ไปตรวจตาทีไร
ก็นั่งอ่านตัวหนังสือบนผนัง
ตัวใหญ่เห็นชัด ตัวเล็กเริ่มเบลอ
สุดท้ายก็ได้ค่าสายตาสั้น ยาว หรือเอียงกลับมา
หลายคนคิดว่าแค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว!
แต่ผมอยากบอกว่า...
มองเห็นตัวหนังสือชัด
ไม่ได้แปลว่าดวงตาของเราปกติทุกส่วนครับ
เพราะโรคตาบางชนิด
ช่วงแรกแทบไม่มีอาการอะไรเลย
อ่านหนังสือได้ ขับรถได้ ใช้ชีวิตได้ปกติ
แต่ข้างในดวงตาอาจเริ่มมีความผิดปกติแล้ว
โดยเฉพาะต้อหิน เบาหวานขึ้นตา
หรือโรคจอประสาทตาบางชนิด
ที่อาจทำให้การมองเห็นเสียหายถาวรได้
วันนี้ผมเลยอยากพาทุกคน
เข้าไปดูในห้องตรวจตากันครับ
ว่ามี 4 อย่างอะไรบ้างที่ควรรู้จัก
และแต่ละอย่างช่วยค้นหาโรคอะไรได้บ้าง
1. วัดความดันตา — ระวังต้อหินที่อาจไม่แสดงอาการ!
ใครเคยตรวจด้วยเครื่องที่มีลมเป่าเข้าตา
จนเผลอกะพริบตาตกใจบ้างครับ?
เครื่องนี้ใช้วัดความดันภายในลูกตา
ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินต้อหิน
เพราะความดันตาที่สูงเกินไป
อาจทำลายเส้นประสาทตาอย่างช้า ๆ
บางคนเริ่มสูญเสียการมองเห็นด้านข้าง
แต่ตรงกลางยังเห็นชัดเหมือนเดิม
กว่าจะรู้สึกว่ามองไม่เห็นบางส่วน
โรคก็อาจดำเนินไปมากแล้วครับ
โดยทั่วไปความดันตาที่มักพบอยู่ราว 10–21 mmHg
แต่ผมอยากย้ำว่า
ความดันตาปกติก็เป็นต้อหินได้
และความดันตาสูงก็ไม่ได้แปลว่าเป็นต้อหินทุกคน
จึงต้องดูเส้นประสาทตา
และผลตรวจอื่นประกอบด้วยครับ
2. ส่องเลนส์ตา — ต้อกระจกเริ่มขุ่นแล้วหรือยัง?
เคยรู้สึกไหมครับว่า
ช่วงหลังมองไฟรถตอนกลางคืนแล้วแสงฟุ้ง
หรือเปลี่ยนแว่นใหม่ก็ยังมองไม่ค่อยชัด
บางครั้งอาจไม่ใช่ปัญหาค่าสายตาอย่างเดียว
แต่อาจเกิดจากเลนส์ตาที่เริ่มขุ่นได้ครับ
เวลาไปตรวจ แพทย์จะใช้กล้องที่มีแสงส่อง
เรียกว่า Slit Lamp
เพื่อตรวจส่วนหน้าของดวงตา
ตั้งแต่กระจกตาไปจนถึงเลนส์ตา
ถ้าเลนส์ตาเริ่มขุ่น
ก็อาจเป็นสัญญาณของต้อกระจก
ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
แต่กล้องนี้ไม่ได้ดูเฉพาะต้อกระจกนะครับ
ยังช่วยพบความผิดปกติของกระจกตา
และส่วนอื่น ๆ ด้านหน้าลูกตาได้ด้วย
ที่สำคัญ ถ้ามองเห็นแย่ลงเรื่อย ๆ
อย่าคิดว่าแค่เพิ่มค่าสายตาก็พอ
ควรตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจนครับ
.
3. ตรวจจอประสาทตา — เบาหวานอาจทำร้ายตาโดยไม่รู้ตัว!
ข้อนี้ผมอยากให้คนที่เป็นเบาหวาน
และคนในครอบครัวอ่านให้ดีครับ
เพราะเบาหวานขึ้นตาระยะแรก
บางคนยังมองเห็นชัดมาก
ไม่มีอาการปวดหรือเคืองตาเลย
แต่หลอดเลือดเล็ก ๆ ในจอประสาทตา
อาจเริ่มเสียหายแล้ว
การตรวจจอประสาทตา
แพทย์อาจหยอดยาขยายม่านตา
แล้วส่องดูหรือใช้กล้องถ่ายภาพจอประสาทตา
เพื่อหาจุดเลือดออก หลอดเลือดผิดปกติ
หรือความผิดปกติบริเวณจุดภาพชัด
นอกจากเบาหวานขึ้นตาแล้ว
ยังช่วยตรวจพบโรคจอประสาทตาอื่น ๆ
รวมถึงความเสื่อมของจุดภาพชัดในผู้สูงอายุได้
ตามคำแนะนำ ADA ปี 2026
คนที่เพิ่งทราบว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
ควรได้รับการตรวจตาแบบครอบคลุม
ตั้งแต่ช่วงที่วินิจฉัยโรคครับ
แม้ยังมองเห็นได้ตามปกติก็ตาม
.
4. ตรวจขั้วประสาทตาและลานสายตา — เห็นตรงกลางชัด แต่ด้านข้างอาจเริ่มหาย!
ลองมองตรงไปข้างหน้าครับ
โดยไม่หันหน้าไปไหน
เรายังพอมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านข้างได้ใช่ไหม?
นั่นเป็นส่วนหนึ่งของลานสายตาครับ
ปัญหาคือโรคอย่างต้อหิน
อาจทำให้ลานสายตาบางส่วนเสียไปทีละน้อย
โดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันสังเกต
แพทย์จึงต้องตรวจขั้วประสาทตา
ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นประสาทนำภาพ
จากดวงตาไปยังสมอง
ถ้าสงสัยความผิดปกติ
อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น
• Visual Field Test — ตรวจว่ามองเห็นบริเวณต่าง ๆ ของลานสายตาได้ดีแค่ไหน
• OCT — ใช้ภาพสแกนช่วยดูชั้นเส้นใยประสาทตาและโครงสร้างภายในตาอย่างละเอียด
การตรวจเหล่านี้ช่วยประเมิน
และติดตามโรคต้อหินหรือโรคประสาทตาบางชนิด
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคน
ต้องทำ OCT หรือวัดลานสายตาทุกครั้งนะครับ
แพทย์จะเลือกตามความเสี่ยงและผลตรวจเบื้องต้น
.
แล้วใครบ้างที่ควรใส่ใจตรวจตาเป็นพิเศษ?
ผมอยากให้ลองเช็กตัวเองและคนในบ้านครับ
• คนที่เป็นเบาหวาน — ควรตรวจจอประสาทตาตามกำหนด แม้ไม่มีอาการ เพราะเบาหวานขึ้นตาอาจเริ่มก่อนมองเห็นผิดปกติ
• คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน — ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง เพราะมีโอกาสเป็นโรคมากขึ้น
• คนที่อายุมากขึ้น — ควรตรวจสุขภาพตาตามความเหมาะสม เพราะความเสี่ยงต้อกระจก ต้อหิน และโรคจุดภาพชัดเพิ่มขึ้นตามอายุ
• คนที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางชนิด — เช่น เบาหวาน หรือใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง ควรแจ้งแพทย์ เพราะอาจมีผลต่อสุขภาพตา
• คนที่มีอาการผิดปกติฉับพลัน — เช่น เห็นแสงวาบ จุดดำลอยเพิ่มขึ้นทันที เห็นเหมือนม่านบังตา หรือมองเห็นลดลงเฉียบพลัน ควรรีบพบจักษุแพทย์ ไม่ต้องรอวันนัด
แล้วถ้าอยากดูแลดวงตาทุกวัน ควรเริ่มจากอะไร?
นอกจากการตรวจตาให้เหมาะกับความเสี่ยง
ผมอยากให้ดูแลดวงตาระหว่างวันด้วยครับ
โดยเฉพาะคนที่ใช้มือถือหรือคอมพิวเตอร์บ่อย
• ใช้กฎ 20-20-20 — ทุก 20 นาทีที่จ้องจอ ให้มองไกลประมาณ 20 ฟุต หรือ 6 เมตร นานอย่างน้อย 20 วินาที ช่วยพักการเพ่งและลดอาการล้าตา
• กะพริบตาให้บ่อยขึ้น — เวลาเราจ้องมือถือมักกะพริบตาน้อยลง จึงอาจเกิดอาการตาแห้ง แสบตา หรือตามัวชั่วคราวได้ ลองกะพริบตาให้เต็มที่เป็นระยะ
• ปรับหน้าจอให้สบายตา — ลดความสว่างไม่ให้จ้ากว่าแสงรอบตัวมากเกินไป เพิ่มขนาดตัวหนังสือ และอย่าถือมือถือใกล้ตาจนเกินไป
• เปิดโหมดถนอมสายตาตอนกลางคืน — ลองใช้ Night Shift หรือ Eye Comfort เพื่อปรับจอเป็นโทนสีอุ่นได้ แต่โหมดนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าป้องกันโรคจอประสาทตา สิ่งสำคัญกว่าคือพักจากหน้าจอและลดการเล่นมือถือก่อนนอน
• กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา — เช่น ผักใบเขียวที่มีลูทีนและซีแซนทีน แครอต ฟักทอง และปลาที่มีโอเมก้า-3 ช่วยให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพตา แต่ไม่ได้ป้องกันโรคตาทุกชนิดได้แน่นอน
• ใส่แว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง — เลือกแว่นที่ป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้ 99–100% เพื่อช่วยลดการสัมผัสรังสี UV ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคตาบางชนิด
• นอนให้เพียงพอ — ถ้าจ้องจอทั้งวันแล้วยังเล่นมือถือจนดึก ตาก็อาจล้าและแห้งมากขึ้น การพักผ่อนให้พอและลดหน้าจอก่อนนอนช่วยดูแลทั้งความสบายตาและคุณภาพการนอนครับ
วิธีเหล่านี้ช่วยลดอาการล้าตา
และสนับสนุนสุขภาพตาในชีวิตประจำวันได้
แต่ไม่สามารถทดแทนการตรวจหาโรคตา
ที่อาจไม่มีอาการในระยะแรกนะครับ
ครั้งหน้าถ้าไปตรวจตา
อย่าเพิ่งคิดว่าอ่านตัวหนังสือบนผนังชัด
แล้วดวงตาจะไม่มีปัญหาอะไรครับ
เพราะการวัดสายตาสั้น ยาว หรือเอียง
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจเท่านั้น
ยังมีทั้งความดันตา เลนส์ตา จอประสาทตา
และเส้นประสาทตาที่ควรประเมินตามความเสี่ยง
บางโรคไม่ทำให้เราเจ็บตา
ไม่ทำให้ตาแดง และไม่ได้เริ่มจากภาพเบลอเสมอไป
ผมอยากให้ดูแลดวงตาตั้งแต่วันที่ยังมองเห็นชัดครับ
เพราะโรคตาหลายชนิด ถ้าพบเร็วและรักษาเหมาะสม
ก็มีโอกาสชะลอหรือป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้
ดีกว่ารอจนมีปัญหาแล้วค่อยมาตรวจ
Cr. FBหมอเจด
ตรวจตาอย่าดูแค่สั้น–ยาว! 4 อย่างนี้ช่วยเจอโรคก่อนมองไม่เห็น