๒. การประชุมของพระมหาบุรุษ
ครั้นพระโพธิสัตว์ประสูติแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะทรงพระโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงเห็นพระราชโอรสผู้มีพระสิริโสภาคย์ยิ่งกว่าบุคคลทั้งหลาย พระประยูรญาติและประชาชนทั้งหลายต่างพากันชื่นชมยินดีในพระราชกุมารผู้ประสูติใหม่
ครั้นพระโพธิสัตว์ประสูติได้ไม่นาน พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงพระดำริว่า พระราชกุมารนี้เป็นผู้มีบุญญาธิการมาก จึงควรให้พราหมณ์ผู้รู้ลักษณะมหาบุรุษทั้งหลายตรวจดูพระลักษณะ เพื่อทราบว่าพระราชกุมารจักมีพระอนาคตเป็นประการใด
ครั้งนั้น พระประยูรญาติได้เชิญพราหมณ์ผู้รู้ไตรเพทและชำนาญในการทำนายลักษณะจำนวน ๑๐๘ คน มารับการเลี้ยงดูและประกอบมงคลแก่พระราชกุมาร แล้วได้คัดเลือกพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจลักษณะจำนวน ๘ คน ให้เข้ามาตรวจดูพระสรีระของพระโพธิสัตว์
พราหมณ์ทั้ง ๘ คนนั้น ได้แก่ รามพราหมณ์ ธชพราหมณ์ ลักขณพราหมณ์ สุชาติมันตีพราหมณ์ โภชพราหมณ์ สุยามพราหมณ์ สุทัตตพราหมณ์ และโกณฑัญญพราหมณ์
พราหมณ์ทั้งหลายได้พิจารณาพระสรีระของพระราชกุมารโดยละเอียด เห็นพระมหาปุริสลักษณะอันเป็นลักษณะของมหาบุรุษปรากฏอยู่โดยบริบูรณ์ จึงเกิดความพิศวงและเลื่อมใสในพระราชกุมารยิ่งนัก
ลำดับนั้น พราหมณ์ ๗ คนได้ยกนิ้วขึ้น ๒ นิ้ว แล้วกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะว่า
“ข้าแต่มหาราช พระราชกุมารพระองค์นี้ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ หากพระองค์ทรงครองเรือนต่อไป พระองค์จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ถ้าพระองค์เสด็จออกจากเรือน ทรงผนวชแล้ว พระองค์จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก”
พราหมณ์ทั้ง ๗ คนต่างพากันกล่าวถึงพระลักษณะและบุญญาธิการของพระราชกุมาร พร้อมทั้งพยากรณ์เป็น ๒ ทาง คือ ทางหนึ่งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และอีกทางหนึ่งเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนพราหมณ์หนุ่มผู้หนึ่งชื่อว่า “โกณฑัญญะ” ซึ่งเป็นผู้มีปัญญาแก่กล้า ได้พิจารณาพระลักษณะของพระราชกุมารอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แล้วไม่ยกนิ้วขึ้น ๒ นิ้วเหมือนพราหมณ์ทั้งหลาย หากแต่ยกนิ้วขึ้นเพียงนิ้วเดียว
ครั้นแล้วโกณฑัญญพราหมณ์ได้กราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะว่า
“ข้าแต่มหาราช พระราชกุมารพระองค์นี้ไม่มีเหตุที่จะทรงดำรงอยู่ท่ามกลางเรือน พระองค์จักเสด็จออกจากพระราชวัง ทรงผนวช และจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแน่นอน”
พระเจ้าสุทโธทนะทรงสดับคำพยากรณ์นั้นแล้ว ทรงมีพระราชหฤทัยทั้งยินดีและหวั่นพระทัย เพราะพระองค์ทรงปรารถนาให้พระราชกุมารครองราชสมบัติ มิได้ทรงปรารถนาให้เสด็จออกบรรพชา
ลำดับนั้น พราหมณ์ทั้งหลายได้พิจารณาพระลักษณะของพระราชกุมารโดยทั่วถึง แล้วได้ประชุมปรึกษากันถึงพระนามอันสมควรแก่พระราชกุมาร
พราหมณ์ทั้งหลายจึงถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” อันมีความหมายว่า “ผู้สำเร็จตามความปรารถนา” เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้มีบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ที่จะยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่โลกในกาลเบื้องหน้า
ครั้นพราหมณ์ทั้งหลายกลับไปยังเรือนของตนแล้ว ต่างก็เรียกลูกหลานของตนมาสั่งไว้ว่า
“พ่อทั้งหลาย เราทั้งหลายมีอายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ทันเห็นพระราชกุมารพระองค์นี้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าพระราชกุมารพระองค์นี้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พวกเจ้าทั้งหลายจงออกบวชในพระศาสนาของพระองค์เถิด”
พราหมณ์ ๗ คนเหล่านั้นต่อมาได้ถึงแก่กรรมไปตามอายุขัย เหลือแต่โกณฑัญญมาณพผู้เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่
ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อทรงทราบว่าพระราชกุมารได้รับคำพยากรณ์ว่าจะเสด็จออกบรรพชา จึงทรงจัดการป้องกันมิให้พระราชกุมารได้พบเห็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความสังเวชในโลก โดยทรงจัดให้มีการอารักขาและให้แวดล้อมพระราชกุมารด้วยความสุขสำราญตามสมควรแก่พระราชฐานะ
แต่พระราชกุมารผู้ทรงมีบุญญาธิการและพระบารมีอันบริบูรณ์ ย่อมไม่ทรงถูกความสุขทางโลกผูกพันไว้ได้ เมื่อพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น ย่อมทรงเห็นความจริงของชีวิต และในกาลต่อมาจักเสด็จออกจากพระราชวัง ทรงผนวช และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุนี้ การประชุมของพราหมณ์ผู้ตรวจพระลักษณะ จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ เพราะเป็นการประกาศให้ปรากฏตั้งแต่ครั้งพระราชกุมารยังทรงพระเยาว์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระมหาบุรุษผู้มีคติอันยิ่งใหญ่ และจักทรงนำประโยชน์สุขมาสู่สัตว์โลกในกาลเบื้องหน้า
อ้างอิง: อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อรรถกถา ๒๐/๑๔๖; ขุททกนิกาย อปทาน อรรถกถา ๓๒/๑ เป็นต้น
พุทธประวัติ ๒
ครั้นพระโพธิสัตว์ประสูติแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะทรงพระโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทรงเห็นพระราชโอรสผู้มีพระสิริโสภาคย์ยิ่งกว่าบุคคลทั้งหลาย พระประยูรญาติและประชาชนทั้งหลายต่างพากันชื่นชมยินดีในพระราชกุมารผู้ประสูติใหม่
ครั้นพระโพธิสัตว์ประสูติได้ไม่นาน พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงพระดำริว่า พระราชกุมารนี้เป็นผู้มีบุญญาธิการมาก จึงควรให้พราหมณ์ผู้รู้ลักษณะมหาบุรุษทั้งหลายตรวจดูพระลักษณะ เพื่อทราบว่าพระราชกุมารจักมีพระอนาคตเป็นประการใด
ครั้งนั้น พระประยูรญาติได้เชิญพราหมณ์ผู้รู้ไตรเพทและชำนาญในการทำนายลักษณะจำนวน ๑๐๘ คน มารับการเลี้ยงดูและประกอบมงคลแก่พระราชกุมาร แล้วได้คัดเลือกพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจลักษณะจำนวน ๘ คน ให้เข้ามาตรวจดูพระสรีระของพระโพธิสัตว์
พราหมณ์ทั้ง ๘ คนนั้น ได้แก่ รามพราหมณ์ ธชพราหมณ์ ลักขณพราหมณ์ สุชาติมันตีพราหมณ์ โภชพราหมณ์ สุยามพราหมณ์ สุทัตตพราหมณ์ และโกณฑัญญพราหมณ์
พราหมณ์ทั้งหลายได้พิจารณาพระสรีระของพระราชกุมารโดยละเอียด เห็นพระมหาปุริสลักษณะอันเป็นลักษณะของมหาบุรุษปรากฏอยู่โดยบริบูรณ์ จึงเกิดความพิศวงและเลื่อมใสในพระราชกุมารยิ่งนัก
ลำดับนั้น พราหมณ์ ๗ คนได้ยกนิ้วขึ้น ๒ นิ้ว แล้วกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะว่า
“ข้าแต่มหาราช พระราชกุมารพระองค์นี้ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ หากพระองค์ทรงครองเรือนต่อไป พระองค์จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ถ้าพระองค์เสด็จออกจากเรือน ทรงผนวชแล้ว พระองค์จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก”
พราหมณ์ทั้ง ๗ คนต่างพากันกล่าวถึงพระลักษณะและบุญญาธิการของพระราชกุมาร พร้อมทั้งพยากรณ์เป็น ๒ ทาง คือ ทางหนึ่งเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และอีกทางหนึ่งเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ส่วนพราหมณ์หนุ่มผู้หนึ่งชื่อว่า “โกณฑัญญะ” ซึ่งเป็นผู้มีปัญญาแก่กล้า ได้พิจารณาพระลักษณะของพระราชกุมารอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แล้วไม่ยกนิ้วขึ้น ๒ นิ้วเหมือนพราหมณ์ทั้งหลาย หากแต่ยกนิ้วขึ้นเพียงนิ้วเดียว
ครั้นแล้วโกณฑัญญพราหมณ์ได้กราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะว่า
“ข้าแต่มหาราช พระราชกุมารพระองค์นี้ไม่มีเหตุที่จะทรงดำรงอยู่ท่ามกลางเรือน พระองค์จักเสด็จออกจากพระราชวัง ทรงผนวช และจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแน่นอน”
พระเจ้าสุทโธทนะทรงสดับคำพยากรณ์นั้นแล้ว ทรงมีพระราชหฤทัยทั้งยินดีและหวั่นพระทัย เพราะพระองค์ทรงปรารถนาให้พระราชกุมารครองราชสมบัติ มิได้ทรงปรารถนาให้เสด็จออกบรรพชา
ลำดับนั้น พราหมณ์ทั้งหลายได้พิจารณาพระลักษณะของพระราชกุมารโดยทั่วถึง แล้วได้ประชุมปรึกษากันถึงพระนามอันสมควรแก่พระราชกุมาร
พราหมณ์ทั้งหลายจึงถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” อันมีความหมายว่า “ผู้สำเร็จตามความปรารถนา” เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้มีบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ที่จะยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่โลกในกาลเบื้องหน้า
ครั้นพราหมณ์ทั้งหลายกลับไปยังเรือนของตนแล้ว ต่างก็เรียกลูกหลานของตนมาสั่งไว้ว่า
“พ่อทั้งหลาย เราทั้งหลายมีอายุมากแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ทันเห็นพระราชกุมารพระองค์นี้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าพระราชกุมารพระองค์นี้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พวกเจ้าทั้งหลายจงออกบวชในพระศาสนาของพระองค์เถิด”
พราหมณ์ ๗ คนเหล่านั้นต่อมาได้ถึงแก่กรรมไปตามอายุขัย เหลือแต่โกณฑัญญมาณพผู้เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่
ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อทรงทราบว่าพระราชกุมารได้รับคำพยากรณ์ว่าจะเสด็จออกบรรพชา จึงทรงจัดการป้องกันมิให้พระราชกุมารได้พบเห็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความสังเวชในโลก โดยทรงจัดให้มีการอารักขาและให้แวดล้อมพระราชกุมารด้วยความสุขสำราญตามสมควรแก่พระราชฐานะ
แต่พระราชกุมารผู้ทรงมีบุญญาธิการและพระบารมีอันบริบูรณ์ ย่อมไม่ทรงถูกความสุขทางโลกผูกพันไว้ได้ เมื่อพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น ย่อมทรงเห็นความจริงของชีวิต และในกาลต่อมาจักเสด็จออกจากพระราชวัง ทรงผนวช และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุนี้ การประชุมของพราหมณ์ผู้ตรวจพระลักษณะ จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ เพราะเป็นการประกาศให้ปรากฏตั้งแต่ครั้งพระราชกุมารยังทรงพระเยาว์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระมหาบุรุษผู้มีคติอันยิ่งใหญ่ และจักทรงนำประโยชน์สุขมาสู่สัตว์โลกในกาลเบื้องหน้า
อ้างอิง: อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต อรรถกถา ๒๐/๑๔๖; ขุททกนิกาย อปทาน อรรถกถา ๓๒/๑ เป็นต้น