📌ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตกรรมการ กสทช.
"โจทย์สำคัญไม่ใช่การรักษาทีวีดิจิทัลไว้เหมือนเดิม แต่คือการสร้างระบบนิเวศสื่อที่แข่งขันได้ และตอบโจทย์โลกยุคใหม่"
กว่าสิบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิทัล การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ทำให้การแข่งขันในโลกสื่อไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในฐานะหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่อการปฏิรูปกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของประเทศไทย ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มองว่า หากประเมินผลการดำเนินนโยบายทีวีดิจิทัลตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภูมิทัศน์สื่อไทยก้าวออกจากข้อจำกัดของระบบเดิม และวางรากฐานให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีมากขึ้น
ดร.นที อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลในเวลานั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยีการส่งสัญญาณจากระบบแอนะล็อกเป็นดิจิทัล หากแต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างกิจการโทรทัศน์ทั้งระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี เพิ่มความหลากหลายของเนื้อหา และทำให้ทรัพยากรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เขามองว่า ก่อนยุคทีวีดิจิทัล ประเทศไทยมีจำนวนช่องโทรทัศน์จำกัด ภายใต้ระบบสัมปทานที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย ขณะที่การเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างการแข่งขันด้านคุณภาพรายการ และผลักดันให้ผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
จาก "การปฏิรูปสื่อ" สู่ "การปฏิรูประบบนิเวศสื่อ"
ดร.นทีอธิบายว่า ความสำเร็จประการแรก คือการปฏิรูปสื่อจากระบบสัมปทานที่รัฐเป็นผู้ครอบครอง มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้สื่อโทรทัศน์มีความหลากหลายและแข่งขันกันด้วยคุณภาพมากกว่าข้อจำกัดด้านโครงสร้าง ขณะเดียวกัน การจัดระเบียบกิจการโทรทัศน์ผ่านระบบทีวีดิจิทัล ยังช่วยยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรม ลดจำนวนผู้ประกอบการที่ขาดคุณภาพ และทำให้โทรทัศน์ดิจิทัลกลายเป็นสื่อหลักของประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้น และสามารถเลือกรับชมเนื้อหาได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย ความสะดวกสบายดังกล่าวทำให้บทบาทของโทรทัศน์เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่กระนั้น ดร.นทีเชื่อว่า ทีวีดิจิทัลไม่ได้กำลังเดินเข้าสู่ "ทางตัน" หากแต่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกครั้งหนึ่ง โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2572 ซึ่งใบอนุญาตประกอบกิจการจะสิ้นสุดลง
สำหรับดร.นที ปี 2572 ไม่ใช่ "จุดรีเซ็ต" ที่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นโอกาสในการออกแบบกติกาที่เหมาะสมกับภูมิทัศน์สื่อยุคใหม่ โดยยึดหลักว่า ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ควรได้รับโอกาสแข่งขันต่อไป ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น
ดร.นทีเสนอว่า ระบบใหม่ควรลดข้อกำหนดที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเลือกแนวทางดำเนินธุรกิจได้ตามศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกอากาศผ่านโครงข่ายภาคพื้นดิน การขยายสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ที่เผยแพร่ผ่านหลายช่องทาง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้ชมให้ความสำคัญไม่ใช่แพลตฟอร์ม แต่คือคุณภาพและความน่าเชื่อถือของเนื้อหา
“การต่อยอดจากบทเรียนในอดีต จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถออกแบบระบบใบอนุญาตและระบบกำกับดูแลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดภาระที่ไม่จำเป็นของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ โดยไม่ละทิ้งหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ” ดร.นที กล่าว
✅อ่านเพิ่มเติมได้ที่:
https://www.adteb.or.th/content/35222/
✅สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่:
https://drive.google.com/file/d/1ZKuCPddFq8Ekg1NoMkLKkf5L_QyKBOVP/view?usp=sharing
✅ อ่านหนังสือแบบ E-Book
https://anyflip.com/lioji/sjoj/
📌ติดตามเพจ สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล-ประเทศไทย
📌 เว็บไซต์ www.adteb.or.th
#ADTEB
#สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลประเทศไทย
#หนังสือRoadmapทีวีดิจิทัลทางรอดหรือทางตัน
#นทีศกุลรัตน์
#Roadmap
#ทีวีดิจิทัลทางรอดหรือทางตัน
อนาคตทีวีไทยหลังปี 2572 ไม่ใช่ "ทางตัน" หากกล้าออกแบบกติกาใหม่
"โจทย์สำคัญไม่ใช่การรักษาทีวีดิจิทัลไว้เหมือนเดิม แต่คือการสร้างระบบนิเวศสื่อที่แข่งขันได้ และตอบโจทย์โลกยุคใหม่"
กว่าสิบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิทัล การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ทำให้การแข่งขันในโลกสื่อไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในฐานะหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่อการปฏิรูปกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของประเทศไทย ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มองว่า หากประเมินผลการดำเนินนโยบายทีวีดิจิทัลตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภูมิทัศน์สื่อไทยก้าวออกจากข้อจำกัดของระบบเดิม และวางรากฐานให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีมากขึ้น
ดร.นที อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลในเวลานั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยีการส่งสัญญาณจากระบบแอนะล็อกเป็นดิจิทัล หากแต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างกิจการโทรทัศน์ทั้งระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี เพิ่มความหลากหลายของเนื้อหา และทำให้ทรัพยากรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เขามองว่า ก่อนยุคทีวีดิจิทัล ประเทศไทยมีจำนวนช่องโทรทัศน์จำกัด ภายใต้ระบบสัมปทานที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย ขณะที่การเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างการแข่งขันด้านคุณภาพรายการ และผลักดันให้ผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
จาก "การปฏิรูปสื่อ" สู่ "การปฏิรูประบบนิเวศสื่อ"
ดร.นทีอธิบายว่า ความสำเร็จประการแรก คือการปฏิรูปสื่อจากระบบสัมปทานที่รัฐเป็นผู้ครอบครอง มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้สื่อโทรทัศน์มีความหลากหลายและแข่งขันกันด้วยคุณภาพมากกว่าข้อจำกัดด้านโครงสร้าง ขณะเดียวกัน การจัดระเบียบกิจการโทรทัศน์ผ่านระบบทีวีดิจิทัล ยังช่วยยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรม ลดจำนวนผู้ประกอบการที่ขาดคุณภาพ และทำให้โทรทัศน์ดิจิทัลกลายเป็นสื่อหลักของประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้น และสามารถเลือกรับชมเนื้อหาได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย ความสะดวกสบายดังกล่าวทำให้บทบาทของโทรทัศน์เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่กระนั้น ดร.นทีเชื่อว่า ทีวีดิจิทัลไม่ได้กำลังเดินเข้าสู่ "ทางตัน" หากแต่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกครั้งหนึ่ง โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2572 ซึ่งใบอนุญาตประกอบกิจการจะสิ้นสุดลง
สำหรับดร.นที ปี 2572 ไม่ใช่ "จุดรีเซ็ต" ที่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นโอกาสในการออกแบบกติกาที่เหมาะสมกับภูมิทัศน์สื่อยุคใหม่ โดยยึดหลักว่า ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ควรได้รับโอกาสแข่งขันต่อไป ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น
ดร.นทีเสนอว่า ระบบใหม่ควรลดข้อกำหนดที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเลือกแนวทางดำเนินธุรกิจได้ตามศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกอากาศผ่านโครงข่ายภาคพื้นดิน การขยายสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ที่เผยแพร่ผ่านหลายช่องทาง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้ชมให้ความสำคัญไม่ใช่แพลตฟอร์ม แต่คือคุณภาพและความน่าเชื่อถือของเนื้อหา
“การต่อยอดจากบทเรียนในอดีต จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถออกแบบระบบใบอนุญาตและระบบกำกับดูแลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดภาระที่ไม่จำเป็นของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ โดยไม่ละทิ้งหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ” ดร.นที กล่าว
✅อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.adteb.or.th/content/35222/
✅สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่: https://drive.google.com/file/d/1ZKuCPddFq8Ekg1NoMkLKkf5L_QyKBOVP/view?usp=sharing
✅ อ่านหนังสือแบบ E-Book
https://anyflip.com/lioji/sjoj/
📌ติดตามเพจ สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล-ประเทศไทย
📌 เว็บไซต์ www.adteb.or.th
#ADTEB
#สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลประเทศไทย
#หนังสือRoadmapทีวีดิจิทัลทางรอดหรือทางตัน
#นทีศกุลรัตน์
#Roadmap
#ทีวีดิจิทัลทางรอดหรือทางตัน