เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา Reuters รายงานว่ารัสเซียยืนยันเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพกับยูเครนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–11 พฤศจิกายน 2026 ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการเจรจา

ภาพการเจรจาระหว่างผู้แทนรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา ที่กรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2026 ก่อนการเจรจารอบใหม่ที่กำหนดไว้ในวันที่ 10–11 พฤศจิกายน 2026
Photo Credit: UAE Government / Handout via Reuters
ข่าวนี้น่าสนใจมากค่ะ เพราะสงครามรัสเซีย–ยูเครนดำเนินเข้าสู่ปีที่ห้าแล้ว นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศสูญเสียชีวิตผู้คน ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐานไปมหาศาล แต่การหาข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกลับยังเป็นเรื่องยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนการเจรจาเพียงหนึ่งสัปดาห์ Reuters ยังรายงานว่ารัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก ขณะที่ยูเครนก็โจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในรัสเซียเช่นกัน ภาพที่เห็นจึงค่อนข้างย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย ด้านหนึ่งทุกฝ่ายกำลังเตรียมเจรจาสันติภาพ แต่อีกด้านการสู้รบก็ยังดำเนินต่อไป

ภาพสงครามและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานยูเครน
ภาพข่าวประกอบเหตุการณ์โจมตีระบบพลังงานยูเครน | Reuters, 3 November 2026
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในประวัติศาสตร์สงครามค่ะ เพราะการเจรจาทางการทูตกับการปฏิบัติการทางทหารสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ บางครั้งฝ่ายที่กำลังเจรจาอาจยังต้องการรักษาแรงกดดันทางทหารเอาไว้ เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบบนโต๊ะเจรจา
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเริ่มสงครามกับการยุติสงครามมีกลไกการตัดสินใจที่ต่างกันมาก
การเริ่มสงครามอาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐบาลประเทศหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่ถูกโจมตี แต่การยุติสงครามอย่างยั่งยืนกลับต้องอาศัยข้อตกลงที่คู่ขัดแย้งยอมรับได้ และต้องมีหลักประกันเพียงพอว่าข้อตกลงนั้นจะไม่ถูกละเมิดในอนาคต
ในทางรัฐศาสตร์มีแนวคิดที่เรียกว่า *Bargaining Theory of War* ซึ่งอธิบายว่าสงครามไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะประเทศต่าง ๆ มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของกระบวนการเจรจาต่อรองด้วย
James D. Fearon นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน อธิบายไว้ในงานวิจัย *Rationalist Explanations for War* เมื่อปี 1995 ว่า แม้สงครามจะสร้างต้นทุนสูงให้ทุกฝ่าย แต่การมีข้อตกลงที่ดีกว่าการทำสงครามไม่ได้หมายความว่าประเทศคู่ขัดแย้งจะสามารถตกลงกันได้เสมอไป
ปัญหาอย่างหนึ่งคือแต่ละฝ่ายไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับความสามารถทางทหารและความอดทนของฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งยังมีแรงจูงใจที่จะปกปิดจุดอ่อนหรือแสดงความแข็งแกร่งเกินจริง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตัวเอง
ลองนึกภาพว่าประเทศหนึ่งเชื่อว่าหากสู้รบต่ออีกหกเดือน กองทัพของตัวเองจะยึดพื้นที่เพิ่มได้ ขณะที่อีกประเทศกลับเชื่อว่าหากอดทนอีกหน่อย เศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้ามจะเริ่มรับภาระไม่ไหว หรือพันธมิตรจะส่งอาวุธและความช่วยเหลือเข้ามาเพิ่มเติม
เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อว่าการสู้รบต่อจะทำให้ตัวเองได้ข้อตกลงที่ดีกว่า การประนีประนอมในวันนี้ก็กลายเป็นทางเลือกที่ไม่น่าสนใจ แม้จะรู้ดีว่าสงครามกำลังสร้างความเสียหายให้ทั้งคู่ก็ตาม
และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่สงครามบางครั้งยืดเยื้อออกไปนานกว่าที่ผู้เริ่มสงครามเคยคาดการณ์ไว้มาก
สำหรับรัสเซียกับยูเครน ความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงเรื่องดินแดน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทหารและทิศทางการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว
รัสเซียคัดค้านการเข้าเป็นสมาชิก NATO ของยูเครนมาอย่างต่อเนื่อง และต้องการให้ข้อตกลงสันติภาพตอบโจทย์ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตน รวมถึงประเด็นดินแดนที่รัสเซียยึดครองหรืออ้างสิทธิ์
ส่วนยูเครนต้องการรักษาอธิปไตยของประเทศ และต้องการหลักประกันว่าจะไม่ถูกรัสเซียรุกรานอีกในอนาคต
ตรงนี้ต้องแยกให้ออกด้วยว่า ความกังวลด้านความมั่นคงที่รัสเซียใช้อธิบายจุดยืนของตน ไม่ได้ทำให้การรุกรานยูเครนกลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ การเข้าใจเหตุผลและผลประโยชน์ของคู่ขัดแย้งเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการประเมินความชอบธรรมของการใช้กำลังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีแนวคิดที่เรียกว่า *Security Dilemma* หรือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง
แนวคิดนี้อธิบายว่า เมื่อประเทศหนึ่งพยายามเพิ่มความปลอดภัยให้ตัวเอง เช่น สะสมอาวุธหรือสร้างพันธมิตรทางทหาร ประเทศอื่นอาจมองว่าการกระทำนั้นเป็นภัยคุกคามและตอบโต้ด้วยการเพิ่มกำลังทหารเช่นกัน
สุดท้ายทั้งสองฝ่ายอาจมีกองทัพใหญ่ขึ้น มีอาวุธมากขึ้น แต่กลับรู้สึกปลอดภัยน้อยลงกว่าเดิม
สำหรับยูเครน การมีกองทัพเข้มแข็งและได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตกเป็นเรื่องสำคัญต่อการป้องกันประเทศ แต่รัสเซียกลับมองความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างยูเครนกับ NATO ว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของตน
อย่างไรก็ตาม Security Dilemma เป็นเพียงกรอบหนึ่งในการทำความเข้าใจการรับรู้ภัยคุกคาม ไม่ได้หมายความว่าทุกสงครามเกิดจากความเข้าใจผิด และไม่ได้ลบล้างความรับผิดชอบของประเทศที่ตัดสินใจใช้กำลังรุกรานประเทศอื่น
ส่วนตัวมองว่าปัญหาที่ซับซ้อนกว่าการหาจุดประนีประนอมเสียอีก คือเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อตกลง
ในทางรัฐศาสตร์เรียกว่า *Credible Commitment Problem* หรือปัญหาการให้คำมั่นสัญญาที่น่าเชื่อถือ
ต่อให้รัสเซียกับยูเครนตกลงหยุดยิงกันได้ในวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะรักษาข้อตกลงนั้นไปตลอด
หากยูเครนยอมรับการหยุดยิงตามแนวพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายควบคุมอยู่ แล้วรัสเซียใช้ช่วงเวลาหลังสงครามฟื้นฟูกองทัพ เพิ่มกำลังการผลิตอาวุธ และกลับมาโจมตีอีกครั้งในอนาคต ยูเครนจะมีหลักประกันอะไรในการป้องกันเหตุการณ์เช่นนั้น
ในทางกลับกัน รัสเซียก็อาจกังวลว่ายูเครนจะใช้ช่วงเวลาหยุดยิงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางทหารและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกมากขึ้น
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะตกลงหยุดยิงกันอย่างไร แต่อยู่ที่ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ ใครจะรับประกันความปลอดภัย และจะเกิดอะไรขึ้นหากมีฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลง
ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างสงครามเกาหลี ซึ่งมีการลงนามในข้อตกลงสงบศึกเมื่อปี 1953 ทำให้การสู้รบขนาดใหญ่ยุติลง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพฉบับสมบูรณ์ที่ยุติสถานะสงครามอย่างเป็นทางการระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก
เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้จึงยังคงเผชิญหน้ากันทางทหาร แม้สงครามครั้งใหญ่จะหยุดลงมานานกว่าเจ็ดทศวรรษแล้ว
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการหยุดยิงกับการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นด้วยว่าข้อตกลงสงบศึกสามารถช่วยป้องกันการกลับไปสู่สงครามขนาดใหญ่ได้เป็นเวลานาน แม้จะยังไม่มีสันติภาพอย่างเป็นทางการก็ตาม
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เมื่อสงครามดำเนินไปนานขึ้น ความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ทำให้การประนีประนอมยากขึ้น
ในทางเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดที่เรียกว่า *Sunk Cost Fallacy* ซึ่งหมายถึงการปล่อยให้ต้นทุนที่สูญเสียไปแล้วมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ทั้งที่ต้นทุนเหล่านั้นไม่สามารถเรียกคืนได้
ในบริบทของสงคราม ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากประชาชนและกลุ่มการเมืองภายในประเทศ หากต้องยอมรับข้อตกลงที่ดูเหมือนไม่คุ้มค่ากับชีวิตผู้คนและทรัพยากรที่สูญเสียไป
แต่ก็ไม่ควรอธิบายการทำสงครามต่อด้วยแนวคิดนี้เพียงอย่างเดียว เพราะบางประเทศยังมีเหตุผลด้านการป้องกันตนเอง ความมั่นคงในอนาคต และความอยู่รอดของรัฐที่ต้องพิจารณาด้วย
สำหรับสงครามรัสเซีย–ยูเครน ความซับซ้อนยังเพิ่มขึ้นอีก เพราะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้มีเพียงสองประเทศที่กำลังสู้รบกัน
สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญผ่านความช่วยเหลือด้านอาวุธ ข่าวกรอง และการทูต ขณะที่ประเทศยุโรปต้องรับมือกับผลกระทบด้านพลังงาน ผู้ลี้ภัย งบประมาณกลาโหม และความมั่นคงของภูมิภาค
ในเชิงยุทธศาสตร์ การลดภาระจากสงครามในยุโรปอาจเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ จัดสรรทรัพยากรไปยังความท้าทายอื่นได้มากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันกับจีนและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ขณะเดียวกัน วอชิงตันก็ต้องพิจารณาว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพันธมิตรและดุลอำนาจในยุโรปอย่างไร
ส่วนยุโรปไม่ได้ต้องการเพียงให้สงครามหยุดลง แต่ยังต้องการให้ข้อตกลงที่เกิดขึ้นไม่ทำลายหลักการสำคัญของความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะหลักการที่ว่าพรมแดนระหว่างประเทศไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้กำลัง
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz กล่าวระหว่างพบกับประธานาธิบดี Volodymyr Zelenskyy ที่กรุงเบอร์ลินว่า รัสเซียจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการเจรจาหยุดยิง และยุโรปต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนด้วย

ภาพ Zelenskyy และนายกรัฐมนตรีเยอรมนี Merz
Photo: Fabrizio Bensch / Reuters | 3 November 2026
เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยากค่ะ เพราะประเทศยุโรปจะต้องอยู่กับผลลัพธ์ของข้อตกลงนี้ไปอีกหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงทางทหาร การฟื้นฟูยูเครน หรือความสัมพันธ์กับรัสเซียในอนาคต
การเจรจาที่อาบูดาบีระหว่างวันที่ 10–11 พฤศจิกายนจึงน่าจับตามอง แม้จะยังไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดข้อตกลงสันติภาพในทันที
ตามรายงานของ Reuters การเจรจาครั้งนี้คาดว่าจะครอบคลุมเรื่องหลักประกันความมั่นคงหลังสงคราม การลดระดับความรุนแรง และมาตรการด้านมนุษยธรรม
ประธานาธิบดี Zelenskyy ยังระบุถึงประเด็นสำคัญที่ยูเครนต้องการหารือ ได้แก่ การหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การลดความรุนแรงในทะเลดำเพื่อรักษาเส้นทางส่งออกอาหาร และการแลกเปลี่ยนเชลยศึก
ส่วนตัวคิดว่าการเริ่มจากข้อตกลงที่มีขอบเขตจำกัดและสามารถตรวจสอบผลได้จริงอาจเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยลดความสูญเสียของประชาชนระหว่างที่การเจรจาประเด็นใหญ่ยังดำเนินต่อไป
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการหยุดยิงบางพื้นที่หรือการแลกเปลี่ยนเชลยศึก ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายใกล้ตกลงเรื่องดินแดนหรือหลักประกันความมั่นคงได้แล้ว
การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยรายละเอียดอีกมาก ตั้งแต่การกำหนดพื้นที่ควบคุม การตรวจสอบการถอนกำลังทหาร การรับประกันความมั่นคง ไปจนถึงกลไกจัดการเมื่อเกิดการละเมิดข้อตกลง
รายละเอียดเหล่านี้อาจไม่ดึงดูดความสนใจเท่าภาพผู้นำประเทศจับมือกันหรือการประกาศหยุดยิงครั้งใหญ่ แต่กลับเป็นสิ่งที่กำหนดว่าข้อตกลงจะอยู่ได้นานเพียงใด
ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่ทำให้การยุติสงครามยาก ไม่ใช่เพราะทุกฝ่ายไม่รู้ว่าสงครามสร้างความเสียหายมากแค่ไหน แต่เพราะแต่ละฝ่ายยังไม่มั่นใจว่าการหยุดสู้รบจะทำให้ตัวเองอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยกว่าเดิมจริงหรือไม่
สำหรับรัสเซีย สันติภาพที่ยอมรับได้อาจต้องตอบโจทย์ผลประโยชน์ด้านดินแดนและความมั่นคงของตน สำหรับยูเครน สันติภาพต้องไม่กลายเป็นข้อตกลงที่เปิดทางให้ถูกรุกรานอีกในอนาคต ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปก็มีผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและเสถียรภาพระหว่างประเทศที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน
ผลประโยชน์เหล่านี้มีบางส่วนที่สามารถประสานกันได้ แต่ก็มีบางส่วนที่ขัดแย้งกันโดยตรง
การเจรจาสันติภาพจึงไม่ใช่เพียงการหาจุดกึ่งกลางระหว่างข้อเรียกร้องของสองประเทศ แต่เป็นการออกแบบข้อตกลงที่มีความชอบธรรม ตรวจสอบได้ และสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายเห็นว่าการรักษาสันติภาพให้ผลประโยชน์มากกว่าการกลับไปทำสงครามอีกครั้ง
ในประวัติศาสตร์ สงครามบางครั้งจบลงด้วยชัยชนะทางทหาร บางครั้งจบลงด้วยการประนีประนอม และบางครั้งก็เพียงหยุดการสู้รบโดยปล่อยให้ความขัดแย้งเดิมยังคงอยู่
ทำไมการยุติสงครามถึงอาจยากกว่าการเริ่มสงคราม? เมื่อทุกฝ่ายพูดถึงสันติภาพ แต่กลับตกลงกันไม่ได้สักที
ภาพการเจรจาระหว่างผู้แทนรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา ที่กรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2026 ก่อนการเจรจารอบใหม่ที่กำหนดไว้ในวันที่ 10–11 พฤศจิกายน 2026
Photo Credit: UAE Government / Handout via Reuters
ข่าวนี้น่าสนใจมากค่ะ เพราะสงครามรัสเซีย–ยูเครนดำเนินเข้าสู่ปีที่ห้าแล้ว นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศสูญเสียชีวิตผู้คน ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐานไปมหาศาล แต่การหาข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกลับยังเป็นเรื่องยาก
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนการเจรจาเพียงหนึ่งสัปดาห์ Reuters ยังรายงานว่ารัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก ขณะที่ยูเครนก็โจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในรัสเซียเช่นกัน ภาพที่เห็นจึงค่อนข้างย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย ด้านหนึ่งทุกฝ่ายกำลังเตรียมเจรจาสันติภาพ แต่อีกด้านการสู้รบก็ยังดำเนินต่อไป
ภาพสงครามและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานยูเครน
ภาพข่าวประกอบเหตุการณ์โจมตีระบบพลังงานยูเครน | Reuters, 3 November 2026
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในประวัติศาสตร์สงครามค่ะ เพราะการเจรจาทางการทูตกับการปฏิบัติการทางทหารสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ บางครั้งฝ่ายที่กำลังเจรจาอาจยังต้องการรักษาแรงกดดันทางทหารเอาไว้ เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบบนโต๊ะเจรจา
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเริ่มสงครามกับการยุติสงครามมีกลไกการตัดสินใจที่ต่างกันมาก
การเริ่มสงครามอาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐบาลประเทศหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่ถูกโจมตี แต่การยุติสงครามอย่างยั่งยืนกลับต้องอาศัยข้อตกลงที่คู่ขัดแย้งยอมรับได้ และต้องมีหลักประกันเพียงพอว่าข้อตกลงนั้นจะไม่ถูกละเมิดในอนาคต
ในทางรัฐศาสตร์มีแนวคิดที่เรียกว่า *Bargaining Theory of War* ซึ่งอธิบายว่าสงครามไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะประเทศต่าง ๆ มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของกระบวนการเจรจาต่อรองด้วย
James D. Fearon นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน อธิบายไว้ในงานวิจัย *Rationalist Explanations for War* เมื่อปี 1995 ว่า แม้สงครามจะสร้างต้นทุนสูงให้ทุกฝ่าย แต่การมีข้อตกลงที่ดีกว่าการทำสงครามไม่ได้หมายความว่าประเทศคู่ขัดแย้งจะสามารถตกลงกันได้เสมอไป
ปัญหาอย่างหนึ่งคือแต่ละฝ่ายไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับความสามารถทางทหารและความอดทนของฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งยังมีแรงจูงใจที่จะปกปิดจุดอ่อนหรือแสดงความแข็งแกร่งเกินจริง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตัวเอง
ลองนึกภาพว่าประเทศหนึ่งเชื่อว่าหากสู้รบต่ออีกหกเดือน กองทัพของตัวเองจะยึดพื้นที่เพิ่มได้ ขณะที่อีกประเทศกลับเชื่อว่าหากอดทนอีกหน่อย เศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้ามจะเริ่มรับภาระไม่ไหว หรือพันธมิตรจะส่งอาวุธและความช่วยเหลือเข้ามาเพิ่มเติม
เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อว่าการสู้รบต่อจะทำให้ตัวเองได้ข้อตกลงที่ดีกว่า การประนีประนอมในวันนี้ก็กลายเป็นทางเลือกที่ไม่น่าสนใจ แม้จะรู้ดีว่าสงครามกำลังสร้างความเสียหายให้ทั้งคู่ก็ตาม
และนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่สงครามบางครั้งยืดเยื้อออกไปนานกว่าที่ผู้เริ่มสงครามเคยคาดการณ์ไว้มาก
สำหรับรัสเซียกับยูเครน ความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงเรื่องดินแดน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางทหารและทิศทางการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว
รัสเซียคัดค้านการเข้าเป็นสมาชิก NATO ของยูเครนมาอย่างต่อเนื่อง และต้องการให้ข้อตกลงสันติภาพตอบโจทย์ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตน รวมถึงประเด็นดินแดนที่รัสเซียยึดครองหรืออ้างสิทธิ์
ส่วนยูเครนต้องการรักษาอธิปไตยของประเทศ และต้องการหลักประกันว่าจะไม่ถูกรัสเซียรุกรานอีกในอนาคต
ตรงนี้ต้องแยกให้ออกด้วยว่า ความกังวลด้านความมั่นคงที่รัสเซียใช้อธิบายจุดยืนของตน ไม่ได้ทำให้การรุกรานยูเครนกลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ การเข้าใจเหตุผลและผลประโยชน์ของคู่ขัดแย้งเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการประเมินความชอบธรรมของการใช้กำลังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีแนวคิดที่เรียกว่า *Security Dilemma* หรือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง
แนวคิดนี้อธิบายว่า เมื่อประเทศหนึ่งพยายามเพิ่มความปลอดภัยให้ตัวเอง เช่น สะสมอาวุธหรือสร้างพันธมิตรทางทหาร ประเทศอื่นอาจมองว่าการกระทำนั้นเป็นภัยคุกคามและตอบโต้ด้วยการเพิ่มกำลังทหารเช่นกัน
สุดท้ายทั้งสองฝ่ายอาจมีกองทัพใหญ่ขึ้น มีอาวุธมากขึ้น แต่กลับรู้สึกปลอดภัยน้อยลงกว่าเดิม
สำหรับยูเครน การมีกองทัพเข้มแข็งและได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตกเป็นเรื่องสำคัญต่อการป้องกันประเทศ แต่รัสเซียกลับมองความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างยูเครนกับ NATO ว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของตน
อย่างไรก็ตาม Security Dilemma เป็นเพียงกรอบหนึ่งในการทำความเข้าใจการรับรู้ภัยคุกคาม ไม่ได้หมายความว่าทุกสงครามเกิดจากความเข้าใจผิด และไม่ได้ลบล้างความรับผิดชอบของประเทศที่ตัดสินใจใช้กำลังรุกรานประเทศอื่น
ส่วนตัวมองว่าปัญหาที่ซับซ้อนกว่าการหาจุดประนีประนอมเสียอีก คือเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อตกลง
ในทางรัฐศาสตร์เรียกว่า *Credible Commitment Problem* หรือปัญหาการให้คำมั่นสัญญาที่น่าเชื่อถือ
ต่อให้รัสเซียกับยูเครนตกลงหยุดยิงกันได้ในวันนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะรักษาข้อตกลงนั้นไปตลอด
หากยูเครนยอมรับการหยุดยิงตามแนวพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายควบคุมอยู่ แล้วรัสเซียใช้ช่วงเวลาหลังสงครามฟื้นฟูกองทัพ เพิ่มกำลังการผลิตอาวุธ และกลับมาโจมตีอีกครั้งในอนาคต ยูเครนจะมีหลักประกันอะไรในการป้องกันเหตุการณ์เช่นนั้น
ในทางกลับกัน รัสเซียก็อาจกังวลว่ายูเครนจะใช้ช่วงเวลาหยุดยิงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางทหารและกระชับความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกมากขึ้น
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจะตกลงหยุดยิงกันอย่างไร แต่อยู่ที่ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ ใครจะรับประกันความปลอดภัย และจะเกิดอะไรขึ้นหากมีฝ่ายหนึ่งละเมิดข้อตกลง
ประวัติศาสตร์มีตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างสงครามเกาหลี ซึ่งมีการลงนามในข้อตกลงสงบศึกเมื่อปี 1953 ทำให้การสู้รบขนาดใหญ่ยุติลง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพฉบับสมบูรณ์ที่ยุติสถานะสงครามอย่างเป็นทางการระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก
เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้จึงยังคงเผชิญหน้ากันทางทหาร แม้สงครามครั้งใหญ่จะหยุดลงมานานกว่าเจ็ดทศวรรษแล้ว
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการหยุดยิงกับการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นด้วยว่าข้อตกลงสงบศึกสามารถช่วยป้องกันการกลับไปสู่สงครามขนาดใหญ่ได้เป็นเวลานาน แม้จะยังไม่มีสันติภาพอย่างเป็นทางการก็ตาม
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เมื่อสงครามดำเนินไปนานขึ้น ความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ทำให้การประนีประนอมยากขึ้น
ในทางเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดที่เรียกว่า *Sunk Cost Fallacy* ซึ่งหมายถึงการปล่อยให้ต้นทุนที่สูญเสียไปแล้วมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ทั้งที่ต้นทุนเหล่านั้นไม่สามารถเรียกคืนได้
ในบริบทของสงคราม ผู้นำอาจเผชิญแรงกดดันจากประชาชนและกลุ่มการเมืองภายในประเทศ หากต้องยอมรับข้อตกลงที่ดูเหมือนไม่คุ้มค่ากับชีวิตผู้คนและทรัพยากรที่สูญเสียไป
แต่ก็ไม่ควรอธิบายการทำสงครามต่อด้วยแนวคิดนี้เพียงอย่างเดียว เพราะบางประเทศยังมีเหตุผลด้านการป้องกันตนเอง ความมั่นคงในอนาคต และความอยู่รอดของรัฐที่ต้องพิจารณาด้วย
สำหรับสงครามรัสเซีย–ยูเครน ความซับซ้อนยังเพิ่มขึ้นอีก เพราะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ได้มีเพียงสองประเทศที่กำลังสู้รบกัน
สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญผ่านความช่วยเหลือด้านอาวุธ ข่าวกรอง และการทูต ขณะที่ประเทศยุโรปต้องรับมือกับผลกระทบด้านพลังงาน ผู้ลี้ภัย งบประมาณกลาโหม และความมั่นคงของภูมิภาค
ในเชิงยุทธศาสตร์ การลดภาระจากสงครามในยุโรปอาจเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ จัดสรรทรัพยากรไปยังความท้าทายอื่นได้มากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันกับจีนและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ขณะเดียวกัน วอชิงตันก็ต้องพิจารณาว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพันธมิตรและดุลอำนาจในยุโรปอย่างไร
ส่วนยุโรปไม่ได้ต้องการเพียงให้สงครามหยุดลง แต่ยังต้องการให้ข้อตกลงที่เกิดขึ้นไม่ทำลายหลักการสำคัญของความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะหลักการที่ว่าพรมแดนระหว่างประเทศไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้กำลัง
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz กล่าวระหว่างพบกับประธานาธิบดี Volodymyr Zelenskyy ที่กรุงเบอร์ลินว่า รัสเซียจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการเจรจาหยุดยิง และยุโรปต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนด้วย
ภาพ Zelenskyy และนายกรัฐมนตรีเยอรมนี Merz
Photo: Fabrizio Bensch / Reuters | 3 November 2026
เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยากค่ะ เพราะประเทศยุโรปจะต้องอยู่กับผลลัพธ์ของข้อตกลงนี้ไปอีกหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงทางทหาร การฟื้นฟูยูเครน หรือความสัมพันธ์กับรัสเซียในอนาคต
การเจรจาที่อาบูดาบีระหว่างวันที่ 10–11 พฤศจิกายนจึงน่าจับตามอง แม้จะยังไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดข้อตกลงสันติภาพในทันที
ตามรายงานของ Reuters การเจรจาครั้งนี้คาดว่าจะครอบคลุมเรื่องหลักประกันความมั่นคงหลังสงคราม การลดระดับความรุนแรง และมาตรการด้านมนุษยธรรม
ประธานาธิบดี Zelenskyy ยังระบุถึงประเด็นสำคัญที่ยูเครนต้องการหารือ ได้แก่ การหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การลดความรุนแรงในทะเลดำเพื่อรักษาเส้นทางส่งออกอาหาร และการแลกเปลี่ยนเชลยศึก
ส่วนตัวคิดว่าการเริ่มจากข้อตกลงที่มีขอบเขตจำกัดและสามารถตรวจสอบผลได้จริงอาจเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยลดความสูญเสียของประชาชนระหว่างที่การเจรจาประเด็นใหญ่ยังดำเนินต่อไป
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการหยุดยิงบางพื้นที่หรือการแลกเปลี่ยนเชลยศึก ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายใกล้ตกลงเรื่องดินแดนหรือหลักประกันความมั่นคงได้แล้ว
การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องอาศัยรายละเอียดอีกมาก ตั้งแต่การกำหนดพื้นที่ควบคุม การตรวจสอบการถอนกำลังทหาร การรับประกันความมั่นคง ไปจนถึงกลไกจัดการเมื่อเกิดการละเมิดข้อตกลง
รายละเอียดเหล่านี้อาจไม่ดึงดูดความสนใจเท่าภาพผู้นำประเทศจับมือกันหรือการประกาศหยุดยิงครั้งใหญ่ แต่กลับเป็นสิ่งที่กำหนดว่าข้อตกลงจะอยู่ได้นานเพียงใด
ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่ทำให้การยุติสงครามยาก ไม่ใช่เพราะทุกฝ่ายไม่รู้ว่าสงครามสร้างความเสียหายมากแค่ไหน แต่เพราะแต่ละฝ่ายยังไม่มั่นใจว่าการหยุดสู้รบจะทำให้ตัวเองอยู่ในสถานะที่ปลอดภัยกว่าเดิมจริงหรือไม่
สำหรับรัสเซีย สันติภาพที่ยอมรับได้อาจต้องตอบโจทย์ผลประโยชน์ด้านดินแดนและความมั่นคงของตน สำหรับยูเครน สันติภาพต้องไม่กลายเป็นข้อตกลงที่เปิดทางให้ถูกรุกรานอีกในอนาคต ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปก็มีผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและเสถียรภาพระหว่างประเทศที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน
ผลประโยชน์เหล่านี้มีบางส่วนที่สามารถประสานกันได้ แต่ก็มีบางส่วนที่ขัดแย้งกันโดยตรง
การเจรจาสันติภาพจึงไม่ใช่เพียงการหาจุดกึ่งกลางระหว่างข้อเรียกร้องของสองประเทศ แต่เป็นการออกแบบข้อตกลงที่มีความชอบธรรม ตรวจสอบได้ และสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่ายเห็นว่าการรักษาสันติภาพให้ผลประโยชน์มากกว่าการกลับไปทำสงครามอีกครั้ง
ในประวัติศาสตร์ สงครามบางครั้งจบลงด้วยชัยชนะทางทหาร บางครั้งจบลงด้วยการประนีประนอม และบางครั้งก็เพียงหยุดการสู้รบโดยปล่อยให้ความขัดแย้งเดิมยังคงอยู่