Uniglo กับการทำธุรกิจแบบมีคุณธรรม

กระทู้สนทนา
              ในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ในฐานะรองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ไปประชุม ณ กรุงกรุงโตเกียว ที่ The Association for Overseas Technical Cooperation and Sustainable Partnerships, 海外産業人材育成協会東京研修センター 1 Chome-30 Senjuazuma, อะดะชิ โตเกียว [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/1957826004586109171#]ญี่ปุ่น[/url] ได้เรียนรู้กรณีศึกษา Uniglo
 

ปัจจุบัน Uniqlo (ยูนิโคล่) กำลังเผชิญกับความท้าทายและประเด็นปัญหาสำคัญหลายด้าน ดังนี้:
              ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและค่าเงินเยนอ่อนค่า: ยูนิโคล่ในญี่ปุ่นมีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า (เช่น ในเดือนพฤศจิกายน 2026) เนื่องจากต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากค่าเงินเยนที่ผันผวน
              ความกังวลเรื่องนโยบายภาษีสหรัฐฯ: ทาดาชิ ยานาอิ (Tadashi Yanai) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fast Retailing (บริษัทแม่ของ Uniqlo) เคยแสดงความกังวลว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้แบรนด์ต้องเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้าในตลาดสหรัฐฯ ด้วย
              แรงกดดันจากการขยายสาขาที่เร็วเกินไป: นักวิเคราะห์เคยออกมาเตือนถึงความเสี่ยงในการขยายสาขาใหม่จำนวนมาก (เช่น แผนเปิดร้าน 40 แห่งต่อปี) ซึ่งอาจเพิ่มภาระด้านการจัดการและต้นทุนดำเนินงาน
              ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการบอยคอตในอดีต:ยูนิโคล่เคยได้รับผลกระทบจากกระแสชาตินิยมและการบอยคอตสินค้าญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ รวมถึงเหตุประท้วงในฮ่องกง ซึ่งเคยทำให้ยอดขายในต่างประเทศดิ่งลงและต้องปิดสาขาสำคัญ เช่น สาขาเมียงดงในเกาหลีใต้
ปัญหาคุณภาพสินค้าในบางกลุ่ม: มีเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคในต่างประเทศ (เช่น ในสวีเดน) ว่าเสื้อผ้าบางประเภท เช่น เสื้อไหมพรม อาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพเนื้อผ้าที่หดหรือเสียทรงง่ายหลังการซัก
 

Uniglo มีปัญหาเรื่องแรงงานอย่างไร
              Uniqlo และบริษัทแม่ Fast Retailing เผชิญกับประเด็นและข้อพิพาทด้านแรงงานที่สำคัญหลายประการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยสรุปออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้ครับ:
              1. ข้อกล่าวหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ (ซินเจียง)
              นี่คือประเด็นด้านแรงงานที่รุนแรงที่สุดของแบรนด์ เนื่องจากข้อกล่าวหาว่ากระบวนการผลิตผ้าฝ้ายในภูมิภาคซินเจียง ประเทศจีน มีความเกี่ยวโยงกับการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์
              การสั่งระงับสินค้าในสหรัฐฯ: ศุลกากรของสหรัฐฯ เคยสั่งระงับการนำเข้าเสื้อเชิ้ตฝ้ายของ Uniqlo เนื่องจากทางแบรนด์ไม่สามารถยื่นเอกสารหลักฐานที่เพียงพอ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน
              การตรวจสอบทางกฎหมายในฝรั่งเศส: หน่วยงานฝรั่งเศสได้เปิดการสอบสวน Uniqlo และแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอื่น ๆ ในข้อหาปกปิดการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการใช้แรงงานบังคับ แม้ว่า Uniqlo จะออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่าบริษัทไม่มีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม
              2. ปัญหาสภาพการทำงานในโรงงานซัพพลายเออร์ (ต่างประเทศ)
              ในฐานะแบรนด์ Fast Fashion ที่พึ่งพาโรงงานรับจ้างผลิตในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา Uniqlo ต้องรับมือกับปัญหาจริยธรรมในโรงงานพันธมิตร:
              การถอนตัวออกจากเมียนมา: Uniqlo ตัดสินใจประกาศถอนธุรกิจและการลงทุนออกจากประเทศเมียนมา หลังจากพบว่าโรงงานรับจ้างผลิตในพื้นที่ มีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง กดค่าแรง และมีสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารและความไม่สงบทางการเมือง
              ปัญหาล่วงเวลาและสุขอนามัยในจีน: รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชน (เช่น Human Rights Now) เคยตรวจสอบพบว่าโรงงานซัพพลายเออร์ของ Uniqlo ในจีนมีการบังคับทำงานล่วงเวลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (สูงถึง 112–156 ชั่วโมงต่อเดือน) รวมถึงพบปัญหาด้านความปลอดภัยในโรงงาน เช่น [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/1957826004586109171#]อุณหภูมิ[/url]ที่ร้อนจัด และความเสี่ยงจากสารเคมี
              3. การจัดการแรงงานหน้าร้าน และภาวะขาดแคลนแรงงาน
              ปัญหาการจัดการและวัฒนธรรมองค์กร: อดีตพนักงานในบางสาขา (เช่น [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/1957826004586109171#]สหรัฐอเมริกา[/url]) ได้สะท้อนมุมมองเชิงลบผ่านคอมมูนิตี้ออนไลน์ ว่าระบบบริหารจัดการหน้าร้านมีความตึงเครียดสูง พนักงานเผชิญแรงกดดันอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายยอดขาย และละเลยความสุขของพนักงาน
              วิกฤตขาดแคลนแรงงานและมาตรการปรับขึ้นค่าจ้าง: จากปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในญี่ปุ่นและสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลง Uniqlo ต้องรับมือกับความท้าทายในการแย่งชิงและรักษาแรงงานฝีมือดี ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องประกาศขึ้นเงินเดือนพนักงานในญี่ปุ่นสูงสุดถึง 40% และทยอยปรับขึ้นค่าจ้างพนักงานในประเทศจีนสูงสุดถึง 44% ในเมืองใหญ่ เพื่อดึงดูดแรงงานให้เพียงพอกับการขยายสาขา
              (ข้อมูลบางส่วนจาก AI)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่