มีกระแสขึ้นเป็นระยะๆ โพนทะนาว่าน้ำทะเลจะท่วมกรุงเทพมหานครในอีก 30 ปีข้างหน้า ทำให้ชาวบ้านกลัวจน "ขี้ขึ้นสมอง" เรามาดูกันว่าประเทศอื่นเขาคิดถึงเรื่องนี้อย่างไรบ้าง จะส่งผลต่ออสังหาริมทรัพย์อย่างไรบ้าง ที่สำคัญเราต้องมองออกไปรอบบ้าน อย่าให้นักวิทย์ฯ ไทยบางคน หลอกเราได้
สิงคโปร์ สำนักงานเลขาธิการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแห่งชาติ (National Climate Change Secretariat) ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา น้ำทะเลขึ้นปีละ 1.2-1.7 มิลลิเมตร ตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมา ([url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]http://bit.ly/1xPXdqm[/url]) บัดนี้ผ่านมา 45 ปี หากเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.5 มิลลิเมตร ก็เท่ากับเพิ่มขึ้น 67.5 มิลลิเมตร (หรือ 6.75 เซนติเมตร หรือ 0.675 เมตร) ซึ่งก็พอๆ กับประเทศไทย ไม่ได้ขึ้นมากหรือน้อยกว่ากันนัก
นี่แสดงว่าหากมีการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล 2 เมตร (2,000 มิลลิเมตร) ในอีก 20 ปีข้างหน้า (ซึ่งเป็นไปไม่ได้ดังที่นักวิทย์ฯ ไทยโพทะนา) ป่านนี้สิงคโปร์คงเต้นเป็นเจ้าเข้าไปแล้ว ผมไปดูงานที่สิงคโปร์มาตั้งแต่ปี 2538 พบว่าที่สิงคโปร์ เขาวางแผนระยะยาว 20, 30 แต่เดี๋ยวนี้วางแผนไปถึง 50 ปีล่วงหน้าแล้ว และอาจถึง 100 ปีล่วงหน้าในไม่ช้านี้ ถ้าสิงคโปร์ "บ้าจี้" เหมือนที่ไทยโดนนักวิทย์ฯ "เป่าหู" ป่านนี้ก็คงสร้างกำแพงรายล้อมสิงคโปร์ไว้แล้วอย่างแน่นอน แต่นี่เขาเฉยมากเลย
มาเลเซีย ทีนี้มาดูการคาดการณ์ของมาเลเซียกันบ้าง มีการคาดการณ์กันว่าในปี 2643 หรือ (ค.ศ.2100) หรืออีก 83 ปีข้างหน้า น้ำทะเลในบริเวณรอบๆ ประเทศมาเลเซียจะขึ้นแน่นอน แต่ไม่ได้ขึ้น 2 เมตร 10 เมตร 20 เมตร หรือมากกว่านั้นตามที่นักวิทย์ฯ ไทยกล่าวอ้าง (ส่งเดช) แต่อย่างใด แต่จะขึ้น 0.253 เมตร หรือ 25.3 เซ็นติเมตร บริเวณใกล้ๆ กังสิงคโปร์ จนถึงประมาณ 1.604 เมตร ในบริเวณเกาะบอร์เนียว ใกล้ๆ กับบรูไน ([url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]http://bit.ly/2sxeFWS[/url]) ทั้งนี้คงเป็นเพราะแถวนั้นมีการสูบน้ำมันออกมาขายมากเป็นพิเศษหรืออย่างไร
จะสังเกตได้ว่าบริเวณแถวสงขลา-ปัตตานี น่าจะมีน้ำทะเลขึ้นสูงเฉลี่ยราว 40 เซนติเมตร ภายในเวลา 83 ปีข้างหน้า ไม่ใช่ 2-20 เมตรแบบที่เราได้รับการ "กรอกหู" มาโดยนักวิทย์ฯ ไทย แสดงว่าอะไรได้อีกนอกจากจะบอกว่า "ย.ห." (อย่าห่วง) ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เหลียวแลปัญหาแบบนี้ แต่ว่าอย่าได้ถูกปั่นหัวให้กลัวจน "ขี้ขึ้นสมอง" หรือ "กลัวเป็นบ้าเป็นหลัง" ไปก็แล้วกัน ต้องใช้วิจารณญาณ หาไม่คนไทยเราก็จะถูกหลอกเรื่อยไปนั่นเอง
กัมพูชา ณ นครสีหนุวิลล์ องค์การสหประชาชาติ (UN HABITAT) ได้จัดทำรายงานขึ้นชิ้นหนึ่ง ([url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]http://bit.ly/2rYe9o0[/url]) ระบุว่าในปี 2568 (ค.ศ.2025) น้ำทะเลขึ้นจะมีผลต่อเรือประมงในระดับเล็กน้อย ต่อที่อยู่อาศัยในระดับปานกลาง ต่อการกัดเซาะรุนแรง ต่อถนนหนทางในระดับปานกลาง แต่ในรายงานไม่ได้มีรายละเอียดผลการสำรวจมากนัก แต่จากการไปสังเกตการณ์ของผมเองในปี 2559 พบว่าที่นครสีหนุวิลล์แห่งนี้ มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ชายฝั่งก็สวยงาม ไม่พบการกัดเซาะรุนแรงแต่อย่างใด
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเซีย หรือ Asian Development Bank ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบกว่า ในรอบ 120 ปี (พ.ศ.2443 - 2563) ส่วนใหญ่น้ำทะเลขึ้นเพียงเล็กน้อย ดังนี้:
- นครแคนตอน ประเทศคีริบาติ น้ำทะเลเพิ่มขึ้นราว 7 เซนติเมตร
- นครมุมไบ ประเทศอินเดีย น้ำทะเลเพิ่มราว 10 เซนติเมตร
- ประภาคารรัฟเฟิล สิงคโปร์ น้ำทะเลเพิ่มขึ้นราว 10 เซนติเมตร
- นครดาเวา ประเทศฟิลิปปินส์ น้ำทะเลเพิ่มราว 60 เซนติเมตร
- นครนากาซากิ ประเทศญี่ปุ่น น้ำทะเลเพิ่มขึ้นราว 20 เซนติเมตร
- นครเซียะเหมิน ประเทศจีน น้ำทะเลเพิ่มราว 13 เซนติเมตร
โดยนัยนี้จึงไม่ต้องตกอกตกใจไปมากเป็นพิเศษแต่อย่างใด การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลนั้น เป็นไปอย่างช้า ๆ ต่อให้น้ำแข็งจากขั้วโลกทั้งสองขั้วละลายหมด ก็เพิ่มปริมาณน้ำขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากปริมาณน้ำที่ขั้วโลกมีไม่ถึง 1% ของน้ำทั่วโลก เพราะปริมาณน้ำที่เป็นรูปของน้ำแข็งและหิมะ มีเพียง 1.7% ของน้ำทั้งโลก ถ้าในกรณีน้ำที่อยู่ทั่วขั้วโลก จึงน่าจะมีไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำไป ([url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]https://on.doi.gov/1K4gY8U[/url]) ดังนั้นจึงอย่าไปเชื่อคำโพทะนาว่าน้ำจะท่วมโลกแต่อย่างใด
หลายคนเน้นใช้ความรู้สึกมาบอกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ รุนแรงขึ้น แต่ความจริงก็คือ พายุหมุนเขตร้อนที่เข้ามาในประเทศไทยมีปริมาณลดลงตลอดในช่วงปี 2494-2549 รวมทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง พ.ศ.2539-2549 ก็ไม่แตกต่างกันเลย ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับลดลงนับแต่ปี 2483 ที่สำรวจ ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล มักทำให้คิดตรงข้ามกับความจริง และมักจะรีบเชื่อเมื่อมีผู้ทำให้ตกใจ ([url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]http://bit.ly/2qULCzn[/url])
ส่วนที่เห็นน้ำท่วมโบสถ์วัดขุนสมุทรนั้น คงเป็นเพราะการทรุดตัวของดินจากผลของการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด การทำลายป่าชายเลน การพังทลายของตลิ่งและอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด เป็นธรรมชาติรอบอ่าวไทย ที่บางส่วนของพื้นที่อาจถูกกัดเซาะ บางบริเวณก็กำลังเกิดที่งอก ในสมัยโบราณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นทะเลทั้งหมด ทุกวันนี้ใต้ท้องนาในจังหวัดอยุธยา ยังขุดทรายมาขายกันได้เป็นล่ำเป็นสัน วัดเจดีย์หอยที่อำเภอลาดหลุมแก้ว [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]ปทุมธานี[/url] ก็ยังพบเปลือกหอยทะเลมากมาย แค่น้ำทะเลกัดเซาะวัดขุนสมุทรและบริเวณใกล้เคียงเพียงเท่านี้ ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการเกิดภาคกลางของประเทศไทยแต่อย่างใด ในประเทศไทยของเรา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยังเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และเอ็นโซ ตามกระแสน้ำอุ่น แต่กลับมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ ([url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]http://bit.ly/2rI3s7T[/url])
ผมเพียงมุ่งตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อที่ขาดจรรยาบรรณ ทำให้สังคมขาดความรอบรู้และเกิดการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เราควรมีเวทีการถกเถียงเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่สักแต่เชื่อกันด้วยศรัทธาอย่างมืดบอดอันถือเป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและปัญญา-ความรู้ของประชาชนในระยะยาว
การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัวถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือการป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจนตามหลักธรรมกาลมสูตรก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ
การบิดเบือนความจริงเคยส่งผลเสียหายมากมายมาแล้ว เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคมมักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยวข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป
การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ยังอาจถือเป็นการเบี่ยงประเด็นสาระสำคัญของปัญหาในโลกนี้ อันได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ทุกวัน การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้ด้อยโอกาส สงครามและการก่อการร้าย อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการปล้นสะดมของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น บางทีถ้าเราเอาเงินรณรงค์เรื่องโลกร้อนไปช่วยคนทุกข์ยากทางอื่น ยังอาจได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้
รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ ม.[url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]เกษตรศาสตร์[/url] โพสต์แสดงความเห็นในเฟสบุ๊ก และลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ([url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]https://bit.ly/2Iq8sWG[/url]) ความว่า
1. ตอนนี้กรุงเทพฯทรุดตัวอย่างมากเเละอาจจะจมทะเลเหมือนจาการ์ต้า: ผิด ตอนนี้กรุงเทพฯโดยเฉพาะพื้นที่ชั้นใน มีการทรุดตัวน้อยมาก เนื่องจากไม่ได้มีการสูบน้ำบาดาลมาใช้ จาการ์ตานั้นทรุดจากสาเหตุอื่นๆโดยเฉพาะเรื่องการทรุดตัวของเเผ่นเปลือกโลกที่ [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]กทม[/url] ไม่มีหลักฐานปรากฏชัด
2. อาคารสูงใน [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]กทม[/url] ทำให้เเผ่นดินทรุดมาก: ผิด อาคารทั้งสูงเเละไม่สูง ตั้งอยู่บนเสาเข็ม ที่จะถ่ายเเรงลงไปสู่ชั้นดินที่เเข็งเเรงเเละทรุดตัวน้อย
3. การก่อสร้างทำให้ปกคลุมพื้นที่ที่น้ำจะไหลซึมลงพื้นดิน ทำให้ชั้นดินเเห้งเเละทรุดตัว: ผิด อย่างมาก ดินเเห้งมีความเเข็งเเรงเเละทรุดตัวน้อยกว่าดินเปียก
4. น้ำใต้ดินใน [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]กทม[/url] มาจากน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่เเละซึมลงดิน: ผิด ชั้นดินเหนียวกรุงเทพฯ หนากว่า 20 เมตร มีค่าความซึมน้ำต่ำมาก น้ำไหลไปตามผิวดินมากกว่าซึม นอกจากนั้น น้ำใต้ดินใน [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]กทม[/url] มาจากการเติมของน้ำจากขอบเเอ่งดินเหนียว
แต่......
1. การที่พื้นผิวเป็นคอนกรีตที่น้ำซึมลงไม่ได้ จะส่งผลให้น้ำไหลลงระบบระบายน้ำเร็ว ทำให้อัตราการสูบน้ำก็ต้องเร็วตาม ถ้าสูบไม่ทันน้ำก็จะท่วมรอระบายนานขึ้น
2. น้ำทะเลสูงขึ้นจริงในปัจจุบัน เเต่ก็ยังอยู่ในอัตราการเพิ่มที่ป้องกันได้
3. ระดับพื้นดินใน [url=https://www.blogger.com/blog/post/edit/3787052145184452199/2076584206217655359?hl=th#]กทม[/url] บางพื้นที่ต่ำจริง เนื่องจากเคยทรุดตัวเนื่องจากการสูบน้ำบาดาลมาก่อน ทำให้เป็นพื้นที่ต่ำ เมื่อฝนตก น้ำก็จะท่วมขัง ต้องอาศัยการสูบน้ำออก
4. การละลายของน้ำเเข็งขั้วโลกเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เเต่เราก็ไม่สามารถไปกังวลกับสิ่งที่ปัจจุบันมีความไม่เเน่นอนเกินกว่าจะลงทุนย้ายเมืองหรือทำอะไร
โดยสรุปแล้วอย่าได้กลัวเรื่องน้ำทะเลท่วมกรุงเทพมหานคร เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง ทุกอย่างป้องกันได้ ดูอย่างเนเธอร์แลนด์ อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ยังอยู่ได้

[/center
อีก 100 ปี น้ำทะเลก็ไม่ท่วมกรุงเทพฯ