[CR] No.233 ส่งสการ (2569) : ร่วมกันลา ขอเชิญมา ลำนำกัน แด่ผู้ล่วงลับ


- ดูจบเสียงในหัวเกิดคำถามขึ้นมาด้วยความสงสัยมากกว่าจะอินกับความอลังการงานสร้างของบรรดาชิ้นส่วนแต่ละชนิดที่กำลังถูกประกอบเข้าด้วยกันอย่างบรรจงจนเสร็จสิ้นในเวลาต่อมาที่คนในท้องถิ่นเรียกว่า “ปราสาทศพ” นั้นมันมีความจำเป็นต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้าหรือเปล่า ? แล้วยิ่งมามองดูสภาพสังคมในปัจจุบันที่เป็นอยู่นี้มันอดคิดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบถึงไม่ติดในส่วนของประเพณีที่คนเคารพนับถือและปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่พอเห็นการประกอบโครงจนเป็นรูปเป็นร่างตลอดจนบรรดาแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานราวกับขนกันมาทั้งจังหวัดอย่างนี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาอีกอย่างไม่ได้ว่า ตกลงแล้วสิ่งที่ทำกันอยู่นี้คือประเพณี คือความเชื่อ หรือแท้จริงแล้วเป็นความต้องการของใครหรือเปล่า ?

- ทั้งนี้ สิ่งที่ปรากฏในหนังสามารถมองและวิเคราะห์ได้หลากหลายแง่มุมไม่ว่าจะเป็นมุมของคนดูอย่างผมที่เปรียบเสมือนตัวแทนคนนอกที่ได้เข้ามาศึกษาหรือมุมของผู้กำกับที่เป็นตัวแทนของคนในและได้เข้าไปลงพื้นที่ถ่ายทำจริง ในเมื่อหนังไม่ได้ชี้นำให้มองไปในทิศทางใดทางหนึ่งการทำหน้าที่ถ่ายทอดเป็นกระจกสะท้อนถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นผ่านกล้องที่ถือได้ยกขึ้นมาบันทึกภาพเอาไว้อย่างเที่ยงธรรม แล้วด้วยความที่ไม่ได้อ่านเรื่องย่อและไม่ได้ดูตัวอย่างหนังมาก่อนนอกเหนือจากเห็นเพียง Poster ที่ออกแบบมาสวยงามและน่าสนใจพอเข้ามานั่งดูเมื่อหนัง Run ไปแล้วไม่ทราบกี่นาทีแต่ไม่นานถึงกับตกใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเพลงประกอบดังขึ้นมาพร้อมกับภาพคนงานกำลังนั่งประกอบตัวปราสาทศพจากวัสดุหลายชิ้นกันอย่างพิถีพิถัน ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมสะดุดตายิ่งกว่าในนาทีต่อมาเมื่อกล้องโฟกัสไปยังใบหน้าของคนงานสาวคนหนึ่งที่นั่งทำงาน จู่ ๆ ก็ได้ร้องเพลงคลอตามทำนองที่กำลังบรรเลงขึ้นมาเฉยจนเกิดสตั๊นท์เพราะไม่เคยเห็นวิธีการเล่าเรื่องของหนังสารคดีในลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวแบบรับน้องที่เชิญประหลาดใจอยู่เหมือนกัน

- พอเริ่มทราบขึ้นในเวลาต่อมาว่าการสร้างปราสาทศพมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ? เลยช่วยทำให้ผมค่อย ๆ จัดการทิศทางในการประติดประต่อตัวเรื่องราวและเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่กำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมประกอบชิ้นส่วนของปราสาทไปจนถึงการประกอบพิธีสวดอภิธรรมศพที่ Timeline ดำเนินคาบเกี่ยวกันระหว่างทีมงานกับผู้ว่าจ้างที่เป็นครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ได้ปักหมุดไว้ว่าจะพาไปยังทิศทางไหน ? ทว่าระหว่างทางที่กำลังสำรวจรู้สึกมีอาการมึนงงเกิดขึ้นเงียบ ๆ ว่าตกลงแล้วให้เราโฟกัสไปที่ใคร ? เพราะคนที่ปรากฎมีมากเหลือเกินยิ่งประกอบกับความยาวที่ให้มาตั้ง 1 ชั่วโมง 52 นาที หรือเกือบ 2 ชั่วโมง เริ่มสัมผัสได้ถึงอาการหาวที่ทยอยเข้ามาทักทายจนรู้สึกว่าหนังให้ยาวเกินไปหน่อยสำหรับหนังสารคดี ที่ผสานวิธีการนำเสนอเชิงทดลอง แม้เคยผ่านการดูหนังสารคดีที่มีความยาวมากกว่านี้มันอดหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัปเดตเวลาเป็นระยะไม่ได้ว่าผ่านไปแล้วกี่นาที

- พอเริ่มประเมินตัวแล้วว่าประคองความรู้สึกที่กำลังฝืนพยายามใส่ใจหน้างานที่ยังคงสาละวนอยู่กับพิธีกรรมและมีตัวละครสมทบทยอยปรากฏเข้ามามากมายต่อไปไม่ไหวหลังจากดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงที่บรรเลงสร้างบรรยากาศขึ้นมาอีกเพลงจนจบจึงตัดสินใจขอตัววูบหลับพักสายตาแล้วค่อยว่ากันก่อนมาตื่นอีกทีเห็นว่า Events ต่าง ๆ ยังคงสาละวนอยู่กับที่ราวกับว่าไม่ได้ขยับไปไหน ? จึงตัดสินใจตั้งสติแล้วกลับมาจดจ่อกับเวลาที่เหลือกันต่อจนกระทั่งมาถึงช่วงเวลาปลุกขวัญด้วยเสียงเพลงอีกครั้งที่ไม่ทราบว่าปล่อยมาแล้วกี่เพลงแต่คราวนี้สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดตาจนตะลึงพร้อมกับเริ่มจูนติดอีกครั้ง คือการได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่กล้อง Random ให้มาทำหน้าที่เป็นพระเอก MV โชว์น้ำเสียงและท่าทางที่นอกจากช่วยทำให้ผมกลับมาติดตามหนังได้อีกครั้งแล้วยังเพิ่งทราบอีกว่านี่เป็นหนังจากภาคเหนือในจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่ภาคอีสานที่ผมนึกไปถึงเรื่อง สัปเหร่อ ที่สำคัญ มันยังช่วยเปิดมุมมองให้เห็นว่าหนังสารคดีลักษณะนี้สามารถดำเนินในทิศทางอื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องย่ำอยู่กับที่จนผู้ชมติดภาพจำว่าหนังแนวนี้ต้องเล่าแบบนี้เท่านั้น แม้จังหวะและทำนองที่ได้ยินให้ความรู้สึกเหมือนถูกประดิษฐ์ด้วยเทคโนโลยีแต่ไม่ปฏิเสธว่าการแทรกเสียงช่วยเพิ่มสีสันให้ทิศทางของหนังน่าติดตามขึ้นจนลุ้นระหว่างที่เรื่องราวกำลัง Run ไปอย่างสบายใจว่าใครจะเป็นผู้โชคดีคนต่อไปที่กล้องเลือกให้มาทำหน้าที่อันทรงเกียรติ ?

- จนมาถึงช่วงเวลาที่ได้ปักหมุดและรอคอยกว่าจะถึงรู้สึกมันยืดเยื้อไปสักหน่อย ทั้งที่หากจบลงตรงนั้นมองว่าสามารถหาทางลงได้อย่างลงตัวและงดงามดีอยู่แต่ในเมื่อผู้กำกับมองอีกแบบก็ต้องเคารพและติดตามต่อด้วยความสงสัยว่าการขอต่อเวลาจะพาเราไปหาทางยุติเรื่องราวแบบไหนที่ใจต้องการ ทว่าเมื่อหาทางลงเอยได้จริงกลับทำให้ผมมองเห็น Details อีกหลายอย่างที่ไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องประเพณีและความเชื่อเท่านั้นหากยังเชื่อมโยงไปถึงระบบเชิงโครงสร้างที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนรวมถึงจิตวิญญาณทางภูมิปัญญาให้คนดูอย่างผมที่เป็นตัวแทนคนนอกได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้ ถึงแน่นอนว่าไม่สามารถเข้าใจอย่างลึกซึ้งเท่ากับคนในพื้นที่ แต่สิ่งที่นำเสนอผ่านสารที่มีเรื่องราวร้อยเรียงและบันทึกเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ผ่านคำพูด บทบรรยาย และภาพประกอบในรูปแบบ Footage ช่วยสำทับข้อมูลถึงสัจธรรมของชีวิตผ่าน ของดี ให้คนทั่วโลกได้รู้ว่ามี Signature อะไรมานำเสนอ ?

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่