ย้อนกลับไปในปี 2532 มีแรงงานไทยคนหนึ่งก่อเหตุขโมยเครื่องเพชรจากที่ประทับของเจ้าชายในประเทศซาอุดีอาระเบีย ก่อนจะลักลอบนำกลับมาประเทศไทย ต่อมาตำรวจไทยสามารถจับตัวผู้ก่อเหตุได้ และติดตามเครื่องเพชรกลับคืนมาได้บางส่วน ก่อนนำไปส่งคืนให้ทางซาอุฯ
แต่เรื่องกลับไม่จบง่าย ๆ เพราะเมื่อฝ่ายซาอุฯ ตรวจสอบเครื่องเพชรที่ได้รับคืน กลับพบว่ามีของปลอมปะปนอยู่ ขณะที่เพชรและอัญมณีสำคัญบางชิ้นก็ยังหายไปอย่างไร้ร่องรอย
จากคดีขโมยเครื่องเพชรธรรมดา ๆ เรื่องราวกลับบานปลายไปไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด มีทั้งคดีเรียกรับเงิน ยักยอกของกลาง ลักพาตัว และฆาตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ยังไม่นับเหตุสังหารเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียและการหายตัวไปอย่างลึกลับของนักธุรกิจชาวซาอุฯ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียตึงเครียดหนักขึ้น จนกลายเป็นปัญหาทางการทูตที่ยืดเยื้อมานานกว่าสามสิบปี

BBC News: Blue Diamond Affair
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “คดีเพชรซาอุ” แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่คดีเดียว เพราะมีคดีความตามมาอีกหลายสำนวน บางคดีศาลตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว บางคดีจำเลยได้รับการยกฟ้อง ขณะที่บางเรื่องจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เราเลยอยากลองย้อนเรื่องราวทั้งหมดตามลำดับเวลา เพื่อให้เห็นว่าแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร มีความเกี่ยวข้องกันตรงไหน และเรื่องใดที่ยังเป็นปริศนาอยู่
บทความนี้เราเรียบเรียงจากรายงานข่าวทั้งในและต่างประเทศ รายงานคำพิพากษา และข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่ตรวจสอบได้จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยชื่อของชาวซาอุดีอาระเบียบางคนอาจสะกดเป็นภาษาไทยแตกต่างกันไปตามแต่ละสำนักข่าว ส่วนไหนที่เป็นความคิดเห็นหรือมุมมองส่วนตัวของเรา ก็จะพยายามแยกให้ชัดเจนจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 เมื่อ ซอและห์ อัลมาลิกิ เจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ถูกสังหารในกรุงเทพฯ
ที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการขโมยเครื่องเพชรหลายเดือน แต่เมื่อมีการนำคดีต่าง ๆ มาเล่าย้อนหลังรวมกัน หลายคนอาจเข้าใจว่าการสังหารเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการตามหาเพชรที่หายไป ทั้งที่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้ เพราะเหตุสังหารครั้งแรกเกิดขึ้นก่อนการโจรกรรมเสียอีก และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าทุกเหตุการณ์มีสาเหตุหรือผู้บงการเดียวกัน
ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เกรียงไกร เตชะโม่ง แรงงานไทยจากอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ซึ่งเดินทางไปทำงานในซาอุดีอาระเบีย ได้ก่อเหตุขโมยเครื่องเพชรจากที่ประทับของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟะฮัด บิน อับดุลอะซีซ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของคดีโจรกรรมเครื่องเพชรที่ต่อมาจะกลายเป็นข่าวใหญ่และสร้างปัญหาระหว่างสองประเทศยาวนานกว่าสามสิบปี

ภาพเจ้าชายไฟซาล บิน ฟะฮัด บิน อับดุลอะซีซ ตรงกลางภาพ ขณะทรงอ่านพระราชสารในการประชุมรัฐมนตรีวัฒนธรรมอาหรับ ณ กรุงตูนิส ประเทศตูนิเซีย วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 ตามคำบรรยายของ AFP ค่ะ ภาพ: AFP
เกรียงไกรทำงานเกี่ยวกับการทำความสะอาดภายในที่ประทับของเจ้าชาย จึงมีโอกาสเข้าออกพื้นที่บางส่วนได้ เขาอาศัยโอกาสนี้ขโมยเครื่องประดับและอัญมณี ก่อนจะทยอยส่งของที่ขโมยมากลับประเทศไทยโดยปะปนไปกับสัมภาระส่วนตัว แล้วจึงเดินทางกลับไทยตามมา
ตรงนี้มีรายละเอียดที่อยากอธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่า เจ้าของเครื่องเพชรคือเจ้าชายไฟซาล บิน ฟะฮัด ไม่ใช่กษัตริย์ไฟซาลอย่างที่ข่าวย้อนหลังบางแห่งระบุคลาดเคลื่อน เพราะทั้งสองเป็นคนละพระองค์กัน
เครื่องเพชรที่ถูกขโมยไปมีหลายรายการ ทั้งนาฬิกาประดับเพชร สร้อยคอ ต่างหู และอัญมณีมีค่าอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนมูลค่ารวมของทรัพย์สินนั้น รายงานข่าวแต่ละแห่งให้ตัวเลขไม่ตรงกันนัก แต่ส่วนใหญ่ประเมินกันว่าอยู่ในระดับหลายร้อยล้านบาทตามมูลค่าในสมัยนั้น
ในบรรดาเครื่องเพชรทั้งหมด มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่กลายเป็นปริศนาสำคัญของคดี นั่นคือ เพชรสีน้ำเงิน หรือบลูไดมอนด์ (Blue Diamond) ซึ่งสื่อต่างประเทศรายงานว่ามีน้ำหนักประมาณ 50 กะรัต และเป็นที่มาของชื่อคดีในภาษาอังกฤษว่า Blue Diamond Affair
เพชรเม็ดนี้ถูกพูดถึงกันมาก บางรายงานถึงกับเรียกว่าเป็นเพชรสีน้ำเงินเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ข้อมูลเกี่ยวกับขนาดและประวัติของเพชรยังไม่มีเอกสารรับรองทางอัญมณีที่เปิดเผยให้ตรวจสอบได้ครบถ้วน เราจึงยังไม่สามารถยืนยันคำกล่าวอ้างนี้ได้

ภาพประกอบเพชรสีน้ำเงิน (Blue Diamond) ซึ่งเป็นอัญมณีสำคัญที่กล่าวถึงในคดีเพชรซาอุ โดยยังไม่มีภาพถ่ายที่ยืนยันว่าเป็นเพชรเม็ดจริงที่สูญหายไป
Photo Credit: Al Ain News
หลังกลับมาถึงประเทศไทย เกรียงไกรเริ่มทยอยนำเครื่องเพชรบางส่วนออกขายผ่านคนกลางและพ่อค้าอัญมณี จนเส้นทางการซื้อขายไปเชื่อมโยงกับ สันติ ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชรชื่อ “สันติมณี” ในกรุงเทพฯ
เรื่องจึงเริ่มซับซ้อนขึ้น เพราะเครื่องเพชรไม่ได้อยู่กับเกรียงไกรทั้งหมดอีกแล้ว บางชิ้นถูกขายต่อและเปลี่ยนมือไปก่อนที่ตำรวจจะจับตัวเขาได้ การติดตามทรัพย์สินจึงต้องสืบต่อไปถึงผู้ที่รับซื้อเครื่องเพชรเหล่านั้นด้วย
กระทั่งเดือนมกราคม 2533 ตำรวจไทยสามารถจับกุมเกรียงไกรได้ หลังจากทางการซาอุดีอาระเบียประสานขอความร่วมมือให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุและทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป
ในรายงานข่าวย้อนหลังมีชื่อของ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น เป็นผู้บังคับบัญชาที่มอบหมายงานติดตามคดี โดยมี ชลอ เกิดเทศ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของชุดติดตามเครื่องเพชร นอกจากนี้ยังมีชื่อของ เจตนากร นภีตะภัฎ ปรากฏอยู่ในรายงานเกี่ยวกับการจับกุมเกรียงไกรด้วย
เกรียงไกรยอมรับสารภาพและถูกลงโทษจำคุก ข้อมูลที่เขาให้กับตำรวจช่วยให้ติดตามเครื่องเพชรกลับมาได้ส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาคือเครื่องเพชรไม่ได้กลับคืนมาครบทั้งหมด และเรื่องราวหลังจากนั้นกลับยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
ระหว่างที่ตำรวจไทยกำลังติดตามเครื่องเพชร ก็เกิดเหตุร้ายกับเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียขึ้นอีกครั้ง
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 เจ้าหน้าที่การทูตซาอุดีอาระเบียสามคนถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพฯ โดยเกิดเหตุคนละสถานที่ ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย อับดุลเลาะห์ เอ. อัลเบซาร์รีห์ เลขานุการโท, ฟาฮัด เอ. แซด. อัลปาฮลี เลขานุการโท และอาหะหมัด เอ. อัลซาอีพ ผู้ช่วยเลขานุการ
หากนับรวมซอและห์ อัลมาลิกิ ที่ถูกสังหารไปก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนมกราคม 2532 เท่ากับว่าภายในช่วงเวลาเพียงปีกว่า มีเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียถูกสังหารในประเทศไทยถึงสี่คน
เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น และมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเครื่องเพชรที่หายไปหรือไม่ แต่ต้องแยกให้ออกว่า การเกิดเหตุในช่วงเวลาใกล้เคียงกันไม่ได้หมายความว่าทุกคดีจะมีสาเหตุเดียวกัน เพราะการสอบสวนยังมีประเด็นอื่นด้วย รวมถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศ จึงไม่ควรสรุปว่าการสังหารทั้งหมดเป็นการฆ่าปิดปากเกี่ยวกับเครื่องเพชรโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
หลังจากเหตุสังหารเจ้าหน้าที่การทูตเพียงสิบเอ็ดวัน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 ก็เกิดเรื่องขึ้นอีก เมื่อ โมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
อัลรูไวลีทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในตะวันออกกลาง จึงมีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว รายงานข่าวบางแห่งระบุว่าเขามีบทบาทในการติดตามเรื่องเครื่องเพชร ขณะที่คดีซึ่งเข้าสู่กระบวนการศาลในเวลาต่อมากลับมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการสอบสวนเหตุสังหารเจ้าหน้าที่สถานทูตด้วย
การหายตัวไปของเขาจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปริศนาสำคัญ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถสรุปจากผลคดีได้ว่าเขาถูกฆ่าปิดปากเพราะรู้ว่าเพชรอยู่ที่ไหน
ต่อมาในเดือนมีนาคม 2533 ตำรวจไทยนำเครื่องเพชรที่ติดตามกลับมาได้เดินทางไปส่งคืนให้ทางซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากทุกอย่างเรียบร้อย เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายปัญหา
แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของข้อสงสัยครั้งใหญ่ เพราะเมื่อฝ่ายซาอุฯ ตรวจสอบเครื่องเพชรที่ได้รับคืน กลับแจ้งว่ามีเครื่องประดับปลอมปะปนอยู่ และทรัพย์สินของจริงบางส่วนก็ยังหายไป
ข่าวแต่ละสำนักรายงานสัดส่วนของปลอมไม่ตรงกัน เราจึงไม่อยากยืนยันตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งโดยไม่มีเอกสารตรวจรับที่ชัดเจน แต่ประเด็นสำคัญคือ ฝ่ายซาอุฯ ไม่ยอมรับว่าเครื่องเพชรที่ส่งคืนเป็นของจริงครบทั้งหมด
จากเดิมที่ทุกคนสนใจว่าใครขโมยเพชรไปและนำไปขายให้ใคร เรื่องกลับเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า เครื่องเพชรที่ตำรวจติดตามกลับมาได้หายไปไหน และเหตุใดของที่ส่งคืนจึงมีของปลอมปะปนอยู่
ในช่วงนั้นยังมีข่าวลือเกี่ยวกับเครื่องประดับของบุคคลในแวดวงผู้มีอำนาจบางคน ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีลักษณะคล้ายกับเครื่องเพชรที่ถูกขโมยไป ข่าวเหล่านี้ยิ่งทำให้สังคมสงสัยและกดดันให้มีการตรวจสอบมากขึ้น แต่ก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะการที่เครื่องประดับดูคล้ายกันจากภาพถ่าย ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นเครื่องเพชรชิ้นเดียวกัน และไม่สามารถใช้กล่าวหาว่าใครครอบครองของโจรได้
อีกคนที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนั้นคือ โมฮัมหมัด ซาอิด โคจา หรือที่สื่อบางแห่งสะกดว่า มูฮัมหมัด ซาอิค โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ซึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการสอบสวนและการติดตามเครื่องเพชรหลายครั้ง
สำหรับฝ่ายซาอุฯ เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการทวงทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นว่าทางการไทยจะสามารถติดตามความจริงและจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างโปร่งใสเพียงใด

โมฮัมหมัด ซาอิด โคจา อุปทูตซาอุฯ : BBC News
เมื่อเรื่องราวเริ่มบานปลาย กระแสข่าวในช่วงนั้นก็ไม่ได้สนใจแค่ว่าใครเป็นคนขโมยเพชรอีกต่อไป แต่เริ่มตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องเพชรที่ติดตามกลับมาได้แล้ว ทำไมถึงมีของปลอมปะปนอยู่ และเพชรของจริงส่วนที่เหลือหายไปไหนกันแน่ ยิ่งมีผู้เกี่ยวข้องถูกทำร้ายและเสียชีวิต เรื่องนี้ก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น
แม้แต่สื่อต่างประเทศอย่าง The Independent ก็ยังนำเสนอเรื่องนี้ในเดือนกันยายน 2537 โดยเล่าถึงคดีที่เริ่มจากการขโมยเครื่องเพชร ก่อนจะลุกลามไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การฆาตกรรม และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กลายเป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตาต่างชาติด้วย
คดีเพชรซาอุ จากเครื่องเพชรในวัง สู่ของกลางที่สูญหาย คดีฆาตกรรม และรอยร้าวระหว่างประเทศนานกว่าสามสิบปี
* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะแต่เรื่องกลับไม่จบง่าย ๆ เพราะเมื่อฝ่ายซาอุฯ ตรวจสอบเครื่องเพชรที่ได้รับคืน กลับพบว่ามีของปลอมปะปนอยู่ ขณะที่เพชรและอัญมณีสำคัญบางชิ้นก็ยังหายไปอย่างไร้ร่องรอย
จากคดีขโมยเครื่องเพชรธรรมดา ๆ เรื่องราวกลับบานปลายไปไกลกว่าที่ใครจะคาดคิด มีทั้งคดีเรียกรับเงิน ยักยอกของกลาง ลักพาตัว และฆาตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ยังไม่นับเหตุสังหารเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียและการหายตัวไปอย่างลึกลับของนักธุรกิจชาวซาอุฯ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียตึงเครียดหนักขึ้น จนกลายเป็นปัญหาทางการทูตที่ยืดเยื้อมานานกว่าสามสิบปี
BBC News: Blue Diamond Affair
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “คดีเพชรซาอุ” แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่คดีเดียว เพราะมีคดีความตามมาอีกหลายสำนวน บางคดีศาลตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว บางคดีจำเลยได้รับการยกฟ้อง ขณะที่บางเรื่องจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เราเลยอยากลองย้อนเรื่องราวทั้งหมดตามลำดับเวลา เพื่อให้เห็นว่าแต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร มีความเกี่ยวข้องกันตรงไหน และเรื่องใดที่ยังเป็นปริศนาอยู่
บทความนี้เราเรียบเรียงจากรายงานข่าวทั้งในและต่างประเทศ รายงานคำพิพากษา และข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่ตรวจสอบได้จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยชื่อของชาวซาอุดีอาระเบียบางคนอาจสะกดเป็นภาษาไทยแตกต่างกันไปตามแต่ละสำนักข่าว ส่วนไหนที่เป็นความคิดเห็นหรือมุมมองส่วนตัวของเรา ก็จะพยายามแยกให้ชัดเจนจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 เมื่อ ซอและห์ อัลมาลิกิ เจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ถูกสังหารในกรุงเทพฯ
ที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการขโมยเครื่องเพชรหลายเดือน แต่เมื่อมีการนำคดีต่าง ๆ มาเล่าย้อนหลังรวมกัน หลายคนอาจเข้าใจว่าการสังหารเจ้าหน้าที่สถานทูตทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการตามหาเพชรที่หายไป ทั้งที่ในความเป็นจริง เราไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้ เพราะเหตุสังหารครั้งแรกเกิดขึ้นก่อนการโจรกรรมเสียอีก และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าทุกเหตุการณ์มีสาเหตุหรือผู้บงการเดียวกัน
ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เกรียงไกร เตชะโม่ง แรงงานไทยจากอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ซึ่งเดินทางไปทำงานในซาอุดีอาระเบีย ได้ก่อเหตุขโมยเครื่องเพชรจากที่ประทับของเจ้าชายไฟซาล บิน ฟะฮัด บิน อับดุลอะซีซ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของคดีโจรกรรมเครื่องเพชรที่ต่อมาจะกลายเป็นข่าวใหญ่และสร้างปัญหาระหว่างสองประเทศยาวนานกว่าสามสิบปี
ภาพเจ้าชายไฟซาล บิน ฟะฮัด บิน อับดุลอะซีซ ตรงกลางภาพ ขณะทรงอ่านพระราชสารในการประชุมรัฐมนตรีวัฒนธรรมอาหรับ ณ กรุงตูนิส ประเทศตูนิเซีย วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 ตามคำบรรยายของ AFP ค่ะ ภาพ: AFP
เกรียงไกรทำงานเกี่ยวกับการทำความสะอาดภายในที่ประทับของเจ้าชาย จึงมีโอกาสเข้าออกพื้นที่บางส่วนได้ เขาอาศัยโอกาสนี้ขโมยเครื่องประดับและอัญมณี ก่อนจะทยอยส่งของที่ขโมยมากลับประเทศไทยโดยปะปนไปกับสัมภาระส่วนตัว แล้วจึงเดินทางกลับไทยตามมา
ตรงนี้มีรายละเอียดที่อยากอธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่า เจ้าของเครื่องเพชรคือเจ้าชายไฟซาล บิน ฟะฮัด ไม่ใช่กษัตริย์ไฟซาลอย่างที่ข่าวย้อนหลังบางแห่งระบุคลาดเคลื่อน เพราะทั้งสองเป็นคนละพระองค์กัน
เครื่องเพชรที่ถูกขโมยไปมีหลายรายการ ทั้งนาฬิกาประดับเพชร สร้อยคอ ต่างหู และอัญมณีมีค่าอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนมูลค่ารวมของทรัพย์สินนั้น รายงานข่าวแต่ละแห่งให้ตัวเลขไม่ตรงกันนัก แต่ส่วนใหญ่ประเมินกันว่าอยู่ในระดับหลายร้อยล้านบาทตามมูลค่าในสมัยนั้น
ในบรรดาเครื่องเพชรทั้งหมด มีอยู่ชิ้นหนึ่งที่กลายเป็นปริศนาสำคัญของคดี นั่นคือ เพชรสีน้ำเงิน หรือบลูไดมอนด์ (Blue Diamond) ซึ่งสื่อต่างประเทศรายงานว่ามีน้ำหนักประมาณ 50 กะรัต และเป็นที่มาของชื่อคดีในภาษาอังกฤษว่า Blue Diamond Affair
เพชรเม็ดนี้ถูกพูดถึงกันมาก บางรายงานถึงกับเรียกว่าเป็นเพชรสีน้ำเงินเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ข้อมูลเกี่ยวกับขนาดและประวัติของเพชรยังไม่มีเอกสารรับรองทางอัญมณีที่เปิดเผยให้ตรวจสอบได้ครบถ้วน เราจึงยังไม่สามารถยืนยันคำกล่าวอ้างนี้ได้
ภาพประกอบเพชรสีน้ำเงิน (Blue Diamond) ซึ่งเป็นอัญมณีสำคัญที่กล่าวถึงในคดีเพชรซาอุ โดยยังไม่มีภาพถ่ายที่ยืนยันว่าเป็นเพชรเม็ดจริงที่สูญหายไป
Photo Credit: Al Ain News
หลังกลับมาถึงประเทศไทย เกรียงไกรเริ่มทยอยนำเครื่องเพชรบางส่วนออกขายผ่านคนกลางและพ่อค้าอัญมณี จนเส้นทางการซื้อขายไปเชื่อมโยงกับ สันติ ศรีธนะขัณฑ์ เจ้าของร้านเพชรชื่อ “สันติมณี” ในกรุงเทพฯ
เรื่องจึงเริ่มซับซ้อนขึ้น เพราะเครื่องเพชรไม่ได้อยู่กับเกรียงไกรทั้งหมดอีกแล้ว บางชิ้นถูกขายต่อและเปลี่ยนมือไปก่อนที่ตำรวจจะจับตัวเขาได้ การติดตามทรัพย์สินจึงต้องสืบต่อไปถึงผู้ที่รับซื้อเครื่องเพชรเหล่านั้นด้วย
กระทั่งเดือนมกราคม 2533 ตำรวจไทยสามารถจับกุมเกรียงไกรได้ หลังจากทางการซาอุดีอาระเบียประสานขอความร่วมมือให้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุและทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป
ในรายงานข่าวย้อนหลังมีชื่อของ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น เป็นผู้บังคับบัญชาที่มอบหมายงานติดตามคดี โดยมี ชลอ เกิดเทศ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของชุดติดตามเครื่องเพชร นอกจากนี้ยังมีชื่อของ เจตนากร นภีตะภัฎ ปรากฏอยู่ในรายงานเกี่ยวกับการจับกุมเกรียงไกรด้วย
เกรียงไกรยอมรับสารภาพและถูกลงโทษจำคุก ข้อมูลที่เขาให้กับตำรวจช่วยให้ติดตามเครื่องเพชรกลับมาได้ส่วนหนึ่ง แต่ปัญหาคือเครื่องเพชรไม่ได้กลับคืนมาครบทั้งหมด และเรื่องราวหลังจากนั้นกลับยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
ระหว่างที่ตำรวจไทยกำลังติดตามเครื่องเพชร ก็เกิดเหตุร้ายกับเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียขึ้นอีกครั้ง
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 เจ้าหน้าที่การทูตซาอุดีอาระเบียสามคนถูกยิงเสียชีวิตในกรุงเทพฯ โดยเกิดเหตุคนละสถานที่ ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย อับดุลเลาะห์ เอ. อัลเบซาร์รีห์ เลขานุการโท, ฟาฮัด เอ. แซด. อัลปาฮลี เลขานุการโท และอาหะหมัด เอ. อัลซาอีพ ผู้ช่วยเลขานุการ
หากนับรวมซอและห์ อัลมาลิกิ ที่ถูกสังหารไปก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนมกราคม 2532 เท่ากับว่าภายในช่วงเวลาเพียงปีกว่า มีเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียถูกสังหารในประเทศไทยถึงสี่คน
เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น และมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องเครื่องเพชรที่หายไปหรือไม่ แต่ต้องแยกให้ออกว่า การเกิดเหตุในช่วงเวลาใกล้เคียงกันไม่ได้หมายความว่าทุกคดีจะมีสาเหตุเดียวกัน เพราะการสอบสวนยังมีประเด็นอื่นด้วย รวมถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศ จึงไม่ควรสรุปว่าการสังหารทั้งหมดเป็นการฆ่าปิดปากเกี่ยวกับเครื่องเพชรโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
หลังจากเหตุสังหารเจ้าหน้าที่การทูตเพียงสิบเอ็ดวัน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2533 ก็เกิดเรื่องขึ้นอีก เมื่อ โมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
อัลรูไวลีทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในตะวันออกกลาง จึงมีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว รายงานข่าวบางแห่งระบุว่าเขามีบทบาทในการติดตามเรื่องเครื่องเพชร ขณะที่คดีซึ่งเข้าสู่กระบวนการศาลในเวลาต่อมากลับมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการสอบสวนเหตุสังหารเจ้าหน้าที่สถานทูตด้วย
การหายตัวไปของเขาจึงกลายเป็นอีกหนึ่งปริศนาสำคัญ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถสรุปจากผลคดีได้ว่าเขาถูกฆ่าปิดปากเพราะรู้ว่าเพชรอยู่ที่ไหน
ต่อมาในเดือนมีนาคม 2533 ตำรวจไทยนำเครื่องเพชรที่ติดตามกลับมาได้เดินทางไปส่งคืนให้ทางซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากทุกอย่างเรียบร้อย เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายปัญหา
แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของข้อสงสัยครั้งใหญ่ เพราะเมื่อฝ่ายซาอุฯ ตรวจสอบเครื่องเพชรที่ได้รับคืน กลับแจ้งว่ามีเครื่องประดับปลอมปะปนอยู่ และทรัพย์สินของจริงบางส่วนก็ยังหายไป
ข่าวแต่ละสำนักรายงานสัดส่วนของปลอมไม่ตรงกัน เราจึงไม่อยากยืนยันตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งโดยไม่มีเอกสารตรวจรับที่ชัดเจน แต่ประเด็นสำคัญคือ ฝ่ายซาอุฯ ไม่ยอมรับว่าเครื่องเพชรที่ส่งคืนเป็นของจริงครบทั้งหมด
จากเดิมที่ทุกคนสนใจว่าใครขโมยเพชรไปและนำไปขายให้ใคร เรื่องกลับเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า เครื่องเพชรที่ตำรวจติดตามกลับมาได้หายไปไหน และเหตุใดของที่ส่งคืนจึงมีของปลอมปะปนอยู่
ในช่วงนั้นยังมีข่าวลือเกี่ยวกับเครื่องประดับของบุคคลในแวดวงผู้มีอำนาจบางคน ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีลักษณะคล้ายกับเครื่องเพชรที่ถูกขโมยไป ข่าวเหล่านี้ยิ่งทำให้สังคมสงสัยและกดดันให้มีการตรวจสอบมากขึ้น แต่ก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะการที่เครื่องประดับดูคล้ายกันจากภาพถ่าย ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นเครื่องเพชรชิ้นเดียวกัน และไม่สามารถใช้กล่าวหาว่าใครครอบครองของโจรได้
อีกคนที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนั้นคือ โมฮัมหมัด ซาอิด โคจา หรือที่สื่อบางแห่งสะกดว่า มูฮัมหมัด ซาอิค โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ซึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการสอบสวนและการติดตามเครื่องเพชรหลายครั้ง
สำหรับฝ่ายซาอุฯ เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการทวงทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นว่าทางการไทยจะสามารถติดตามความจริงและจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างโปร่งใสเพียงใด
โมฮัมหมัด ซาอิด โคจา อุปทูตซาอุฯ : BBC News
เมื่อเรื่องราวเริ่มบานปลาย กระแสข่าวในช่วงนั้นก็ไม่ได้สนใจแค่ว่าใครเป็นคนขโมยเพชรอีกต่อไป แต่เริ่มตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องเพชรที่ติดตามกลับมาได้แล้ว ทำไมถึงมีของปลอมปะปนอยู่ และเพชรของจริงส่วนที่เหลือหายไปไหนกันแน่ ยิ่งมีผู้เกี่ยวข้องถูกทำร้ายและเสียชีวิต เรื่องนี้ก็ยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น
แม้แต่สื่อต่างประเทศอย่าง The Independent ก็ยังนำเสนอเรื่องนี้ในเดือนกันยายน 2537 โดยเล่าถึงคดีที่เริ่มจากการขโมยเครื่องเพชร ก่อนจะลุกลามไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การฆาตกรรม และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กลายเป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตาต่างชาติด้วย