พึ่งเรียนจบ อยากหางาน แต่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงคนเดียว ควรทำอย่างไรดีคะ

หนูเครียดค่ะ อายุ 22 ปี เพิ่งเรียนจบและกำลังหางาน หนูรับงานฟรีแลนซ์ตัดต่อวิดีโอด้วย (แต่ตอนนี้มีภาวะ Burnout เวลางานใกล้ถึงเดดไลน์ก็รู้สึกเฉยๆ เหมือนชินไปแล้ว และไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้นานๆ)
หนูอาศัยอยู่บ้านป้ากับพี่สาวตั้งแต่ปี 1 จนเรียนจบปี 4 เพื่อเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงที่หนูกำลังได้รับการติดต่อให้ไปสัมภาษณ์งาน ป้าของหนูอายุ 69 ปีเกิดล้มป่วยจากโรคหลอดเลือดสมอง จนต้องนอนติดเตียงและมีข้อจำกัดในการช่วยเหลือตัวเอง
ป้าไม่มีสามีและลูก ญาติคนอื่นก็ไม่มีใครสามารถมาดูแลได้ นอกจากหนู เพราะญาติหลายคนมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์และเงินกับป้า จนป้าไม่ค่อยติดต่อกับญาติฝั่งอื่นแล้ว พ่อแม่ของหนูอยู่ต่างจังหวัด พ่อก็ป่วยเป็นโรคเดียวกับป้า ส่วนแม่ต้องขายของและช่วยดูแลพ่อ ซึ่งภายหลังแม่ก็ตรวจพบว่ามีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบอีก
ตอนนั้นคนในครอบครัวและเพื่อนของป้าต่างก็กดดันให้หนูเลือกดูแลป้า พี่สาวหนูทำงานประจำอยู่แล้ว และไม่มีใครอื่นที่สามารถมาดูแลป้าได้ หนูเครียดมาก เพราะกำลังจะเสียโอกาสทำงานที่ตัวเองอยากทำ ทั้งที่อุตส่าห์หางานจนมีโอกาสได้สัมภาษณ์แล้ว แต่สุดท้ายหนูก็ทำอะไรไม่ได้ จึงยอมรับหน้าที่ดูแลป้า เพราะต้องเป็นเด็กดีด้วยความไม่เต็มใจและอยากให้แม่มีความสุข
จนถึงตอนนี้ หนูดูแลป้ามาได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว อาการของป้ายังไม่ดีขึ้นมากนัก แต่เริ่มเดินโดยใช้ Walker ได้เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ถ้าเดินมาก ๆ จะมีอาการมึนหัว บ้านหมุน และอาเจียน

หนูต้องหยุดหางาน เพราะถ้าหนูไม่อยู่ก็จะไม่มีคนดูแลป้า ส่วนงานฟรีแลนซ์ที่รับไว้ก็ทำได้ไม่เต็มที่เลยหยุดทำ เพราะไม่มีสมาธิและมักถูกเรียกให้ไปทำอย่างอื่นอยู่เกือบตลอดเวลา หนูรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง ทั้งหางานประจำไม่ได้และทำงานที่รับจ้างมาก็ไม่เสร็จตามที่ควรจะเป็น
นอกจากหน้าที่ดูแลป้าแล้ว หนูยังต้องรับมือกับเพื่อนของป้าที่มาเยี่ยมบ้าน บางครั้งพวกเขาส่งเสียงดังและรบกวนเวลาทำงานของหนู ถ้าหนูไม่พูดคุยด้วย ป้าก็จะบ่น หนูยังเคยโดนเพื่อนป้าตำหนิว่าอืดอาดยืดยาด ทั้งที่หนูต้องจัดการหลายอย่างพร้อมกัน และบางครั้งก็ถูกล้อเลียนต่อหน้าคนอื่น สิ่งเหล่านี้บั่นทอนจิตใจหนูมาก หนูพยายามปล่อยผ่าน แต่ต้องเจอสถานการณ์แบบนี้อยู่เรื่อยๆ
หนูเครียดและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ป้าจะดีขึ้นจนกลับมาเดินและใช้ชีวิตได้ตามปกติ หนูอยากกลับไปหางานทำ อยากมีรายได้ และอยากย้ายออกไปใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง

ความจริงแล้วหนูกับป้าไม่ได้สนิทกันมาก่อน หนูค่อนข้างกลัวป้าและรู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลงจากการอยู่ด้วยกัน หนูต้องระวังคำพูดและการกระทำของตัวเองตลอดเวลา เหมือนต้องเดินบนเปลือกไข่ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรผิดหรือทำอะไรให้ป้าไม่พอใจอีกหรือเปล่า
วันหนึ่งหนูจึงตัดสินใจคุยกับป้าว่า หลังจากพาป้าไปพบแพทย์และได้ทราบแผนการรักษาแล้ว หนูตั้งใจจะเริ่มหางาน เก็บเงิน และเตรียมตัวย้ายออกหลังช่วงปีใหม่ เพราะหนูรู้สึกว่าถ้าใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปโดยไม่มีแผนรองรับ หนูจะไม่มีทางสร้างอนาคตของตัวเองได้เลย หนูอยากหาเงินใช้หนี้ กยศ. ให้เร็วที่สุด และเก็บเงินเพื่อสมัครทุนไปเรียนต่อต่างประเทศในอนาคต
แต่ป้าบอกว่าจะย้ายไปอยู่บ้านพ่อแม่หนูที่ต่างจังหวัด แล้วให้หนูไปดูแลต่อที่นั่น เพราะป้าไม่อยากอยู่คนเดียวและไม่อยากให้หนูย้ายออก
หนูไม่อยากให้แม่ต้องลำบากไปมากกว่านี้ เพราะแม่เองก็มีภาระหลายอย่างอยู่แล้ว แต่หนูก็เหนื่อยมากกับการอยู่บ้านนี้ หนูไม่มีความสุขและรู้สึกเหมือนต้องเป็นที่รองรับอารมณ์ของคนในบ้าน รวมถึงต้องรับผิดชอบดูแลป้าแทบจะคนเดียว

ทุกวันนี้ป้ายังคงพยายามโน้มน้าวให้หนูอยู่ดูแลต่อ ส่วนแม่ก็ไม่อยากให้หนูทำอะไรที่อาจทำให้คนอื่นมองหนูไม่ดี หนูจึงรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีทางเลือก ทั้งที่หนูคิดว่าการดูแลคนป่วยไม่ควรเป็นหน้าที่ของคนคนเดียว โดยเฉพาะเมื่อยังมีญาติคนอื่นอยู่ แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระอย่างจริงจัง
อีกเรื่องที่ทำให้หนูเครียดคือเรื่องเงิน ป้าไม่ได้มีเงินมากเท่าที่คนอื่นคิด หนูประเมินว่าหากต้องจ้างคนมาดูแลหรือไปอยู่บ้านพักคนชรา เงินที่มีอาจรองรับค่าใช้จ่ายได้เพียงประมาณ 2-3 ปี โดยยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาลในอนาคต ทำให้หนูยิ่งกังวลว่าท้ายที่สุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น และใครจะเป็นคนรับผิดชอบ
ก่อนหน้านี้ป้าเคยไล่หนูออกจากบ้านและบอกให้รีบไปหางานทำ อีกทั้งเคยโพสต์ขายบ้านเพื่อหาเงินรักษาตัวเองตามความคิดเห็นของเพื่อน พร้อมบอกให้หนูกับพี่สาวเตรียมย้ายออก เพราะป้าจะไปอยู่บ้านพักคนชรา

สิ่งที่ทำให้หนูเสียใจมากคือ ป้าไม่ได้ปรึกษาหนูกับพี่สาวหรือคนในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้าน แต่กลับไปพูดคุยและตัดสินใจเรื่องสำคัญกับคนนอก โดยให้เหตุผลว่าครอบครัวไม่เคยให้อะไรป้า ป้าบอกว่าอยากให้หนูไปเริ่มต้นชีวิต แต่ก็ตำหนิหาว่าดูแลเขาแค่นี้ก็ทำไม่ได้ เขายังดูแลแม่เขาตั้ง5ปี (ถ้าเป็นแม่หนูเอง หนูยินดีดูแลแม่ค่ะ หนูรักแม่หนูมาก) ตอนนั้นหนูนอนร้องไห้ เพราะตัวเองยังไม่มีงาน ไม่มีเงิน และไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหนหากถูกไล่ออกจากบ้านจริงๆ
แต่วันถัดมาป้ากลับบอกว่าจะไม่ขายบ้านแล้ว แม้เรื่องจะเปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกของหนูในวันนั้นก็พังทลายไปแล้ว
ตอนนี้หนูสับสนมากค่ะ หนูรู้ว่าป้าเป็นคนป่วยและต้องการคนดูแล แต่หนูก็มีชีวิตของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน หนูไม่ได้อยากทอดทิ้งป้า แต่หนูก็ไม่อยากเสียโอกาสในชีวิตไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไม่มีงาน ไม่มีเงินเก็บ และไม่สามารถทำตามความฝันของตัวเองได้

หนูควรทำอย่างไรดีคะ มีใครเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างดูแลคนในครอบครัวกับอนาคตของตัวเองบ้างไหมคะ หนูอยากรู้ว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร โดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับทุกคนตลอดเวลา และจะเริ่มต้นสร้างชีวิตของตัวเองใหม่ได้อย่างไร ในเมื่อภาระที่บ้านยังไม่มีใครช่วยแบ่งเบาอย่างจริงจัง
แก้ไขข้อความเมื่อ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 2
ป้าก็นะไม่มีความรับผิดชอบส่วนเพื่อนๆ ของป้าที่มาพูดแซะหรือกดดันถือเป็นพวกชาวบ้านที่ไม่มีความรับผิดชอบเหมือนกัน พวกนี้ไม่ได้ออกเงินหรือลงแรงมาช่วยดูแลแม้แต่บาทเดียวคำพูดของคนกลุ่มนี้จึงไม่มีค่าที่ต้องเอามาใส่ใจหรอก

ตอนนี้  22  มันเป็นช่วงสร้างโปรไฟล์สะสมประสบการณ์ สร้างฐานทางการเงิน แล้วถ้าต้องหยุดเพื่อไปดูแลผู้ป่วยติดเตียงคนเดียวนอกจากจะทำให้เกิดภาวะ burnout และสุขภาพจิตพัง  ทีนี้นะอีก 3–5 ปีข้างหน้าถ้าป้าตาย จขกท จะกลายเป็นคนที่ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีประสบการณ์ทำงานติดตัว และหางานยากขึ้นแน่นอนมันเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีใครรับผิดชอบแทนได้เลย

         คือในเมื่อป้ามีเงินก้อนของตัวเองที่ประเมินแล้วว่าสามารถจ้างคนดูแลหรือไปอยู่บ้านพักคนชราได้ 2-3 ปีการบังคับให้หลานต้องทนอยู่ดูแลคนเดียวโดยไม่ยอมใช้เงินก้อนนั้นถือเป็นการผลักภาระที่ไม่ยุติธรรม  สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตและการสร้างอนาคตเป็นของตัวเราเองไม่ใช่หน้าที่ของหลานคนเดียวที่จะต้องมาเสียสละทั้งชีวิตเพื่อเฝ้าคนป่วย

           คำถามคือตัวหนูกล้าแค่ไหน ลองกำหนดวันที่ตัวเองจะเริ่มหางานและย้ายออกให้แน่นอน (เช่น อีก 1-2 เดือน) เพื่อให้เวลาฝั่งครอบครัวเตรียมตัว ยื่นเงื่อนไขให้ใช้เงินป้าจ้างศูนย์ดูแล คุยกับพี่สาวและญาติผู้ใหญ่ด้วยตัวเลขตรงๆ ว่า เงินของป้ามีพอสำหรับการจ้างคนดูแลแบบเดย์แคร์ หรือส่งเข้าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ก็ต้องยืนยันเสียงแข็งไปว่าจะกลับไปทำงานเต็มเวลาเพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเอง+ใช้หนี้ กยศ

          ส่วนเสียงจากนอกนะถ้ามาพูดให้ฟังก็ตอบไปเลยว่า  "ถ้าเห็นว่าหนูทำได้ไม่ดี รบกวนช่วยมาดูแลแทนหรือช่วยลงเงินจ้างพยาบาลพิเศษได้เลยค่ะ"  แล้วก็ย้ายออกไปตั้งหลักกับพี่สาวหรือหางานต่างจังหวัดถ้าหากป้าไม่ยอมที่จะจ้างคนดูแลและยังใช้คำขู่ไล่ออกจากบ้านให้ถือโอกาสนั้นในการเก็บข้าวของย้ายออกตามคำขู่นั้นเลย แต่ก็นั่นละตัวหนูจะทำได้รึเปล่าพร้อมรึยัง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่