ความพิเศษของการเป็นเจ้าอาณานิคมของญี่ปุ่นเหนือเกาหลีนั้น ต่างจากมหาอำนาจตะวันตกอย่างอังกฤษหรือฝรั่งเศสที่มักขีดเส้นแบ่งความต่างทางเชื้อชาติระหว่าง ผู้ปกครองผิวขาวกับผู้ใต้ปกครองท้องถิ่นอย่างชัดเจน แต่จักรวรรดิญี่ปุ่นกลับเลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งและน่าสะพรึงกลัวกว่า นั่นคือ การหลอมรวมและกลืนกินให้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน แต่มีลำดับศักดิ์ที่ต่ำกว่าโดยใช้ทั้งนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักกฎหมาย ตำรวจลับ และระบบการศึกษา เป็นเครื่องมือในการรื้อถอนความเป็นคนเกาหลีออกจากรากเหง้า แล้วเขียนทับด้วยอัตลักษณ์ใหม่ในฐานะพสกนิกรขององค์จักรพรรดิ
1. ทฤษฎีลวงโลก "นิสเซ็นโดโซรง" (日鮮同祖論) และอุดมการณ์ "ไนเซ็นอิตไต" (内鮮一体) เมื่อประวัติศาสตร์ถูกเขียนใหม่ว่าเรามีบรรพบุรุษเดียวกัน
ก่อนที่ญี่ปุ่นจะใช้กำลังบังคับให้ชาวเกาหลีกลายเป็นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นต้องสร้าง "ความชอบธรรมทางวิชาการและสายเลือด" ขึ้นมาก่อน เครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดคือทฤษฎี "นิสเซ็นโดโซรง" (日鮮同祖論) หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "อิลซอนดงโจรง" (일선동조론) แปลตรงตัวว่า "ทฤษฎีการมีบรรพบุรุษร่วมกันของญี่ปุ่นและโชซอน"
1.1 การบิดเบือนตำนานเทพปกรณัมและโบราณคดี
นักวิชาการสายจักรวรรดินิยมจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลโตเกียวและเกียวโต เช่น โฮชิโนะ ฮิซาชิ (星野恒, 1890) และ คิตะ ซาดาคิจิ (喜田貞吉, 1921) ได้นำตำนานในคัมภีร์ โคจิกิ (古事記) และ นิฮงโชกิ (日本書紀) มาตีความใหม่ในเชิงการเมือง โดยผูกโยงว่า:
- เทพซูซาโนโอะ: น้องชายของสุริยเทพีอามาเทราสึ เคยเสด็จลงมายังดินแดนชิลลา บนคาบสมุทรเกาหลีก่อนจะข้ามไปยังหมู่เกาะญี่ปุ่น
- ตำนานการกรีธาทัพของจักรพรรดินีจิงกู : อ้างว่าในยุคโบราณ จักรพรรดินีจิงกูได้ยกทัพมาปราบอาณาจักรซัมฮัน (Samhan) และก่อตั้งสำนักข้าหลวง "มิมานะ นิฮงฟุ" (任那日本府 / อิมนาอิลบนบู) ปกครองทางตอนใต้ของเกาหลีในศตวรรษที่ 4–6
การที่ญี่ปุ่นผนวกเกาหลีในปี 1910 จึงถูกหลอกลวงว่า ไม่ใช่การรุกรานต่างชาติแต่เป็นการฟื้นฟูสายสัมพันธ์ครอบครัวโบราณที่เคยแยกจากกันให้กลับมาเป็นบ้านเดียวกันอีกครั้ง (復古)
บันทึกจากบทความวิชาการเรื่องทฤษฎีต้นกำเนิดเดียวกันของชนชาติญี่ปุ่นและโชซอน (日鮮両民族同源論, ค.ศ. 1921) โดย คิตะ ซาดาคิจิ (喜田貞吉):
"ชาวโชซอนและชาวญี่ปุ่นหาใช่ชนชาติอื่นไกลที่มีสายเลือดแปลกแยกต่อกันไม่ หากแต่เป็นกิ่งก้านที่แยกออกจากลำต้นเดียวกันตั้งแต่ยุคบรรพกาล การรวมเกาหลีเข้ากับจักรวรรดิญี่ปุ่นในครั้งนี้ จึงมิใช่การที่ประเทศหนึ่งกลืนกินอีกประเทศหนึ่งด้วยกำลังอย่างที่ชาติตะวันตกกระทำต่ออาณานิคมของตน แต่คือการที่ญาติพี่น้องซึ่งพลัดพรากจากกันไปนานนับพันปี ได้หวนกลับคืนสู่ชายคาครอบครัวเดียวกันตามกฎแห่งธรรมชาติ"
— อ้างอิง: วารสาร Minzoku to Rekishi (民族と歴史), ฉบับพิเศษเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1921
1.2 จากทฤษฎีสายเลือดสู่คำขวัญเหล็ก: "ไนเซ็นอิตไต" (内鮮一体)
เมื่อ นายพลมินามิ จิโร (南次郎) เข้ารับตำแหน่งข้าหลวงใหญ่แห่งโชซอนคนที่ 7 (ดำรงตำแหน่ง 1936–1942) เขาได้ยกระดับทฤษฎีนี้ให้กลายเป็นนโยบายบริหารราชการแผ่นดินสูงสุดภายใต้คำขวัญ "ไนเซ็นอิตไต" (Naisen Ittai / 内鮮一体 / 내선일체) ซึ่งแปลว่า "แผ่นดินแม่ (ญี่ปุ่น) และโชซอน (Sen) คือร่างกายอันเป็นหนึ่งเดียวกัน"
บันทึกคำปราศรัยของข้าหลวงใหญ่มินามิ จิโร ต่อที่ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วโชซอน (เมษายน ค.ศ. 1937):
"แก่นแท้สูงสุดของการปกครองโชซอน คือการทำให้ไนเซ็นอิตไตบรรลุผลอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งนี้มิใช่เพียงการจับมือร่วมมือกันหรือการผสมผสานกันแบบน้ำกับน้ำมัน แต่ต้องเป็นการหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งทางรูปร่าง ร่างกาย สายเลือด เนื้อหนัง และจิตวิญญาณ จนแยกไม่ออกดั่งน้ำที่รวมเข้ากับน้ำ ชาวโชซอนทั้ง 23 ล้านคนต้องตระหนักว่าพวกเขามิใช่คนของอาณานิคม แต่คือแขนขาขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิ"
— อ้างอิง: เอกสารบันทึกคำปราศรัยสำนักข้าหลวงใหญ่แห่งโชซอน (朝鮮総督府諭告・訓示・演述総攬), ค.ศ. 1941
ความย้อนแย้งอย่างรุนแรงของทฤษฎีนี้คือ ในขณะที่ทางการโฆษณาว่าญี่ปุ่นและเกาหลีมีสายเลือดเดียวกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในทางกฎหมาย จักรวรรดิญี่ปุ่นกลับแยก ทะเบียนบ้านแผ่นดินแม่ (Naichi Koseki / 内地戸籍) ออกจาก ทะเบียนบ้านโชซอน (Chōsen Koseki / 朝鮮戸籍) อย่างเด็ดขาด ชาวเกาหลีถูกเกณฑ์ไปตายในสนามรบในฐานะคนญี่ปุ่น แต่กลับไม่มีสิทธิเลือกตั้งในสภาไดเอทที่โตเกียวอย่างสมบูรณ์ และได้รับค่าจ้างรวมถึงปันส่วนอาหารต่ำกว่าคนญี่ปุ่นแท้ๆ เสมอ
2. การแทรกซึมทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต เสื้อผ้า อาหาร และสถาปัตยกรรม
การกลืนชาติไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแผ่นกระดาษกฎหมายหรือห้องเรียน แต่แทรกซึมลงไปในทุกอณูของพื้นที่สาธารณะ ร่างกาย เสื้อผ้า และจานอาหารของชาวเกาหลี
2.1 สงครามสถาปัตยกรรมและฮวงจุ้ย: การบดขยี้พระราชวังคยองบกและชังกยอง
เพื่อทำลายสัญลักษณ์ความศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์โชซอนในสายตาประชาชน ญี่ปุ่นได้ดำเนินการดัดแปลงพื้นที่วังหลวงอย่างถอนรากถอนโคน:
การรื้อทำลายพระราชวังคยองบก (경복궁) เพื่อสร้างอาคารข้าหลวงใหญ่:
ญี่ปุ่นได้รื้อถอนตำหนักและอาคารในพระราชวังคยองบกทิ้งไปมากกว่า 85–90% (จากกว่า 300 อาคาร เหลือเพียงไม่กี่สิบหลัง)
ย้ายประตูควังฮวามุน (Gwanghwamun) ออกไปไว้ด้านข้าง แล้วสร้างอาคารสำนักข้าหลวงใหญ่แห่งโชซอน (조선총독부 청사) ขนาดมหึมาด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกผสมเรอเนซองส์ (สร้างเสร็จปี 1926) ขวางกั้นด้านหน้าพระที่นั่งคึนจองจอน (ท้องพระโรงหลัก) จนมิดชิด เพื่อส่งสารว่าอำนาจของกษัตริย์โชซอนถูกบดบังโดยสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ผังอาคารในกรุงคยองซองยังถูกออกแบบเชิงสัญลักษณ์เมื่อมองจากมุมสูงบนเขาบุกอักซาน: เขาบุกอักซาน + อาคารข้าหลวงใหญ่ (ทรงสี่เหลี่ยมมีแกนกลางเป็นตัว 日) + ศาลาว่าการกรุงคยองซอง (สร้างเป็นรูปตัว 本) เมื่อเรียงต่อกันตามแนวถนนเซจงโร จะเกิดภาพสัญลักษณ์คำว่า "ไดนิปปง" (大日本 - จักรวรรดิญี่ปุ่นอันยิ่งใหญ่) กดทับเส้นชีพจรมังกรของกรุงโซล
การเปลี่ยนพระราชวังชังกยอง (창경궁) ให้กลายเป็นสวนสัตว์และสวนซากุระ:
ตั้งแต่ปี 1909 ญี่ปุ่นได้ลดสถานะพระราชวังชังกยองลงเป็นเพียงสวนสาธารณะชื่อ "ชังกยองวอน" (창경원 / 昌慶苑)
รื้อตำหนักที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ออกเพื่อสร้าง สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ นำสัตว์ป่าไปขังไว้ในเขตพระราชฐานชั้นใน และนำต้น "โยชิโนะซากุระ" (Yoshino Sakura) จากญี่ปุ่นหลายพันต้นมาปลูกทั่ววัง แล้วจัดงานเทศกาลชมซากุระยามค่ำคืน (โยซากุระ 夜桜) เพื่อให้ชาวเกาหลีคุ้นชินกับการฉลองเทศกาลแบบญี่ปุ่นท่ามกลางซากปรักหักพังของราชวงศ์ตนเอง
การตอกหมุดเหล็ก (쇠말뚝 / Malttuk) บนยอดเขา:
ภายใต้โครงการสำรวจที่ดินและทำแผนที่สามเหลี่ยม (Triangulation survey) ทหารช่างญี่ปุ่นได้นำหมุดเหล็กขนาดใหญ่ไปตอกลงบนจุดยุทธศาสตร์ตามยอดเขาสำคัญทั่วเกาหลี (เช่น เขาบุกอักซาน เขาอินวังซาน เขานัมซาน และเขาคึมกังซาน) ซึ่งในทางความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยของชาวเกาหลี นี่คือการตอกลิ่มตัดขาด "จีคี" (지기 / 地氣 - ปราณแห่งแผ่นดิน) เพื่อไม่ให้มีผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ถือกำเนิดขึ้นในเกาหลีได้อีก
2.2 การกวาดล้าง "ชนชาติชุดขาว" (백의민족) และการบังคับสวมกางเกงมมเป (もんぺ)
ชาวเกาหลีมีธรรมเนียมสวมใส่ชุดฮันบกสีขาวมาตั้งแต่โบราณจนได้รับฉายาว่า "แพ็กอึยมินจก" (백의민족 / 白衣民族 - ชนชาติผู้สวมอาภรณ์ขาว) แต่สำหรับทางการญี่ปุ่น ชุดสีขาวคือสัญลักษณ์ของความเป็นปึกแผ่นทางชาติพันธุ์และความดื้อรั้นที่ไม่ยอมรับความทันสมัยแบบญี่ปุ่น
ปฏิบัติการสาดน้ำหมึกใส่ชุดขาว: ในทศวรรษ 1920–1930 สำนักข้าหลวงใหญ่ออกรณรงค์ "การยกเลิกชุดขาวและส่งเสริมชุดย้อมสี" (백의폐지 색의장려) โดยอ้างเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ว่าชุดขาวเปื้อนง่าย ทำให้ผู้หญิงเกาหลีต้องเสียเวลาซักและทุบผ้าทุกวัน ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ตั้งด่านอยู่หน้าตลาดสด หน้าศาลากลาง และทางเข้าหมู่บ้าน พร้อมถือ ถังน้ำหมึกดำพู่กันขนาดใหญ่ หรือกระบอกฉีดน้ำผสมหมึกสีดำ/สีน้ำเงิน หากชาวบ้านคนใดสวมชุดฮันบกสีขาวเดินผ่านเข้าตลาด จะถูกเจ้าหน้าที่เอาพู่กันป้ายหมึกดำเป็นกากบาทกลางหลัง หรือฉีดน้ำหมึกใส่เสื้อผ้าจนเลอะเทอะเสียหายทันที
การบังคับสวมชุดโคคุมินฟุกุ (国民服) และกางเกงมมเป (もんぺ):
เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามแปซิฟิก (1941–1945) ทางการประกาศให้ผู้ชายเกาหลีต้องสวม "ชุดโคคุมินฟุกุ" (Kokuminfuku / 국민복) ซึ่งเป็นชุดเครื่องแบบกึ่งทหารสีกากี และต้องตัดผมสั้นเกรียนทรงทหาร
ส่วนผู้หญิงเกาหลีถูกสั่งห้ามสวมกระโปรงฮันบก (ชิมะ 치마) ในที่สาธารณะโดยเด็ดขาด และบังคับให้สวม "กางเกงมมเป" (Monpe / 몸뻬) ซึ่งเป็นกางเกงทำงานทรงพองที่รัดข้อเท้าของหญิงชาวนาญี่ปุ่น โดยตั้งแต่ปี 1942 เป็นต้นมา ผู้หญิงเกาหลีที่ไม่สวมกางเกงมมเปจะถูกห้ามขึ้นรถราง รถประจำทาง รถไฟ และห้ามเข้าสถานที่ราชการ (ซึ่งคำว่า "มมเป" นี้เองที่ได้ฝังรากลึกกลายเป็นกางเกงทำงานของคุณยายชาวเกาหลีในชนบทสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน)
2.3 การปราบปรามวันตรุษเกาหลี (설날) และการแทรกซึมทางอาหารและคำศัพท์
สงครามปฏิทินและวันขึ้นปีใหม่: ญี่ปุ่นซึ่งเปลี่ยนไปใช้ปฏิทินสุริยคติตั้งแต่ยุคเมจิ ได้สั่งห้ามชาวเกาหลีเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติหรือ "ซอลลัล" (설날) โดยประทับตราเรียกวันซอลลัลอย่างเหยียดหยามว่า "กูจอง" (구정 / 旧正 - ปีใหม่เก่าที่ล้าหลัง) และบังคับให้ฉลองวันปีใหม่สากล 1 มกราคม หรือ "ชินจอง" (신정 / 新正 - ปีใหม่ใหม่) แบบญี่ปุ่นแทน
ในช่วงเทศกาลซอลลัลตามจันทรคติ ตำรวจญี่ปุ่นจะเดินตรวจตามบ้านและโรงสีข้าว สั่งห้ามโรงสีเดินเครื่องบดแป้งทำต็อกกุก (떡국 - ซุปเค้กข้าววันปีใหม่) และยึดรองเท้าหรือเสื้อผ้าใหม่ของเด็กๆ ที่แต่งตัวฉลองวันตรุษเกาหลี พร้อมบังคับให้ชาวเกาหลีนำกิ่งสน "คาโดมัตสึ" (Kadomatsu / 門松) แบบญี่ปุ่นมาประดับหน้าบ้านในวันที่ 1 มกราคมแทน
วัฒนธรรมอาหารและการกลืนกินผ่านรสชาติ:
ญี่ปุ่นนำระบบ "ฮิโนมารุ เบนโต" (日の丸弁当 - ข้าวกล่องธงชาติญี่ปุ่นที่มีข้าวขาวและบ๊วยดองเค็ม อูเมะโบชิ สีแดงวางตรงกลางเม็ดเดียว) เข้ามาบังคับใช้ในโรงเรียนทุกวันจันทร์หรือวันระลึกสงคราม โดยสั่งห้ามนักเรียนนำกิมจิหรือเครื่องเคียงเกาหลี (พันชัน) ที่มีกลิ่นกระเทียมแรงมาโรงเรียน เพราะอ้างว่าเป็นอาหารที่ไร้อารยธรรม
การเข้ามาของโรงงานผลิตโชยุและมิโซะแบบอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เพื่อแทนที่การหมักคันจัง (간장) และทเวนจัง (된장) ตามบ้าน
อาหารญี่ปุ่นหลายชนิดได้เข้ามาผสมผสานในวิถีชีวิตชาวเมืองคยองซองและปูซาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในเวลาต่อมา เช่น ทาคูอัง (たくあん -> ดันมูจิ 단무지 หัวไชเท้าดองเหลือง), โอเด้ง (おでん -> โอเด้ง/ออมุก 오뎅/어묵), อูด้ง (うどん), เทมปุระ (天ぷら -> ทวีกิม 튀김) และ โนริมากิ (海苔巻き) ที่ชาวเกาหลีนำมาดัดแปลงเปลี่ยนจากน้ำส้มสายชูซูชิมาเป็นการทาด้วยน้ำมันงาและเกลือ แล้วใส่ไส้ผักดองและเนื้อสัตว์แบบเกาหลีจนกลายเป็น "คิมบับ" (김밥) ในยุคหลัง
มรดกทางภาษาที่ตกค้างในภาษาเกาหลีสมัยใหม่:
แม้หลังได้รับเอกราชในปี 1945 เกาหลีจะดำเนินโครงการชำระล้างคำยืมภาษาญี่ปุ่น (กุกอซุนฮวา 국어순화) อย่างเข้มข้น แต่คำศัพท์ญี่ปุ่นจากยุคอาณานิคมก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในภาษาพูด วงการก่อสร้าง กฎหมาย และการค้าของเกาหลีมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น:
노가다 (โนกาดะ) มาจากคำว่า โดกาตะ (土方) แปลว่า งานกรรมกรก่อสร้าง
다데기 (ทาเดกิ) มาจากคำว่า ทาทาคิ (叩き) แปลว่า พริกเครื่องแกงสับละเอียด
시마이 (ชิมาย) มาจากคำว่า ชิมะอิ (仕舞い) แปลว่า เลิกงาน / จบสิ้น
구루마 (คูรูมะ) มาจากคำว่า คูรูมะ (車) แปลว่า รถเข็นของ
가방 (คาบัง) มาจากคำว่า คาบัง (鞄) แปลว่า กระเป๋า
땡깡 (แตงกัง) มาจากคำว่า เท็นคัง (癲癇 - โรคลมชัก) ที่กลายความหมายเป็นอาการเด็กงอแงชักดิ้นชักงอ
ความเลวร้ายของญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่ช่วงชิงแผ่นดินคนอื่น แต่ยังลวงโลกและทำลายล้างอารยธรรมเกาหลี ทั้งที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด
1. ทฤษฎีลวงโลก "นิสเซ็นโดโซรง" (日鮮同祖論) และอุดมการณ์ "ไนเซ็นอิตไต" (内鮮一体) เมื่อประวัติศาสตร์ถูกเขียนใหม่ว่าเรามีบรรพบุรุษเดียวกัน
ก่อนที่ญี่ปุ่นจะใช้กำลังบังคับให้ชาวเกาหลีกลายเป็นญี่ปุ่น ญี่ปุ่นต้องสร้าง "ความชอบธรรมทางวิชาการและสายเลือด" ขึ้นมาก่อน เครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดคือทฤษฎี "นิสเซ็นโดโซรง" (日鮮同祖論) หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "อิลซอนดงโจรง" (일선동조론) แปลตรงตัวว่า "ทฤษฎีการมีบรรพบุรุษร่วมกันของญี่ปุ่นและโชซอน"
1.1 การบิดเบือนตำนานเทพปกรณัมและโบราณคดี
นักวิชาการสายจักรวรรดินิยมจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลโตเกียวและเกียวโต เช่น โฮชิโนะ ฮิซาชิ (星野恒, 1890) และ คิตะ ซาดาคิจิ (喜田貞吉, 1921) ได้นำตำนานในคัมภีร์ โคจิกิ (古事記) และ นิฮงโชกิ (日本書紀) มาตีความใหม่ในเชิงการเมือง โดยผูกโยงว่า:
- เทพซูซาโนโอะ: น้องชายของสุริยเทพีอามาเทราสึ เคยเสด็จลงมายังดินแดนชิลลา บนคาบสมุทรเกาหลีก่อนจะข้ามไปยังหมู่เกาะญี่ปุ่น
- ตำนานการกรีธาทัพของจักรพรรดินีจิงกู : อ้างว่าในยุคโบราณ จักรพรรดินีจิงกูได้ยกทัพมาปราบอาณาจักรซัมฮัน (Samhan) และก่อตั้งสำนักข้าหลวง "มิมานะ นิฮงฟุ" (任那日本府 / อิมนาอิลบนบู) ปกครองทางตอนใต้ของเกาหลีในศตวรรษที่ 4–6
การที่ญี่ปุ่นผนวกเกาหลีในปี 1910 จึงถูกหลอกลวงว่า ไม่ใช่การรุกรานต่างชาติแต่เป็นการฟื้นฟูสายสัมพันธ์ครอบครัวโบราณที่เคยแยกจากกันให้กลับมาเป็นบ้านเดียวกันอีกครั้ง (復古)
บันทึกจากบทความวิชาการเรื่องทฤษฎีต้นกำเนิดเดียวกันของชนชาติญี่ปุ่นและโชซอน (日鮮両民族同源論, ค.ศ. 1921) โดย คิตะ ซาดาคิจิ (喜田貞吉):
"ชาวโชซอนและชาวญี่ปุ่นหาใช่ชนชาติอื่นไกลที่มีสายเลือดแปลกแยกต่อกันไม่ หากแต่เป็นกิ่งก้านที่แยกออกจากลำต้นเดียวกันตั้งแต่ยุคบรรพกาล การรวมเกาหลีเข้ากับจักรวรรดิญี่ปุ่นในครั้งนี้ จึงมิใช่การที่ประเทศหนึ่งกลืนกินอีกประเทศหนึ่งด้วยกำลังอย่างที่ชาติตะวันตกกระทำต่ออาณานิคมของตน แต่คือการที่ญาติพี่น้องซึ่งพลัดพรากจากกันไปนานนับพันปี ได้หวนกลับคืนสู่ชายคาครอบครัวเดียวกันตามกฎแห่งธรรมชาติ"
— อ้างอิง: วารสาร Minzoku to Rekishi (民族と歴史), ฉบับพิเศษเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1921
1.2 จากทฤษฎีสายเลือดสู่คำขวัญเหล็ก: "ไนเซ็นอิตไต" (内鮮一体)
เมื่อ นายพลมินามิ จิโร (南次郎) เข้ารับตำแหน่งข้าหลวงใหญ่แห่งโชซอนคนที่ 7 (ดำรงตำแหน่ง 1936–1942) เขาได้ยกระดับทฤษฎีนี้ให้กลายเป็นนโยบายบริหารราชการแผ่นดินสูงสุดภายใต้คำขวัญ "ไนเซ็นอิตไต" (Naisen Ittai / 内鮮一体 / 내선일체) ซึ่งแปลว่า "แผ่นดินแม่ (ญี่ปุ่น) และโชซอน (Sen) คือร่างกายอันเป็นหนึ่งเดียวกัน"
บันทึกคำปราศรัยของข้าหลวงใหญ่มินามิ จิโร ต่อที่ประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วโชซอน (เมษายน ค.ศ. 1937):
"แก่นแท้สูงสุดของการปกครองโชซอน คือการทำให้ไนเซ็นอิตไตบรรลุผลอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งนี้มิใช่เพียงการจับมือร่วมมือกันหรือการผสมผสานกันแบบน้ำกับน้ำมัน แต่ต้องเป็นการหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งทางรูปร่าง ร่างกาย สายเลือด เนื้อหนัง และจิตวิญญาณ จนแยกไม่ออกดั่งน้ำที่รวมเข้ากับน้ำ ชาวโชซอนทั้ง 23 ล้านคนต้องตระหนักว่าพวกเขามิใช่คนของอาณานิคม แต่คือแขนขาขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิ"
— อ้างอิง: เอกสารบันทึกคำปราศรัยสำนักข้าหลวงใหญ่แห่งโชซอน (朝鮮総督府諭告・訓示・演述総攬), ค.ศ. 1941
ความย้อนแย้งอย่างรุนแรงของทฤษฎีนี้คือ ในขณะที่ทางการโฆษณาว่าญี่ปุ่นและเกาหลีมีสายเลือดเดียวกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในทางกฎหมาย จักรวรรดิญี่ปุ่นกลับแยก ทะเบียนบ้านแผ่นดินแม่ (Naichi Koseki / 内地戸籍) ออกจาก ทะเบียนบ้านโชซอน (Chōsen Koseki / 朝鮮戸籍) อย่างเด็ดขาด ชาวเกาหลีถูกเกณฑ์ไปตายในสนามรบในฐานะคนญี่ปุ่น แต่กลับไม่มีสิทธิเลือกตั้งในสภาไดเอทที่โตเกียวอย่างสมบูรณ์ และได้รับค่าจ้างรวมถึงปันส่วนอาหารต่ำกว่าคนญี่ปุ่นแท้ๆ เสมอ
2. การแทรกซึมทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต เสื้อผ้า อาหาร และสถาปัตยกรรม
การกลืนชาติไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแผ่นกระดาษกฎหมายหรือห้องเรียน แต่แทรกซึมลงไปในทุกอณูของพื้นที่สาธารณะ ร่างกาย เสื้อผ้า และจานอาหารของชาวเกาหลี
2.1 สงครามสถาปัตยกรรมและฮวงจุ้ย: การบดขยี้พระราชวังคยองบกและชังกยอง
เพื่อทำลายสัญลักษณ์ความศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์โชซอนในสายตาประชาชน ญี่ปุ่นได้ดำเนินการดัดแปลงพื้นที่วังหลวงอย่างถอนรากถอนโคน:
การรื้อทำลายพระราชวังคยองบก (경복궁) เพื่อสร้างอาคารข้าหลวงใหญ่:
ญี่ปุ่นได้รื้อถอนตำหนักและอาคารในพระราชวังคยองบกทิ้งไปมากกว่า 85–90% (จากกว่า 300 อาคาร เหลือเพียงไม่กี่สิบหลัง)
ย้ายประตูควังฮวามุน (Gwanghwamun) ออกไปไว้ด้านข้าง แล้วสร้างอาคารสำนักข้าหลวงใหญ่แห่งโชซอน (조선총독부 청사) ขนาดมหึมาด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกผสมเรอเนซองส์ (สร้างเสร็จปี 1926) ขวางกั้นด้านหน้าพระที่นั่งคึนจองจอน (ท้องพระโรงหลัก) จนมิดชิด เพื่อส่งสารว่าอำนาจของกษัตริย์โชซอนถูกบดบังโดยสมบูรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ผังอาคารในกรุงคยองซองยังถูกออกแบบเชิงสัญลักษณ์เมื่อมองจากมุมสูงบนเขาบุกอักซาน: เขาบุกอักซาน + อาคารข้าหลวงใหญ่ (ทรงสี่เหลี่ยมมีแกนกลางเป็นตัว 日) + ศาลาว่าการกรุงคยองซอง (สร้างเป็นรูปตัว 本) เมื่อเรียงต่อกันตามแนวถนนเซจงโร จะเกิดภาพสัญลักษณ์คำว่า "ไดนิปปง" (大日本 - จักรวรรดิญี่ปุ่นอันยิ่งใหญ่) กดทับเส้นชีพจรมังกรของกรุงโซล
การเปลี่ยนพระราชวังชังกยอง (창경궁) ให้กลายเป็นสวนสัตว์และสวนซากุระ:
ตั้งแต่ปี 1909 ญี่ปุ่นได้ลดสถานะพระราชวังชังกยองลงเป็นเพียงสวนสาธารณะชื่อ "ชังกยองวอน" (창경원 / 昌慶苑)
รื้อตำหนักที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ออกเพื่อสร้าง สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ นำสัตว์ป่าไปขังไว้ในเขตพระราชฐานชั้นใน และนำต้น "โยชิโนะซากุระ" (Yoshino Sakura) จากญี่ปุ่นหลายพันต้นมาปลูกทั่ววัง แล้วจัดงานเทศกาลชมซากุระยามค่ำคืน (โยซากุระ 夜桜) เพื่อให้ชาวเกาหลีคุ้นชินกับการฉลองเทศกาลแบบญี่ปุ่นท่ามกลางซากปรักหักพังของราชวงศ์ตนเอง
การตอกหมุดเหล็ก (쇠말뚝 / Malttuk) บนยอดเขา:
ภายใต้โครงการสำรวจที่ดินและทำแผนที่สามเหลี่ยม (Triangulation survey) ทหารช่างญี่ปุ่นได้นำหมุดเหล็กขนาดใหญ่ไปตอกลงบนจุดยุทธศาสตร์ตามยอดเขาสำคัญทั่วเกาหลี (เช่น เขาบุกอักซาน เขาอินวังซาน เขานัมซาน และเขาคึมกังซาน) ซึ่งในทางความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยของชาวเกาหลี นี่คือการตอกลิ่มตัดขาด "จีคี" (지기 / 地氣 - ปราณแห่งแผ่นดิน) เพื่อไม่ให้มีผู้นำผู้ยิ่งใหญ่ถือกำเนิดขึ้นในเกาหลีได้อีก
2.2 การกวาดล้าง "ชนชาติชุดขาว" (백의민족) และการบังคับสวมกางเกงมมเป (もんぺ)
ชาวเกาหลีมีธรรมเนียมสวมใส่ชุดฮันบกสีขาวมาตั้งแต่โบราณจนได้รับฉายาว่า "แพ็กอึยมินจก" (백의민족 / 白衣民族 - ชนชาติผู้สวมอาภรณ์ขาว) แต่สำหรับทางการญี่ปุ่น ชุดสีขาวคือสัญลักษณ์ของความเป็นปึกแผ่นทางชาติพันธุ์และความดื้อรั้นที่ไม่ยอมรับความทันสมัยแบบญี่ปุ่น
ปฏิบัติการสาดน้ำหมึกใส่ชุดขาว: ในทศวรรษ 1920–1930 สำนักข้าหลวงใหญ่ออกรณรงค์ "การยกเลิกชุดขาวและส่งเสริมชุดย้อมสี" (백의폐지 색의장려) โดยอ้างเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ว่าชุดขาวเปื้อนง่าย ทำให้ผู้หญิงเกาหลีต้องเสียเวลาซักและทุบผ้าทุกวัน ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ตั้งด่านอยู่หน้าตลาดสด หน้าศาลากลาง และทางเข้าหมู่บ้าน พร้อมถือ ถังน้ำหมึกดำพู่กันขนาดใหญ่ หรือกระบอกฉีดน้ำผสมหมึกสีดำ/สีน้ำเงิน หากชาวบ้านคนใดสวมชุดฮันบกสีขาวเดินผ่านเข้าตลาด จะถูกเจ้าหน้าที่เอาพู่กันป้ายหมึกดำเป็นกากบาทกลางหลัง หรือฉีดน้ำหมึกใส่เสื้อผ้าจนเลอะเทอะเสียหายทันที
การบังคับสวมชุดโคคุมินฟุกุ (国民服) และกางเกงมมเป (もんぺ):
เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามแปซิฟิก (1941–1945) ทางการประกาศให้ผู้ชายเกาหลีต้องสวม "ชุดโคคุมินฟุกุ" (Kokuminfuku / 국민복) ซึ่งเป็นชุดเครื่องแบบกึ่งทหารสีกากี และต้องตัดผมสั้นเกรียนทรงทหาร
ส่วนผู้หญิงเกาหลีถูกสั่งห้ามสวมกระโปรงฮันบก (ชิมะ 치마) ในที่สาธารณะโดยเด็ดขาด และบังคับให้สวม "กางเกงมมเป" (Monpe / 몸뻬) ซึ่งเป็นกางเกงทำงานทรงพองที่รัดข้อเท้าของหญิงชาวนาญี่ปุ่น โดยตั้งแต่ปี 1942 เป็นต้นมา ผู้หญิงเกาหลีที่ไม่สวมกางเกงมมเปจะถูกห้ามขึ้นรถราง รถประจำทาง รถไฟ และห้ามเข้าสถานที่ราชการ (ซึ่งคำว่า "มมเป" นี้เองที่ได้ฝังรากลึกกลายเป็นกางเกงทำงานของคุณยายชาวเกาหลีในชนบทสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน)
2.3 การปราบปรามวันตรุษเกาหลี (설날) และการแทรกซึมทางอาหารและคำศัพท์
สงครามปฏิทินและวันขึ้นปีใหม่: ญี่ปุ่นซึ่งเปลี่ยนไปใช้ปฏิทินสุริยคติตั้งแต่ยุคเมจิ ได้สั่งห้ามชาวเกาหลีเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติหรือ "ซอลลัล" (설날) โดยประทับตราเรียกวันซอลลัลอย่างเหยียดหยามว่า "กูจอง" (구정 / 旧正 - ปีใหม่เก่าที่ล้าหลัง) และบังคับให้ฉลองวันปีใหม่สากล 1 มกราคม หรือ "ชินจอง" (신정 / 新正 - ปีใหม่ใหม่) แบบญี่ปุ่นแทน
ในช่วงเทศกาลซอลลัลตามจันทรคติ ตำรวจญี่ปุ่นจะเดินตรวจตามบ้านและโรงสีข้าว สั่งห้ามโรงสีเดินเครื่องบดแป้งทำต็อกกุก (떡국 - ซุปเค้กข้าววันปีใหม่) และยึดรองเท้าหรือเสื้อผ้าใหม่ของเด็กๆ ที่แต่งตัวฉลองวันตรุษเกาหลี พร้อมบังคับให้ชาวเกาหลีนำกิ่งสน "คาโดมัตสึ" (Kadomatsu / 門松) แบบญี่ปุ่นมาประดับหน้าบ้านในวันที่ 1 มกราคมแทน
วัฒนธรรมอาหารและการกลืนกินผ่านรสชาติ:
ญี่ปุ่นนำระบบ "ฮิโนมารุ เบนโต" (日の丸弁当 - ข้าวกล่องธงชาติญี่ปุ่นที่มีข้าวขาวและบ๊วยดองเค็ม อูเมะโบชิ สีแดงวางตรงกลางเม็ดเดียว) เข้ามาบังคับใช้ในโรงเรียนทุกวันจันทร์หรือวันระลึกสงคราม โดยสั่งห้ามนักเรียนนำกิมจิหรือเครื่องเคียงเกาหลี (พันชัน) ที่มีกลิ่นกระเทียมแรงมาโรงเรียน เพราะอ้างว่าเป็นอาหารที่ไร้อารยธรรม
การเข้ามาของโรงงานผลิตโชยุและมิโซะแบบอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เพื่อแทนที่การหมักคันจัง (간장) และทเวนจัง (된장) ตามบ้าน
อาหารญี่ปุ่นหลายชนิดได้เข้ามาผสมผสานในวิถีชีวิตชาวเมืองคยองซองและปูซาน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในเวลาต่อมา เช่น ทาคูอัง (たくあん -> ดันมูจิ 단무지 หัวไชเท้าดองเหลือง), โอเด้ง (おでん -> โอเด้ง/ออมุก 오뎅/어묵), อูด้ง (うどん), เทมปุระ (天ぷら -> ทวีกิม 튀김) และ โนริมากิ (海苔巻き) ที่ชาวเกาหลีนำมาดัดแปลงเปลี่ยนจากน้ำส้มสายชูซูชิมาเป็นการทาด้วยน้ำมันงาและเกลือ แล้วใส่ไส้ผักดองและเนื้อสัตว์แบบเกาหลีจนกลายเป็น "คิมบับ" (김밥) ในยุคหลัง
มรดกทางภาษาที่ตกค้างในภาษาเกาหลีสมัยใหม่:
แม้หลังได้รับเอกราชในปี 1945 เกาหลีจะดำเนินโครงการชำระล้างคำยืมภาษาญี่ปุ่น (กุกอซุนฮวา 국어순화) อย่างเข้มข้น แต่คำศัพท์ญี่ปุ่นจากยุคอาณานิคมก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในภาษาพูด วงการก่อสร้าง กฎหมาย และการค้าของเกาหลีมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น:
노가다 (โนกาดะ) มาจากคำว่า โดกาตะ (土方) แปลว่า งานกรรมกรก่อสร้าง
다데기 (ทาเดกิ) มาจากคำว่า ทาทาคิ (叩き) แปลว่า พริกเครื่องแกงสับละเอียด
시마이 (ชิมาย) มาจากคำว่า ชิมะอิ (仕舞い) แปลว่า เลิกงาน / จบสิ้น
구루마 (คูรูมะ) มาจากคำว่า คูรูมะ (車) แปลว่า รถเข็นของ
가방 (คาบัง) มาจากคำว่า คาบัง (鞄) แปลว่า กระเป๋า
땡깡 (แตงกัง) มาจากคำว่า เท็นคัง (癲癇 - โรคลมชัก) ที่กลายความหมายเป็นอาการเด็กงอแงชักดิ้นชักงอ