แม้คำว่า "ทงกุง" (동궁 - ตำหนักตะวันออก) และตำแหน่ง "วังเซจา" (왕세자 - พระรัชทายาท) จะมีรากศัพท์และแนวคิดเรื่องทิศตะวันออกที่หมายถึงฤดูใบไม้ผลิและพระอาทิตย์ขึ้นมาจากจีน แต่โชซอนได้นำโครงสร้างนี้มาปรับใช้และผสมผสานกับความเข้มงวดของลัทธิขงจื๊อใหม่ (Neo-Confucianism) จนเกิดเป็นธรรมเนียม ข้อปฏิบัติ และสภาวะทางการเมืองที่เป็น "ความโหดหินฉบับโชซอน" ซึ่งจีนไม่มี หรือมีก็ไม่เป็นระบบที่กดดันเท่าครับ
นี่คือธรรมเนียมและข้อปฏิบัติของรัชทายาทที่เป็นเอกลักษณ์ของราชสำนักโชซอน
1. พิธีมอบตัวเป็นศิษย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติ (입학례 - Iphakrye)
ในราชวงศ์จีน องค์รัชทายาทจะศึกษาเล่าเรียนอยู่แต่ในเขตพระราชฐาน โดยมีราชครูเข้ามาถวายพระอักษร แต่ในโชซอน รัชทายาทจะต้องเข้าพิธี "อีบักรเย" หรือพิธีเข้าศึกษาที่ ซองกยุนกวาน (Sungkyunkwan)
ความแปลกคือรัชทายาทซึ่งเป็นว่าที่กษัตริย์ จะต้องเสด็จออกจากวังหลวง สวมชุดนักศึกษา (ไม่สวมชุดราชวงศ์) และต้อง "ก้มกราบ" ป้ายวิญญาณของขงจื๊อ รวมถึงต้องก้มศีรษะแสดงความเคารพต่อ "อาจารย์" ต่อหน้าเหล่านักศึกษาซองกยุนกวานคนอื่นๆ พิธีนี้เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่โชซอนออกแบบมาเพื่อย้ำว่า "แม้แต่กษัตริย์ก็ยังต้องอยู่ใต้หลักปรัชญาและธรรมเนียม"
2. การประกาศกฎห้ามแต่งงานทั่วประเทศ (금혼령 - Geumhonryeong) เพื่อคัดพระชายา
เมื่อถึงเวลาที่รัชทายาทต้องอภิเษกสมรส โชซอนจะมีระบบการคัดเลือกที่เรียกว่า "คันแทก" (Gantaek) ซึ่งมีกฎที่แปลกและเด็ดขาดมากคือ รัฐบาลจะประกาศ "กึมฮลรยอง" หรือคำสั่งห้ามเด็กสาววัยรุ่นในตระกูลขุนนาง (ยังบัน) ทั่วประเทศแต่งงาน จนกว่าราชสำนักจะคัดเลือกพระชายาเสร็จสิ้น
กระบวนการคัดเลือกจะแบ่งเป็น 3 รอบ (โช-คันแทก, แจ-คันแทก, ซัม-คันแทก) โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายแต่ไม่ได้รับเลือกเป็นพระชายา จะถือว่าเป็นผู้หญิงของพระราชา/รัชทายาทไปแล้ว ในทางปฏิบัติพวกเธอแทบจะหมดสิทธิ์แต่งงานกับชายอื่นตลอดชีวิต (จีนมีการคัดเลือกสนมและฮองเฮา แต่ไม่ได้ใช้ระบบห้ามแต่งงานทั่วประเทศและคัด 3 รอบอย่างเป็นแบบแผนตายตัวเท่าโชซอน)
3. การแยกไปฝึกมารยาทที่ "พยอลกุง" (별궁 - ตำหนักแยก)
เมื่อสตรีที่ถูกเลือกให้เป็นพระชายา (เซจาบิน) ชนะการคัดเลือกรอบสุดท้าย เธอจะไม่ได้ย้ายเข้าวังหลวงเพื่ออภิเษกสมรสทันที แต่จะต้องย้ายไปประทับที่ "พยอลกุง" หรือตำหนักนอกวัง เป็นเวลาหลายเดือน
เพื่อให้ข้าหลวงและซังกุงจากวังหลวงมาสอนกฎระเบียบของราชสำนัก มารยาท การเดิน การพูด และการวางตัว เมื่อฝึกจบหลักสูตรและได้รับการยอมรับแล้ว จึงจะมีขบวนเสด็จไปรับเข้าสู่ตำหนักทงกุง
4. "ชุนบัง" (춘방) องค์กรผู้ตรวจสอบและพี่เลี้ยงที่ตามติด 24 ชั่วโมง
หน่วยงานที่ดูแลการศึกษาของรัชทายาทโชซอนเรียกว่า "ชีกังวอน" (Sigangwon) หรือเรียกชื่อเล่นว่า "ชุนบัง" (ตำหนักฤดูใบไม้ผลิ) ขุนนางในหน่วยงานนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนหนังสือ แต่มีหน้าที่ "จับผิดและตักเตือน" รัชทายาท
การศึกษาของทงกุงโหดเหี้ยมมาก รัชทายาทต้องเรียนวันละ 3-4 รอบ (เช้า กลางวัน เย็น และค่ำ) หากรัชทายาททำตัวไม่เหมาะสม ขุนนางชุนบังมีสิทธิ์และมีหน้าที่ตามกฎหมายในการถวายฎีกาตำหนิรัชทายาทอย่างตรงไปตรงมา รัชทายาทโชซอนจึงเติบโตมาในสภาวะที่ถูกขุนนางตรวจสอบและกดดันแทบจะทุกอริยาบถ ซึ่งต่างจากจีนที่องค์ชายมักจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือข้าราชบริพารของตน
5. การว่าราชการแทน (대리청정 - Daericheongjeong) ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง
แม้การให้รัชทายาทว่าราชการแทนจะมีในชาติอื่น แต่ในโชซอน "แทรีชองจอง" กลายเป็นธรรมเนียมเชิงจิตวิทยาและการเมืองที่น่ากลัวมาก
กษัตริย์โชซอน (เช่น พระเจ้าซุกจง หรือ พระเจ้ายองโจ) มักใช้การสั่งให้รัชทายาทว่าราชการแทน เป็นเครื่องมือในการ "ทดสอบความจงรักภักดี" ของทั้งรัชทายาทและขุนนาง
เมื่อกษัตริย์แสร้งทำเป็นจะสละราชสมบัติหรือให้รัชทายาทว่าราชการ รัชทายาทจะต้องไปคุกเข่าโขกศีรษะหน้าตำหนักของพระบิดาจนเลือดออก (บางครั้งเป็นวันๆ หรือเป็นเดือน) เพื่อร้องขอให้พระบิดาถอนคำสั่ง หากรัชทายาทรับหน้าที่เลย จะถูกมองว่ามักใหญ่ใฝ่สูง ทะเยอทะยาน และอาจถูกปลดได้ (กรณีที่เห็นผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ ความกดดันที่พระเจ้ายองโจมีต่อรัชทายาทซาโดจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม)
6. การแต่งตั้ง "วอนจา" (원자) สายฟ้าแลบ
โชซอนให้ความสำคัญกับสายเลือดสายตรงมาก (嫡長子 - ลูกชายคนแรกที่เกิดจากมเหสี) หากมเหสีหรือพระสนมที่กษัตริย์โปรดปรานคลอดพระราชโอรส กษัตริย์โชซอนมักจะรีบชิงความได้เปรียบทางการเมืองด้วยการประกาศให้ทารกนั้นเป็น "วอนจา" (พระราชโอรสองค์แรกที่มีสิทธิ์สืบบัลลังก์) ตั้งแต่เด็กยังแบเบาะ เพื่อกันไม่ให้ขุนนางฝ่ายตรงข้ามดันองค์ชายคนอื่นขึ้นมา
ตำแหน่ง "วอนจา" นี้ถือเป็นตำแหน่งก่อนการสถาปนาเป็น "วังเซจา" (รัชทายาท) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นพลวัตทางการเมืองระหว่างวังหลังกับสภาขุนนางที่มีความเฉพาะตัวของราชสำนักโชซอนมากครับ
รวมเอกลักษณ์โชซอนที่แท้ทรู สิ่งที่โชซอนมีแต่จีนไม่มี ep.2
นี่คือธรรมเนียมและข้อปฏิบัติของรัชทายาทที่เป็นเอกลักษณ์ของราชสำนักโชซอน
1. พิธีมอบตัวเป็นศิษย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติ (입학례 - Iphakrye)
ในราชวงศ์จีน องค์รัชทายาทจะศึกษาเล่าเรียนอยู่แต่ในเขตพระราชฐาน โดยมีราชครูเข้ามาถวายพระอักษร แต่ในโชซอน รัชทายาทจะต้องเข้าพิธี "อีบักรเย" หรือพิธีเข้าศึกษาที่ ซองกยุนกวาน (Sungkyunkwan)
ความแปลกคือรัชทายาทซึ่งเป็นว่าที่กษัตริย์ จะต้องเสด็จออกจากวังหลวง สวมชุดนักศึกษา (ไม่สวมชุดราชวงศ์) และต้อง "ก้มกราบ" ป้ายวิญญาณของขงจื๊อ รวมถึงต้องก้มศีรษะแสดงความเคารพต่อ "อาจารย์" ต่อหน้าเหล่านักศึกษาซองกยุนกวานคนอื่นๆ พิธีนี้เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่โชซอนออกแบบมาเพื่อย้ำว่า "แม้แต่กษัตริย์ก็ยังต้องอยู่ใต้หลักปรัชญาและธรรมเนียม"
2. การประกาศกฎห้ามแต่งงานทั่วประเทศ (금혼령 - Geumhonryeong) เพื่อคัดพระชายา
เมื่อถึงเวลาที่รัชทายาทต้องอภิเษกสมรส โชซอนจะมีระบบการคัดเลือกที่เรียกว่า "คันแทก" (Gantaek) ซึ่งมีกฎที่แปลกและเด็ดขาดมากคือ รัฐบาลจะประกาศ "กึมฮลรยอง" หรือคำสั่งห้ามเด็กสาววัยรุ่นในตระกูลขุนนาง (ยังบัน) ทั่วประเทศแต่งงาน จนกว่าราชสำนักจะคัดเลือกพระชายาเสร็จสิ้น
กระบวนการคัดเลือกจะแบ่งเป็น 3 รอบ (โช-คันแทก, แจ-คันแทก, ซัม-คันแทก) โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายแต่ไม่ได้รับเลือกเป็นพระชายา จะถือว่าเป็นผู้หญิงของพระราชา/รัชทายาทไปแล้ว ในทางปฏิบัติพวกเธอแทบจะหมดสิทธิ์แต่งงานกับชายอื่นตลอดชีวิต (จีนมีการคัดเลือกสนมและฮองเฮา แต่ไม่ได้ใช้ระบบห้ามแต่งงานทั่วประเทศและคัด 3 รอบอย่างเป็นแบบแผนตายตัวเท่าโชซอน)
3. การแยกไปฝึกมารยาทที่ "พยอลกุง" (별궁 - ตำหนักแยก)
เมื่อสตรีที่ถูกเลือกให้เป็นพระชายา (เซจาบิน) ชนะการคัดเลือกรอบสุดท้าย เธอจะไม่ได้ย้ายเข้าวังหลวงเพื่ออภิเษกสมรสทันที แต่จะต้องย้ายไปประทับที่ "พยอลกุง" หรือตำหนักนอกวัง เป็นเวลาหลายเดือน
เพื่อให้ข้าหลวงและซังกุงจากวังหลวงมาสอนกฎระเบียบของราชสำนัก มารยาท การเดิน การพูด และการวางตัว เมื่อฝึกจบหลักสูตรและได้รับการยอมรับแล้ว จึงจะมีขบวนเสด็จไปรับเข้าสู่ตำหนักทงกุง
4. "ชุนบัง" (춘방) องค์กรผู้ตรวจสอบและพี่เลี้ยงที่ตามติด 24 ชั่วโมง
หน่วยงานที่ดูแลการศึกษาของรัชทายาทโชซอนเรียกว่า "ชีกังวอน" (Sigangwon) หรือเรียกชื่อเล่นว่า "ชุนบัง" (ตำหนักฤดูใบไม้ผลิ) ขุนนางในหน่วยงานนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนหนังสือ แต่มีหน้าที่ "จับผิดและตักเตือน" รัชทายาท
การศึกษาของทงกุงโหดเหี้ยมมาก รัชทายาทต้องเรียนวันละ 3-4 รอบ (เช้า กลางวัน เย็น และค่ำ) หากรัชทายาททำตัวไม่เหมาะสม ขุนนางชุนบังมีสิทธิ์และมีหน้าที่ตามกฎหมายในการถวายฎีกาตำหนิรัชทายาทอย่างตรงไปตรงมา รัชทายาทโชซอนจึงเติบโตมาในสภาวะที่ถูกขุนนางตรวจสอบและกดดันแทบจะทุกอริยาบถ ซึ่งต่างจากจีนที่องค์ชายมักจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือข้าราชบริพารของตน
5. การว่าราชการแทน (대리청정 - Daericheongjeong) ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง
แม้การให้รัชทายาทว่าราชการแทนจะมีในชาติอื่น แต่ในโชซอน "แทรีชองจอง" กลายเป็นธรรมเนียมเชิงจิตวิทยาและการเมืองที่น่ากลัวมาก
กษัตริย์โชซอน (เช่น พระเจ้าซุกจง หรือ พระเจ้ายองโจ) มักใช้การสั่งให้รัชทายาทว่าราชการแทน เป็นเครื่องมือในการ "ทดสอบความจงรักภักดี" ของทั้งรัชทายาทและขุนนาง
เมื่อกษัตริย์แสร้งทำเป็นจะสละราชสมบัติหรือให้รัชทายาทว่าราชการ รัชทายาทจะต้องไปคุกเข่าโขกศีรษะหน้าตำหนักของพระบิดาจนเลือดออก (บางครั้งเป็นวันๆ หรือเป็นเดือน) เพื่อร้องขอให้พระบิดาถอนคำสั่ง หากรัชทายาทรับหน้าที่เลย จะถูกมองว่ามักใหญ่ใฝ่สูง ทะเยอทะยาน และอาจถูกปลดได้ (กรณีที่เห็นผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ ความกดดันที่พระเจ้ายองโจมีต่อรัชทายาทซาโดจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม)
6. การแต่งตั้ง "วอนจา" (원자) สายฟ้าแลบ
โชซอนให้ความสำคัญกับสายเลือดสายตรงมาก (嫡長子 - ลูกชายคนแรกที่เกิดจากมเหสี) หากมเหสีหรือพระสนมที่กษัตริย์โปรดปรานคลอดพระราชโอรส กษัตริย์โชซอนมักจะรีบชิงความได้เปรียบทางการเมืองด้วยการประกาศให้ทารกนั้นเป็น "วอนจา" (พระราชโอรสองค์แรกที่มีสิทธิ์สืบบัลลังก์) ตั้งแต่เด็กยังแบเบาะ เพื่อกันไม่ให้ขุนนางฝ่ายตรงข้ามดันองค์ชายคนอื่นขึ้นมา
ตำแหน่ง "วอนจา" นี้ถือเป็นตำแหน่งก่อนการสถาปนาเป็น "วังเซจา" (รัชทายาท) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นพลวัตทางการเมืองระหว่างวังหลังกับสภาขุนนางที่มีความเฉพาะตัวของราชสำนักโชซอนมากครับ