พอเข้าเลข 4 หลายคนเริ่มมีโมเมนต์แบบนี้ครับ
ถือโทรศัพท์อยู่ในมือ แต่เดินหาโทรศัพท์
เดินเข้าห้องครัวแล้วลืมว่าจะมาหยิบอะไร
เจอหน้าคนคุ้นมาก แต่ชื่อดันติดอยู่ตรงปลายลิ้น
แล้วก็เริ่มถามตัวเองว่า
“นี่เราเริ่มแก่แล้วหรือเปล่า?”
จริง ๆ ความจำสะดุดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นได้ครับ โดยเฉพาะวันที่งานเยอะ เครียด นอนน้อย หรือสมองต้องรับข้อมูลพร้อมกันหลายเรื่อง และไม่ได้หมายความว่าเป็นสมองเสื่อมทุกครั้ง
แต่พออายุ 40+ ผมอยากให้เริ่มคิดเรื่อง “ดูแลสมอง” เหมือนที่เราดูแลกล้ามเนื้อครับ
กล้ามไม่ใช้ก็อ่อนแรง
สมองก็เหมือนกัน ถ้าใช้ชีวิตแบบเดิมทุกวัน ไม่ค่อยขยับ นอนน้อย ไม่เรียนรู้อะไรใหม่ และปล่อยความดัน น้ำตาล ไขมันสูงไปเรื่อย ๆ สุขภาพสมองในระยะยาวก็ไม่ได้ประโยชน์ครับ
และคำว่า “บริหารสมอง” ไม่ได้หมายถึงต้องนั่งเล่นเกมฝึกสมองวันละ 3 ชั่วโมงด้วย
ผมอยากให้เริ่มจาก 5 อย่างที่ชีวิตจริงทำได้ แบบนี้ครับ
1. อย่าใช้สมองแต่เรื่องเดิม ลองเรียนอะไรที่ “ไม่ถนัด” บ้าง
หลายคนทำงานหนักมากครับ
สมองถูกใช้งานทั้งวันจริง
แต่ปัญหาคือเราอาจใช้ วงจรเดิม ๆ
ทำงานเดิม
ใช้เส้นทางเดิม
ดูคอนเทนต์แบบเดิม
กลับบ้านแล้วเลื่อนมือถือแบบเดิม
สิ่งที่ผมอยากให้ลองคือ
เรียนทักษะใหม่ที่ต้องคิดจริง ๆ
เช่น
เรียนภาษาใหม่
เล่นเครื่องดนตรี
ฝึกถ่ายรูป
ทำอาหารเมนูที่ไม่เคยทำ
หัดใช้โปรแกรมใหม่
เล่นหมากรุก
ต่อจิ๊กซอว์
หรือเรียนงานฝีมือ
ในทางการแพทย์ เราใช้คำว่า Cognitive stimulation หมายถึงกิจกรรมที่กระตุ้นให้สมองต้องคิด เรียนรู้ จำ วางแผน หรือแก้ปัญหา
แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ
อย่าให้สมองทำแต่งานที่มันทำจนชินครับ
งานวิจัยด้านผู้สูงอายุพบว่ากิจกรรมใหม่ที่ท้าทายความคิด โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องเรียนรู้ทักษะจริง ๆ มีแนวโน้มช่วยสนับสนุนความจำได้ มากกว่าการทำกิจกรรมที่คุ้นเคยอย่างเดียวครับ
ดังนั้นอ่านหนังสือก็ดีครับ
แต่บางครั้ง
“เรียนทำสิ่งที่ยังทำไม่เป็น”
อาจท้าทายสมองมากกว่าอ่านเรื่องเดิมที่เรารู้อยู่แล้ว
ไม่ต้องยากจนเครียดนะครับ
เอาระดับที่รู้สึกว่า
“เอ๊ะ ต้องคิดหน่อย”
แค่นี้สมองก็มีงานใหม่แล้ว
2. อยากบริหารสมอง อย่าลืมบริหาร “ขา” ด้วย
อันนี้หลายคนไม่คิดครับ
พูดเรื่องความจำ
ทำไมผมพามาเดิน?
เพราะสมองไม่ได้แยกตัวออกจากร่างกายครับ
การออกกำลังกายสม่ำเสมอสัมพันธ์กับการทำงานด้านการคิด การเรียนรู้ และความจำที่ดีขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมในระยะยาวด้วยครับ
ไม่จำเป็นต้องวิ่งมาราธอน
เริ่มจาก
เดินเร็ว
ปั่นจักรยาน
ว่ายน้ำ
เต้น
เดินขึ้นบันได
หรือทำเวท
สิ่งที่ผมชอบมากในวัย 40+ คือ
คาร์ดิโอ + เวท
คาร์ดิโอช่วยเรื่องหัวใจและหลอดเลือด
เวทช่วยรักษากล้ามเนื้อ
แล้วสองอย่างนี้ก็ไปช่วยควบคุมน้ำหนัก ความดัน และน้ำตาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมองในระยะยาวอีกทีครับ องค์การอนามัยโลกเองก็ให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางกาย รวมถึงการจัดการความดัน เบาหวาน และไขมัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงภาวะความจำและสมองเสื่อมในอนาคต
ดังนั้นถ้าถามผมว่า
“หมอ มีท่าบริหารสมองไหม?”
ผมตอบว่า
มีครับ
ใส่รองเท้าแล้วออกไปเดินเร็วด้วย
สมองไม่ได้ชอบแค่ Sudoku ครับ
มันชอบร่างกายที่ยังขยับด้วย
3. นอนให้ถึง เพราะสมองที่ง่วง ไม่ได้แปลว่าความจำพังถาวร
ข้อนี้วัยทำงานโดนกันเยอะครับ
กลางวันประชุม
เย็นกลับบ้าน
กลางคืนคิดว่านี่คือเวลาส่วนตัว
เลยนอนตีหนึ่ง
ตื่นหกโมงครึ่ง
แล้วเช้ามาบอกว่า
“ช่วงนี้สมองไม่ดีเลยหมอ
จำอะไรไม่ค่อยได้”
บางครั้งยังไม่ต้องรีบโทษอายุครับ
ลองถามก่อนว่านอนพอหรือยัง
การนอนมีความสำคัญต่อทั้งสมาธิ การเรียนรู้ และความจำ และการดูแลการนอนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพสมองครับ
ลองนึกง่าย ๆ
เมื่อคืนอ่านข้อมูลใหม่เข้าไปเต็มหัว
สมองก็ต้องมีเวลาจัดระเบียบสิ่งที่เรียนรู้เหล่านั้น
ถ้าเราให้มันทำงานถึงตีหนึ่ง
แล้วหกโมงปลุกกลับมาทำงานใหม่
เหมือนร้านเพิ่งปิดบัญชียังไม่เสร็จ
เจ้าของมาเปิดร้านใหม่แล้วครับ
สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ผมอยากให้มีเวลานอนประมาณ 7–9 ชั่วโมง ตามความเหมาะสม และสำคัญไม่แพ้กันคือคุณภาพการนอน
ถ้านอน 8 ชั่วโมงแต่
กรนหนัก
ตื่นทั้งคืน
มีคนเห็นหยุดหายใจ
เช้ามาปวดหัว
กลางวันง่วงมาก
แบบนี้ควรหาสาเหตุครับ
เพราะจำนวนชั่วโมงบนเตียง
ไม่ได้บอกว่าสมองพักดีเสมอไป
4. อย่าปล่อยน้ำตาล ความดัน และไขมันสูง แล้วหวังว่าสมองจะไม่เกี่ยว
อันนี้ผมอยากให้คนวัย 40+ จริงจังมากครับ
หลายคนแยกโรคเป็นห้อง ๆ
น้ำตาลอยู่ห้องเบาหวาน
ความดันอยู่ห้องหัวใจ
LDL อยู่ห้องไขมัน
ความจำอยู่ห้องสมอง
แต่ร่างกายเราไม่ได้แบ่งแผนกแบบโรงพยาบาลครับ
หลอดเลือดเส้นเดียวกันเลี้ยงทั้งหัวใจและสมอง
ถ้าความดันสูงเรื้อรัง
เบาหวานคุมไม่ดี
ไขมันสูง
สูบบุหรี่
ไม่ออกกำลังกาย
หลอดเลือดก็รับภาระไปด้วย
ปัจจุบันข้อมูลด้านการป้องกันภาวะสมองเสื่อมให้ความสำคัญกับการดูแลความดัน เบาหวาน คอเลสเตอรอล น้ำหนัก การออกกำลังกาย และการไม่สูบบุหรี่ เพราะปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับสุขภาพสมองในระยะยาวครับ
ดังนั้นวัย 40+ ผมอยากให้รู้ตัวเลขของตัวเองบ้าง
ความดันเท่าไร
น้ำตาลเป็นอย่างไร
HbA1c ขึ้นไหม
LDL สูงหรือเปล่า
Triglyceride เป็นอย่างไร
รอบเอวเพิ่มขึ้นไหม
การดูแลสมองไม่ได้เริ่มตอนที่เราลืมชื่อคนครับ
บางทีมันเริ่มจาก
การคุมความดันตั้งแต่อายุ 45 นี่แหละ
5. คุยกับคนอื่นบ้าง อย่าปล่อยให้สมองอยู่คนเดียวทั้งวัน
ข้อนี้ฟังดูไม่เหมือนการบริหารสมองเลยใช่ไหมครับ
แต่เวลาคุยกับใครสักคน สมองทำงานเยอะมาก
เราต้องฟัง
แปลความหมาย
จำสิ่งที่เขาเพิ่งพูด
คิดคำตอบ
อ่านสีหน้า
เลือกคำ
แล้วตอบกลับให้ทัน
ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที
การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นจึงเป็นกิจกรรมที่ใช้สมองหลายส่วนพร้อมกัน และภาวะโดดเดี่ยวหรือแยกตัวจากสังคมสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสุขภาพ รวมถึงการเสื่อมของความสามารถด้านการคิดและความจำครับ
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเข้าสังคมเก่งครับ
โทรหาเพื่อน
กินข้าวกับครอบครัว
เข้าชมรม
ไปออกกำลังกายกับเพื่อน
คุยกับคนในบ้านแบบวางมือถือ
ทั้งหมดนับครับ
และผมว่าอันสุดท้ายสำคัญมาก
บางบ้านอยู่พร้อมหน้ากัน 4 คน
แต่ทุกคนกำลังคุยกับคนในจอ
อยู่บ้านเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าสมองกำลังเข้าสังคมกันนะครับ
ถ้าอยากเริ่ม “บริหารสมอง” ตั้งแต่พรุ่งนี้ ทำแบบนี้ได้เลย
• วันละ 15–30 นาที เรียนรู้อะไรใหม่ ภาษา ดนตรี งานฝีมือ อ่านเรื่องที่ไม่คุ้น หรือฝึกทักษะใหม่
• เดินเร็วหรือออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องรอวันว่างแล้วค่อยจัดหนักทีเดียว
• ทำเวทอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษากล้ามและสุขภาพโดยรวม
• นอนให้พอ และถ้ากรนหนัก ตื่นไม่สดชื่น หรือง่วงผิดปกติ อย่าปล่อยไว้
• กินปลา ผัก ผลไม้ทั้งลูก ถั่ว และอาหารสดให้มากขึ้น พร้อมลดอาหารแปรรูป น้ำหวาน และของทอดที่กินเป็นประจำ รูปแบบอาหารที่ดีต่อหัวใจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพสมองด้วยครับ
• รู้ค่าความดัน น้ำตาล และไขมันของตัวเอง เจอเริ่มสูงก็จัดการตั้งแต่ตอนนี้
• เจอคนจริง ๆ บ้าง คุย เล่น ทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายร่วมกัน ไม่ต้องให้ชีวิตมีแต่หน้าจอครับ
แล้วขี้ลืมแบบไหนไม่ควรพูดว่า “วัย 40 ก็แบบนี้แหละ”?
ลืมชื่อคนชั่วคราว
วางกุญแจแล้วหาไม่เจอบ้าง
เดินเข้าห้องแล้วลืมว่าจะมาทำอะไร
เกิดขึ้นได้ครับ โดยเฉพาะวันที่เหนื่อยหรือพักไม่พอ
แต่ถ้าความจำเปลี่ยนจากเดิมชัดเจน เช่น
ถามเรื่องเดิมซ้ำมากขึ้น
จัดการเงินหรือเรื่องที่เคยทำได้เริ่มผิดพลาด
หลงในเส้นทางคุ้นเคย
ทำงานเดิมที่เคยทำได้แล้วเริ่มติดขัด
หรือคนในครอบครัวเริ่มสังเกตว่าความคิดและพฤติกรรมเปลี่ยนไป
ตรงนี้อย่าเพิ่งซื้ออาหารเสริมบำรุงสมองมาลองก่อนครับ
ควรประเมินหาสาเหตุ เพราะปัญหาความจำไม่ได้มีแค่สมองเสื่อม ยังเกิดจากยา ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอน โรคไทรอยด์ การขาดสารอาหาร หรือโรคอื่นได้ด้วยครับ
วัย 40+ ไม่ได้แปลว่า
“ถึงเวลาที่ความจำต้องแย่ลงเรื่อย ๆ แล้วทำอะไรไม่ได้”
สิ่งที่ผมอยากให้ทำมีแค่ 5 เรื่องครับ
เรียนรู้ของใหม่
ขยับร่างกาย
นอนให้พอ
ดูแลน้ำตาล ความดัน ไขมัน
และอย่าตัดตัวเองออกจากผู้คน
ไม่ต้องรออายุ 60 แล้วค่อยเริ่มบริหารสมอง
เพราะสุขภาพสมองตอนแก่
ส่วนหนึ่งสร้างจากสิ่งที่เราทำตั้งแต่วัยกลางคนนี่แหละครับ
วันนี้ลองเลือกสักอย่างก็ได้
ออกไปเดิน
โทรหาเพื่อน
เรียนคำศัพท์ใหม่ 10 คำ
หรือคืนนี้วางโทรศัพท์แล้วนอนให้เร็วขึ้นสักหน่อย
สมองไม่ต้องการสูตรลับครับ
มันต้องการให้เราใช้งานมัน ดูแลหลอดเลือดที่เลี้ยงมัน และให้เวลามันได้พักอย่างสม่ำเสมอ
Cr. FBหมอเจด
อยากสมองยังไว ความจำดีในวัย 40+ แค่ทำ 5 อย่างนี้!