลังประสูติแล้ว พระประยูรญาติจัดให้มีการเฉลิมพระนามในวันที่ ๕ มีการบรรยายว่า "ฉาบทาพระราชมณเฑียรด้วยคันธชาติ ๔ ชนิด โปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้จัดข้าวปายาสล้วนๆ"[๗] ซึ่งในวันเฉลิมพระนามเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนผู้เรียนจบไตรเพท[๘] และได้คัดเลือกพราหมณ์ ๘ คน ได้แก่ รามพราหมณ์ ธชพราหมณ์ ลักขณพราหมณ์ มันตีพราหมณ์ ยัญญพราหมณ์ สุโภชพราหมณ์ สุยามพราหมณ์ และสุทัตตพราหมณ์[๙] เพื่อทำนายพระลักษณะ พราหมณ์ ๗ คน พยากรณ์เป็น ๒ นัย มีเพียงพระโกณฑัญญะซึ่งหนุ่มที่สุดในบรรดาพราหมณ์เหล่านั้นพยากรณ์เป็นนัยเดียวว่าา "ท่านผู้นี้ไม่มีเหตุอยู่ครองฆราวาสวิสัย จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีหลังคาอันเปิดแล้วโดยส่วนเดียว"[๑๐]
   ๔) เจริญวัย ซึ่งผมขอแบ่งเป็นหัวข้อย่อย ได้แก่ (๑) พระเจ้าสุทโธทนะสั่งให้ขุดสระโบกขรณี (สระบัว) ภายในที่อยู่ กล่าวคือ ๑.(๑) รับสั่งให้ปลูกอุบลไว้ในสระหนึ่ง ๑.(๒) ปลูกปทุมไว้ในสระหนึ่ง ๑.(๓) ปลูกปุณฑริก(บัวขาว)ไว้ในสระหนึ่ง[๑๑] (๒) พระเจ้าสุทโธทนะสั่งให้สร้างปราสาท ๓ ฤดู ขณะที่ทรงมีพระชันษา ๑๖ พรรษา ได้แก่ รัมมะ ๙ ชั้น สุรัมมะ ๗ ชั้น สุภะ ๕ ชั้น แต่ละหลังมีขนาดเท่ากัน[๑๒] (๓) เจ้าชายสิทธัตถะทรงอภิเษกกับพระนางยโสธรา พิมพา ซึ่งหากค้นในอรรถกถาจะพบอีกชื่อหนึ่งของพระนางคือ ภัททากัจจานา[๑๓] เมื่อพระนางบวชเป็นภิกษุณีจึงได้ความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลาย ผู้บรรลุอภิญญาใหญ่[๑๔] (๔) ราหุลกุมารเกิดในคราวหลังจากที่ทรงพบเห็นเทวทูตทั้ง ๔ ดังข้อความว่า
                     "แม้รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปพระอุทยาน ทรงเห็นนักบวชนุ่งดี ห่มดี ที่เทวดาเนรมิตอย่างนั้นเหมือนกัน...แต่นั้น พระโพธิสัตว์เกิดความชอบใจการบวช จึงเสด็จไปพระอุทยาน...สมัยนั้น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับข่าวว่า พระมารดาพระราหุลประสูติโอรส ก็ทรงส่งข่าวไปว่า พวกเจ้าจงแจ้งความยินดีแก่ลูกของเรา พระโพธิสัตว์ฟังข่าวนั้นแล้วตรัสว่า ห่วงเกิดแล้ว เครื่องผูกเกิดแล้ว พระราชาตรัสถามว่า ลูกของเราพูดอะไร ทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หลานเราจงมีชื่อว่าราหุลกุมาร"[๑๕]
      ทีนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญคือ เรื่องของการเล่าเรียนศึกษา ๑๘ ศาสตร์ และทรงศึกษากับครูวิศวามิตร เท่าที่ค้นคว้าและศึกษา ผมยังไม่พบว่ามีการกล่าวถึงในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา สิ่งที่ปรากฏคือ ในอรรถกถาระบุว่า ทรงแสดงศิลปะด้วยการยิงธนู เช่น ทรงยิงทะลุแผ่นเหล็กหนา ๘ นิ้ว ทรงยิงลูกธนูไปในทิศที่ปิดด้วยแผ่นเมฆ ในความมืดแห่งราตรี ลูกธนูนั้นไปผ่าขนทราย ไกลประมาณโยชน์หนึ่งแล้วเข้าไปสู่แผ่นดิน ท้ายที่สุดเจ้าศากยะทั้งหลายก็มอบสตรีให้แก่พระองค์ แม้อรรถกถาขุททกนิกาย โคตมพุทธวงศ์ ระบุว่า สาเหตุที่เจ้าชายต้องทรงแสดงศิลปะเพราะโดนพวกเหล่าเจ้าศากยะดูหมิ่นว่า "งามแต่รูป ยังไม่รู้ศิลปะไรๆ เลย จักไม่อาจทำการเลี้ยงภริยาได้"[๑๖] ส่วนขุททกนิกาย พุทธาปทาน ระบุต่างออกไปว่า สาเหตุเป็นเพราะพวกเหล่าเจ้าศากยะกังวลว่า "พระสิทธัตถะทรงเที่ยวขวนขวายอยู่แต่การเล่นเท่านั้น ไม่ทรงศึกษาศิลปศาสตร์อะไรๆ เมื่อมีสงครามมาประชิดเข้า จักกระทำอย่างไร"[๑๗] ในขุททกนิกาย โคตมพุทธวงศ์ระบุว่า เมื่อพระเจ้าพระเจ้าสุทโธทนะบอกถึงความในใจของพวกเจ้าศากยะแล้ว เจ้าชายก็ทรงแสดงศิลปะการยิ่งธนูเลย ดังข้อความว่า "พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้วจึงเสด็จไปหาพระโอรส ทรงบอกเรื่องนั้น พระโพธิสัตว์ทูลถามว่า ควรจะแสดงศิลปะอะไร พระราชาตรัสว่าลูกเอ๋ย ควรจะใช้วิชากำลังบุรุษพันคนยกธนูขึ้น  พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น โปรดให้นำธนูมา"[๑๘] ส่วนขุททกนิกาย พุทธาปทาน ระบุว่า เมื่อพระเจ้าพระเจ้าสุทโธทนะบอกถึงความในใจของพวกเจ้าศากยะแล้ว เจ้าชายทรงตอบว่า "ข้าพระองค์ไม่มีกิจที่จะต้องศึกษาศิลปศาสตร์" และบอกพระเจ้าสุทโธทนะว่า นับตั้งแต่วันนี้ไปอีก ๗ วัน ให้ตีกลองเพื่อให้มาดูศิลปะ ข้าพระองค์จักแสดงศิลปศาสตร์แก่หมู่พระญาติ พระองค์ทรงแสดงศิลปะทั้ง ๑๒ ชนิดแก่พระญาติ ซึ่งไม่ทั่วไปกับพวกนักแม่นธนูอื่นๆ ในท่ามกลางมหาชน[๑๙] ดังนั้น เรื่องที่ทรงเรรียนในสำนักครูวิศวามิตร จึงไม่ปรากฏเท่าที่ผมได้ค้นคว้า
   ส่วนเรื่องที่พระองค์ทรงศึกษา ๑๘ ศาสตร์ มีปรากฏอยู่ก็แต่เพียงในชาดกซึ่งเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้าเท่านั้น โดยเรื่องจะปรากฏใน อสทิสชาดก โดยอรรถกถาเล่าว่า ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระองค์ พระนามว่าอสทิสราชกุมาร พระโพธิสัตว์ เมื่อมีพระชนม์ได้สิบหกพรรษา เสด็จไปเมืองตักกสิลา ทรงศึกษาไตรเพทและศิลปะทุกชนิด อันเป็นพื้นฐานของวิชาสิบแปดประการ หาผู้เปรียบมิได้ในศิลปะยิงธนู แล้วเสด็จกลับกรุงพาราณสี[๒๐] ซึ่งจะเห็นได้ว่า การศึกษา ๑๘ ศาสตร์ ในตักกสิลา จะเป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในอดีตชาติ ไม่ใช่ปัจจุบันชาติขณะทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
   ดังนั้น เรื่องทรงศึกษาในสำนักอาจารย์วิศวามิตรไม่ทราบว่า ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์ชั้นหลังชั้นใดของนิกายเถรวาท เช่น ฏีกา อนุฏีกา หรือไม่ หรือมีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของนิกายอื่น ผมอยากทราบข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อการศึกษาพระไตรปิฎกยิ่ง ๆ ขึ้นไป
----------------
ลิงค์อ้างอิง
[๑] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑. พุทธาปทาน หน้าต่างที่ ๑๐ ใน ๑๑
[๒] อรรถกถา มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ สุญญตวรรค อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร หน้าต่างที่ ๑ ใน ๒
[๓] อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร หน้าต่างที่ ๒ ใน ๓
[๔] อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร หน้าต่างที่ ๒ ใน ๓
[๕] มจร. ๓. อัจฉริยัพภูตธัมมสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔
[๖] มจร. ๑. มหาปทานสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐
[๗] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑. พุทธาปทาน หน้าต่างที่ ๖ ใน ๑๑
[๘]  อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑. พุทธาปทาน หน้าต่างที่ ๖ ใน ๑๑
[๙] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑. พุทธาปทาน หน้าต่างที่ ๖ ใน ๑๑
[๑๐] อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๕. โคตมพุทธวงศ์ หน้าต่างที่ ๑ ใน ๓
[๑๑] มจร. ๙. สุขุมาลสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐
[๑๒] อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๕. โคตมพุทธวงศ์ หน้าต่างที่ ๑ ใน ๓
[๑๓] อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๕ หน้าต่างที่ ๑๑ ใน ๑๓
[๑๔] มจร. ๕. ปัญจมวรรค : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐
[๑๕] อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๕. โคตมพุทธวงศ์ หน้าต่างที่ ๑ ใน ๓
[๑๖] อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๕. โคตมพุทธวงศ์ หน้าต่างที่ ๑ ใน ๓
[๑๗] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑. พุทธาปทาน หน้าต่างที่ ๖ ใน ๑๑
[๑๘] อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๕. โคตมพุทธวงศ์ หน้าต่างที่ ๑ ใน ๓
[๑๙] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑. พุทธาปทาน หน้าต่างที่ ๖ ใน ๑๑
[๒๐] อรรถกถา อสทิสชาดก ว่าด้วย อสทิสกุมาร หน้าต่างที่ ๑ ใน ๑
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่