เบาหวานลงเท้า เกิดจากอะไร? รู้ทันก่อนเสี่ยงแผลเรื้อรัง!
แผลเบาหวาน เป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่พบมากในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เท้า ซึ่งหากละเลย อาจนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงและสูญเสียอวัยวะได้
3 สาเหตุสำคัญที่ควรรู้
1.
ปลายประสาทเสื่อม ทำให้เท้าชา รับความรู้สึกได้น้อยลง จนอาจไม่รู้ตัวเมื่อเกิดบาดแผล
2.
หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเท้าไม่เพียงพอ ส่งผลให้แผลหายช้า
3.
การติดเชื้อและเนื้อเยื่ออักเสบ หากแผลไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เชื้ออาจลุกลามและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
เช็กสัญญานเตือน! อาการเบาหวานลงเท้า
• รู้สึกปวดแสบ ปวดร้อน หรือมีอาการร้อนวูบวาบที่เท้าทั้งสองข้าง
• มีอาการปวดแปล๊บคล้ายถูกไฟช็อต โดยเฉพาะเวลากลางคืนหรือมีความรู้สึกยิบๆ เหมือนเข็มทิ่มที่ปลายเท้า
• รู้สึกชาหรือรับความรู้สึกลดลง มักเริ่มจากปลายนิ้วเท้าลามไปยังหลังเท้าและขาทั้งสองข้าง
• ผิวหนังบริเวณเท้าแห้ง คัน หรือแห้งจนแตกลอกจนเกิดแผลง่าย
• สีผิวบริเวณเท้าซีดลง หรือคล่ำขึ้นอย่างผิดปกติ
เทคโนโลยีที่สามารถรู้ถึงต้นตอของปัญหาแผลเบาหวาน
1. การคัดกรองภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบ (ABI : Ankle-Brachial Index ) เป็นการวัดความดันเทียบระหว่างขากับแขน
สามารถบอกได้คร่าวๆ ว่าผู้ป่วยมีภาวะนี้ซ่อนอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะในรายที่อาการไม่แน่ชัดหรือไม่มีอาการ
2. การเอ็กซเรย์และฉีดสีดูลักษณะการตีบ เพื่อสามารถใช้นวัตกรรมการสวนขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนช่วยรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
การรักษาแผลเบาหวานที่เท้า โดยไม่ต้องตัดขา
✅ กรณีผู้ป่วยมีภาวะเส้นเลือดตีบตันเพียงเล็กน้อย อาจเริ่มด้วยการรักษาโดยการใช้ยา
✅ กรณีผู้ป่วยมีภาวะเส้นเลือดตีบหรือตันมากขึ้น จำเป็นต้องรักษาด้วยการสอดสายสวนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัด ตัดต่อเส้นเลือด Bypass เพื่อช่วยให้เลือดกลับไปเลี้ยงบริเวณแผลได้ดีขึ้น
• แผลเล็ก
• ฟื้นตัวเร็ว
• ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
• ลดความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มโอกาสรักษาเท้าไว้ได้
💙 ดูแลเท้าทุกวัน อย่ารอให้มีอาการ! ผู้ป่วยเบาหวานควรหมั่นตรวจดูเท้าและซอกนิ้วเท้า สวมรองเท้าที่เหมาะสม และหากพบแผล บวม แดง หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรรักษาแผลด้วยตนเอง
เบาหวานลงเท้า เกิดจากอะไร? รู้ทันก่อนเสี่ยงแผลเรื้อรัง!
แผลเบาหวาน เป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่พบมากในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน อาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่เท้า ซึ่งหากละเลย อาจนำไปสู่การติดเชื้อรุนแรงและสูญเสียอวัยวะได้
3 สาเหตุสำคัญที่ควรรู้
1. ปลายประสาทเสื่อม ทำให้เท้าชา รับความรู้สึกได้น้อยลง จนอาจไม่รู้ตัวเมื่อเกิดบาดแผล
2. หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเท้าไม่เพียงพอ ส่งผลให้แผลหายช้า
3. การติดเชื้อและเนื้อเยื่ออักเสบ หากแผลไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เชื้ออาจลุกลามและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
เช็กสัญญานเตือน! อาการเบาหวานลงเท้า
• รู้สึกปวดแสบ ปวดร้อน หรือมีอาการร้อนวูบวาบที่เท้าทั้งสองข้าง
• มีอาการปวดแปล๊บคล้ายถูกไฟช็อต โดยเฉพาะเวลากลางคืนหรือมีความรู้สึกยิบๆ เหมือนเข็มทิ่มที่ปลายเท้า
• รู้สึกชาหรือรับความรู้สึกลดลง มักเริ่มจากปลายนิ้วเท้าลามไปยังหลังเท้าและขาทั้งสองข้าง
• ผิวหนังบริเวณเท้าแห้ง คัน หรือแห้งจนแตกลอกจนเกิดแผลง่าย
• สีผิวบริเวณเท้าซีดลง หรือคล่ำขึ้นอย่างผิดปกติ
เทคโนโลยีที่สามารถรู้ถึงต้นตอของปัญหาแผลเบาหวาน
1. การคัดกรองภาวะหลอดเลือดส่วนปลายตีบ (ABI : Ankle-Brachial Index ) เป็นการวัดความดันเทียบระหว่างขากับแขน สามารถบอกได้คร่าวๆ ว่าผู้ป่วยมีภาวะนี้ซ่อนอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะในรายที่อาการไม่แน่ชัดหรือไม่มีอาการ
2. การเอ็กซเรย์และฉีดสีดูลักษณะการตีบ เพื่อสามารถใช้นวัตกรรมการสวนขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนช่วยรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
การรักษาแผลเบาหวานที่เท้า โดยไม่ต้องตัดขา
✅ กรณีผู้ป่วยมีภาวะเส้นเลือดตีบตันเพียงเล็กน้อย อาจเริ่มด้วยการรักษาโดยการใช้ยา
✅ กรณีผู้ป่วยมีภาวะเส้นเลือดตีบหรือตันมากขึ้น จำเป็นต้องรักษาด้วยการสอดสายสวนขยายหลอดเลือด หรือการผ่าตัด ตัดต่อเส้นเลือด Bypass เพื่อช่วยให้เลือดกลับไปเลี้ยงบริเวณแผลได้ดีขึ้น
• แผลเล็ก
• ฟื้นตัวเร็ว
• ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
• ลดความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มโอกาสรักษาเท้าไว้ได้
💙 ดูแลเท้าทุกวัน อย่ารอให้มีอาการ! ผู้ป่วยเบาหวานควรหมั่นตรวจดูเท้าและซอกนิ้วเท้า สวมรองเท้าที่เหมาะสม และหากพบแผล บวม แดง หรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรรักษาแผลด้วยตนเอง