🍎แอปเปิล VS องุ่น ผลไม้ชนิดไหนดีกว่าต่อระดับน้ำตาลในเลือด ? เทียบไฟเบอร์ และค่า GI

กระทู้คำถาม
ทั้งแอปเปิล และองุ่น เป็นผลไม้ที่มีรสหวานตามธรรมชาติ อุดมไปด้วยสารอาหาร และใยอาหาร แต่หากเปรียบเทียบในด้านการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แอปเปิลมีข้อได้เปรียบเล็กน้อย เพราะมีใยอาหารมากกว่า และมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำกว่าองุ่น อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าองุ่นเป็นผลไม้ที่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะผลไม้ทั้งสองชนิดสามารถรับประทานได้ หากเลือกปริมาณให้เหมาะสม


🧿ผลไม้ชนิดไหนส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่ากัน ?
• แม้แอปเปิล และองุ่นจะมีน้ำตาลธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเหมือนกับเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลหรือขนมหวานทั่วไป เนื่องจากผลไม้สดทั้งผลยังมีใยอาหาร น้ำ และสารอาหารอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

❇️ องุ่น มีสารประกอบจากพืชหลายชนิดที่กำลังได้รับความสนใจในงานวิจัยด้านสุขภาพ รวมถึงความสัมพันธ์กับการทำงานของอินซูลิน แต่ไม่ควรตีความว่า การกินองุ่นเพียงอย่างเดียวสามารถรักษาหรือควบคุมเบาหวานได้
❇️ แอปเปิล มีใยอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานพร้อมเปลือก ช่วยชะลอการย่อย และการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตบางส่วน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความอิ่ม จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลระดับน้ำตาล และควบคุมอาหาร


🧿เปรียบเทียบดัชนีน้ำตาล (GI) และภาระน้ำตาล (GL)
• ดัชนีน้ำตาลหรือ Glycemic Index (GI) เป็นค่าที่ใช้ประเมินว่า อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็วเพียงใด ส่วนภาระน้ำตาลหรือ Glycemic Load (GL) จะพิจารณาทั้งค่า GI และปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ได้รับต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

ค่าที่ระบุโดยทั่วไปมีดังนี้
✅ แอปเปิล : GI ประมาณ 36 และ GL ประมาณ 5 จัดอยู่ในกลุ่มต่ำ
✅ องุ่น : GI ประมาณ 45 ซึ่งยังจัดอยู่ในกลุ่มต่ำ โดยค่า GL อาจแตกต่างตามชนิด และปริมาณที่รับประทาน

จึงเห็นได้ว่าแอปเปิลมีค่า GI ต่ำกว่าองุ่นเล็กน้อย แต่ค่าดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลอ้างอิง เพราะระดับน้ำตาลในเลือดยังขึ้นอยู่กับปริมาณอาหาร วิธีรับประทาน และการตอบสนองของร่างกายแต่ละคนด้วย


🧿แอปเปิลหรือองุ่น ผลไม้ชนิดไหนมีไฟเบอร์มากกว่า ?
• ใยอาหารมีส่วนช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ส่งเสริมระบบขับถ่าย และช่วยให้อิ่มนานขึ้น เมื่อเปรียบเทียบในปริมาณที่ระบุ พบว่า
✅ แอปเปิลขนาดกลาง 1 ผล (รับประทานพร้อมเปลือก) : มีใยอาหารประมาณ 4 กรัม
✅ องุ่น 1 ถ้วย : มีใยอาหารประมาณ 1.4 กรัม

แอปเปิลจึงมีใยอาหารมากกว่าองุ่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อรับประทานทั้งเปลือก นอกจากนี้ ทั้งสองชนิดยังมีใยอาหารประเภทเพกทิน (Pectin) ซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ มีส่วนช่วยชะลอการดูดซึมสารอาหารบางชนิด และอาจช่วยดูแลระดับคอเลสเตอรอลได้ด้วย


🧿ปริมาณที่รับประทานสำคัญอย่างไร ?
• แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลตามธรรมชาติอยู่ด้วย การรับประทานในปริมาณมาก จึงอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้ สำหรับผู้ที่ต้องนับคาร์โบไฮเดรต สามารถใช้ปริมาณต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้น
✅ แอปเปิลลูกเล็ก 1 ผล ให้คาร์โบไฮเดรตประมาณ 15 กรัม
✅ องุ่นประมาณ 15 ผล ให้คาร์โบไฮเดรตใกล้เคียง 15 กรัม

ปริมาณจริงอาจแตกต่างกันตามขนาด และสายพันธุ์ของผลไม้
ผู้ที่ใช้หลักการจัดจานอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes Plate Method) สามารถจัดผลไม้ไว้ในสัดส่วนประมาณ 1 ใน 4 ของจาน โดยคำนึงถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตรวมในมื้อนั้นด้วย


🧿เคล็ดลับกินแอปเปิล และองุ่นให้เหมาะกับการควบคุมน้ำตาล
• หากต้องการรับประทานผลไม้ทั้งสองชนิด โดยใส่ใจระดับน้ำตาลในเลือด ลองปรับพฤติกรรมง่ายๆ ดังนี้
1. รับประทานคู่กับโปรตีนหรือไขมันดี
เช่น แอปเปิลคู่กับเนยถั่วไม่เติมน้ำตาลหรือองุ่นคู่กับอัลมอนด์ และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ การรับประทานร่วมกับอาหารชนิดอื่นอาจช่วยลดความเร็วในการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลหลังมื้ออาหารได้

2. เลือกผลไม้สดทั้งผล
ควรรับประทานแอปเปิล และองุ่นในรูปแบบผลสด มากกว่าน้ำผลไม้ เพราะยังได้รับใยอาหาร และต้องใช้เวลาในการรับประทานมากกว่า

3. ใส่ใจปริมาณที่กินในแต่ละครั้ง
ไม่ควรรับประทานผลไม้ปริมาณมากเพียงเพราะมีค่า GI ต่ำ แต่ควรพิจารณาปริมาณคาร์โบไฮเดรตรวมในแต่ละมื้อด้วย

4. เลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่เติมน้ำตาล
หากเลือกผลไม้แช่แข็งหรือผลไม้กระป๋อง ควรตรวจสอบฉลาก และเลือกชนิดที่ไม่เติมน้ำตาลหรือแช่ในน้ำเชื่อม


🧿สรุป : แอปเปิลได้เปรียบเรื่องไฟเบอร์ แต่กินองุ่นได้หรือไม่ ?
• หากเปรียบเทียบกันในด้านการดูแลระดับน้ำตาลในเลือด แอปเปิลมีข้อได้เปรียบเรื่องใยอาหารที่มากกว่า และมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าองุ่นเล็กน้อย จึงอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหาร อย่างไรก็ตาม องุ่นก็ยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ และผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้ ไม่จำเป็นต้องงด เพียงควบคุมปริมาณให้เหมาะสม

สิ่งสำคัญคือการเลือกรับประทานผลไม้สดทั้งผล ไม่กินมากเกินไป และพิจารณาปริมาณคาร์โบไฮเดรตโดยรวมในแต่ละมื้อ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรปรับปริมาณผลไม้ให้สอดคล้องกับแผนอาหาร และการตอบสนองของระดับน้ำตาลในเลือดของตนเอง

ที่มา : Sanook
ภาพประกอบ : Pixabay
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่