ราคายางพาราพุ่ง 40% โลกต้องการยางมากกว่าที่ผลิตได้ ไทยจะได้ประโยชน์แค่ไหน ? /โดย ลงทุนแมน

ราคายางพาราปรับตัวขึ้นราว 40% นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2569

โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) สำหรับส่งออก ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 95.73 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นราว 40% เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยในเดือนมกราคมที่อยู่ประมาณ 68.38 บาทต่อกิโลกรัม

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการปรับขึ้นของราคาคือ สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยางพาราโลกในเวลานี้
เพราะในขณะที่ความต้องการใช้ยางธรรมชาติยังมีแนวโน้มเติบโต แต่ปริมาณการผลิตทั่วโลกกลับเพิ่มขึ้นได้อย่างจำกัด

จนเกิดคำถามว่า หากโลกต้องการยางมากขึ้น ประเทศผู้ผลิตจะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ทันหรือไม่

แล้วสถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลอย่างไรต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

https://www.facebook.com/share/1MgmGuWBm3/?mibextid=wwXIfr


สินค้าเกษตรที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ยางพาราคงเป็นหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรกว่า 1.6 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศแล้ว ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญที่เชื่อมโยงกับหลากหลายอุตสาหกรรม

ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งต้องใช้ยางธรรมชาติในการผลิตยางรถยนต์
อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ที่ต้องใช้ผลิตถุงมือยาง และถุงยางอนามัย
ไปจนถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอ และของใช้ในครัวเรือนอีกหลายชนิด

แม้ปัจจุบันจะสามารถผลิตยางสังเคราะห์จากปิโตรเคมีได้ แต่ยางธรรมชาติก็ยังมีคุณสมบัติหลายประการที่ทดแทนได้ยาก ทั้งความยืดหยุ่น ความทนทานต่อการฉีกขาด และความสามารถในการรับแรงซ้ำ ๆ

ยางธรรมชาติจึงยังคงเป็นวัตถุดิบสำคัญของภาคอุตสาหกรรม แม้เทคโนโลยีการผลิตวัสดุสังเคราะห์จะพัฒนาไปมากแล้วก็ตาม

ซึ่งหากมองไปที่ประเทศผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก จะพบว่าประเทศไทยยังคงครองตำแหน่งอันดับ 1

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ไทยส่งออกยางธรรมชาติ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 167,500 ล้านบาท หรือราว 28.6% ของมูลค่าการส่งออกยางธรรมชาติทั่วโลก

อันดับ 2 คือโกตดิวัวร์ หรือไอวอรีโคสต์ ประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 110,500 ล้านบาท (18.5%)

อันดับ 3 อินโดนีเซีย มูลค่าการส่งออก 100,000 ล้านบาท (16.9%)

ตามมาด้วยเวียดนาม อันดับ 4 และมาเลเซีย ในอันดับ 5

ตัวเลขนี้บอกว่า ไทยมีบทบาทสำคัญอย่างมากในห่วงโซ่อุปทานยางธรรมชาติของโลก

ทว่าตอนนี้ การผลิตยางพาราทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป..

ในอดีต แหล่งผลิตยางพาราของโลก มักกระจุกตัวอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือเวียดนาม

แต่ปัจจุบัน โกตดิวัวร์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกในแง่มูลค่า และกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของประเทศผู้ผลิตในเอเชีย

การเติบโตของโกตดิวัวร์ ให้สัญญาณว่า การผลิตยางธรรมชาติไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกต่อไป ซึ่งการแข่งขันในตลาดโลกก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น

และถึงแม้จะมีประเทศผู้ผลิตรายใหม่เติบโตขึ้นมา แต่ภาพรวมของอุปทานยางธรรมชาติทั่วโลกกลับยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ

ข้อมูลจากสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ หรือ ANRPC ประเมินว่า ในปี 2569 โลกจะผลิตยางธรรมชาติได้ประมาณ 15.04 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้จะอยู่ที่ประมาณ 15.36 ล้านตัน

หมายความว่า ความต้องการใช้ยางธรรมชาติอาจสูงกว่าปริมาณการผลิตกว่า 317,000 ตัน

แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นเพียงการประมาณการ และไม่ได้หมายความว่าตลาดจะขาดแคลนยางในปริมาณเท่ากันทั้งหมด เพราะยังมีสินค้าคงคลังและการค้าระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความตึงตัวของอุปทานยางธรรมชาติในตลาดโลก

คำถามที่น่าคิดต่อคือ ทำไมประเทศผู้ผลิตจึงไม่เร่งเพิ่มผลผลิต ในเมื่อราคายางกำลังปรับตัวสูงขึ้น ?

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ธรรมชาติของต้นยางพาราเอง
ต้นยางพาราที่ปลูกใหม่ โดยทั่วไปต้องใช้เวลาประมาณ 5-7 ปี จึงจะเติบโตจนสามารถเริ่มกรีดน้ำยางได้ในเชิงพาณิชย์

หมายความว่า หากราคายางเพิ่มขึ้นในวันนี้ และเกษตรกรตัดสินใจปลูกยางพาราเพิ่มทันที ผลผลิตจากต้นยางเหล่านั้นก็จะยังไม่เข้าสู่ตลาดจนกว่าจะถึงช่วงปี 2574

ข้อจำกัดนี้ทำให้อุปทานยางธรรมชาติ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ค่อนข้างช้า โดยเฉพาะในระยะสั้น

ขณะเดียวกัน การเพิ่มผลผลิตจากสวนยางที่มีอยู่เดิมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน
เพราะปริมาณน้ำยางที่เก็บเกี่ยวได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุของต้นยาง สภาพอากาศ ความสมบูรณ์ของต้นยาง และจำนวนวันที่สามารถกรีดยางได้จริง

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ฝนตกต่อเนื่อง เกษตรกรอาจไม่สามารถกรีดยางได้ตามปกติ เพราะน้ำฝนอาจทำให้น้ำยางไหลลงถ้วยรับได้ไม่เต็มที่ หรือทำให้การกรีดยางมีประสิทธิภาพลดลง

ส่วนในช่วงที่เกิดภัยแล้ง ต้นยางก็อาจเผชิญความเครียดจากการขาดน้ำ ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการผลิตน้ำยาง

นอกจากนี้ ประเทศผู้ผลิตยางบางแห่งยังเผชิญปัญหาต้นยางอายุมาก โรคใบร่วง และการขาดแคลนแรงงานกรีดยาง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การรักษาระดับผลผลิตเป็นเรื่องท้าทาย

ที่สำคัญ การปลูกยางพารายังต้องแข่งขันกับพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ในการใช้พื้นที่เพาะปลูก
โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในประเทศอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมถึงทุเรียน ที่ก้าวขึ้นมาเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยและเวียดนาม

เมื่อเกษตรกรพบว่า การปลูกพืชชนิดอื่นอาจให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า หรือใช้แรงงานน้อยกว่า ก็อาจตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้พื้นที่สวนยางพาราลดลง

และเมื่อพื้นที่เหล่านั้นถูกเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแล้ว การจะกลับมาปลูกยางพาราใหม่ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ทำให้ความท้าทายของการผลิตยางธรรมชาติ นอกจากการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกแล้ว ยังรวมถึงการรักษาพื้นที่สวนยางเดิม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรยังคงประกอบอาชีพทำสวนยางพาราต่อไป

ทั้งหมดนี้ กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ยางธรรมชาติ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และยางรถยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดปลายทางที่สำคัญที่สุดของยางธรรมชาติ

แม้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอน แต่ตราบใดที่โลกยังมีการผลิตรถยนต์ การขนส่งสินค้า และการใช้งานเครื่องจักรอุตสาหกรรม ยางธรรมชาติก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การผลิตเหล่านี้

นอกจากนี้ การเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ยังช่วยเพิ่มความต้องการยางในระยะยาว ผ่านการขยายตัวของการขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เมื่อความต้องการยังมีอยู่ แต่การเพิ่มผลผลิตกลับต้องใช้เวลา จึงทำให้ตลาดยางธรรมชาติ มีโอกาสเผชิญภาวะตึงตัวได้ง่าย หากเกิดปัจจัยกระทบผลผลิตเพิ่มเติม

และนี่เองที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2569 น่าสนใจสำหรับประเทศไทย
เพราะในฐานะผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก ไทยมีทั้งพื้นที่เพาะปลูก ฐานเกษตรกร โรงงานแปรรูป และเครือข่ายการส่งออกที่พัฒนามาเป็นเวลานาน

หากราคายางอยู่ในระดับที่เอื้อต่อผู้ผลิต และไทยสามารถรักษาปริมาณผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการในห่วงโซ่การผลิตยางธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ราคายางที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์เท่ากัน..

เพราะสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ ราคาที่สูงขึ้นอาจหมายถึงต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่รายได้ของเกษตรกร ก็ยังขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำยางที่กรีดได้ และต้นทุนในการดำเนินงาน

อีกทั้งไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศผู้ส่งออกอื่น โดยเฉพาะโกตดิวัวร์จากทวีปแอฟริกา ซึ่งกำลังมีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก

ดังนั้นความได้เปรียบของไทยในระยะยาว อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นประเทศที่ส่งออกยางได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว

ทว่ายังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การรักษาคุณภาพวัตถุดิบ การบริหารต้นทุน และการต่อยอดยางธรรมชาติ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ในโลกของสินค้าโภคภัณฑ์ที่แข่งขันกันอย่างเข้มข้น การขายวัตถุดิบอาจสร้างรายได้ในวันนี้ แต่การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นต่างหาก ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

และการที่โลกต้องการยางพารา จึงเป็นโอกาสของไทย
แต่เราจะได้ประโยชน์จากมันมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่า เราจะหยุดอยู่แค่การขายวัตถุดิบ หรือก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าที่มากกว่าเดิม..

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่