เวลาพูดถึงรากฐานของตัวอักษรและภาษาในเอเชียตะวันออก ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักมองเป็นเส้นตรงว่า "จีน คือต้นกำเนิดอักษรฮั่น (漢字) แล้วส่งต่อให้เกาหลีกับญี่ปุ่นไปใช้" แต่ถ้าเรากางบันทึกประวัติศาสตร์ชั้นต้นของทั้ง 3 ชาติ (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ร่วมกับหลักฐานทางโบราณคดีและภาษาศาสตร์เชิงเปรียบเทียบ เราจะพบความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก นั่นคือ ญี่ปุ่นในยุคโบราณไม่ได้รับระบบตัวอักษรและการอ่านคัมภีร์จากจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรงในระยะแรก แต่รับผ่านการ "ย่อย ดัดแปลง และวางระบบ" โดยอาณาจักรต่างๆ บนคาบสมุทรเกาหลี ตั้งแต่ยุคสามก๊ก (โคกูรยอ, แพ็กเจ, ชิลลา) ยุคชิลลารวมแผ่นดิน ยุคโครยอ ไปจนถึงยุคราชวงศ์โชซอน
1. ทำไมเกาหลีและญี่ปุ่นถึงใช้อักษรจีน "แบบดิบๆ" ไม่ได้?
ก่อนจะไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ต้องเข้าใจโครงสร้างทางภาษาศาสตร์ก่อนว่า ภาษาจีน (ตระกูล Sino-Tibetan) กับ ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่น (กลุ่มภาษาคำติดต่อ / Agglutinative languages) มีโครงสร้างที่ต่างกันคนละขั้ว:
การเรียงลำดับคำ (Word Order): ภาษาจีนเรียงแบบ SVO (ประธาน + กริยา + กรรม) เช่น ฉัน กิน ข้าว (我食飯) แต่ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นโบราณเรียงแบบ SOV (ประธาน + กรรม + กริยา) เช่น ฉัน ข้าว กิน
การผันคำและคำช่วย (Inflection & Particles): ภาษาจีนเป็นภาษาคำโดด (Isolating language) ที่คำไม่เปลี่ยนรูป แต่ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นต้องมี "คำช่วย" (Particles / 조사 / 助詞) และ "ส่วนเติมท้ายกริยาเพื่อบอกกาลและระดับความสุภาพ" (Verb endings) ต่อท้ายคำนามและคำกริยาเสมอ
เมื่อชาวเกาหลียุคสามก๊กรับอักษรจีนเข้ามา จึงเกิดโจทย์ใหญ่ว่า "จะเอาอักษรภาพของจีน มาเขียนภาษาพูดของตัวเองที่มีคำช่วยและไวยากรณ์คนละแบบได้อย่างไร?"
ชาวเกาหลีจึงคิดค้นนวัตกรรมทางภาษาขึ้นมา 3 ระบบสำคัญ ได้แก่ อีดู (Idu / 吏讀), ฮยังชัล (Hyangchal / 鄕札) และ กูกยอล (Gugyeol / 口訣) และเนื่องจากภาษาเกาหลีกับภาษาญี่ปุ่นมีโครงสร้างไวยากรณ์ (Typology) แทบจะเหมือนกันแบบคำต่อคำ นวัตกรรมที่เกาหลีคิดค้นขึ้นมานี้เองจึงกลายเป็น "พิมพ์เขียวสำเร็จรูป" ที่ถูกส่งต่อไปให้ญี่ปุ่นใช้สร้างระบบการเขียนของตนเอง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนแบบไม่มีอคติ เรามาดูข้อความจริงที่ปรากฏในพงศาวดารและบันทึกทางการของทั้ง 3 ชาติกันครับ
1. บันทึกฝ่ายจีน: ยืนยันว่าญี่ปุ่นมีตัวอักษรใช้ครั้งแรกเพราะรับผ่าน "แพ็กเจ (เกาหลี)"
ในพงศาวดารราชวงศ์สุยของจีน หรือ สุยซู (隋書 - Book of Sui) เล่มที่ 81 บทว่าด้วยชนชาติทางตะวันออก หมวดแคว้นวะ/ญี่ปุ่น (東夷傳 倭國) ซึ่งเรียบเรียงโดย เว่ยเจิง (魏徵) ในปี ค.ศ. 636 ได้บันทึกสภาพสังคมและการกำเนิดตัวอักษรในญี่ปุ่นไว้อย่างชัดเจน:
ข้อความต้นฉบับในบันทึก:
「無文字,唯刻木結繩。敬佛法,於百濟求得佛經,始有文字。」
คำแปลโดยละเอียด:
"

ชาวแคว้นวะ/ญี่ปุ่น) เดิมทีไม่มีตัวอักษรใช้ ทำได้เพียงบากไม้และผูกปมเชือกเพื่อจำหมายเหตุ ต่อมาเมื่อเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงได้ไปขอคัมภีร์พุทธศาสนาจากแคว้นแพ็กเจ (百濟) นับแต่นั้นมาจึงเริ่มมีตัวอักษรใช้เป็นครั้งแรก"
นอกจากนี้ ใน เหลียงซู (梁書 - Book of Liang) เล่มที่ 54 หมวดแคว้นไป่จี้ (แพ็กเจ) ยังบันทึกไว้ว่าภาษาและวัฒนธรรมของแพ็กเจเป็นรากฐานสำคัญของภูมิภาคทะเลตะวันออก และใน ซ่งซู (宋書 - Book of Song) เล่มที่ 97 ก็ปรากฏพระราชสาส์นของกษัตริย์ญี่ปุ่นยุคโคฟุง (เช่น กษัตริย์บู หรือ จักรพรรดิยูเรียคุ) ที่ส่งไปราชสำนักจีนยุคราชวงศ์ใต้ ซึ่งนักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์พบว่าสำนวนการเขียนภาษาจีนโบราณในพระราชสาส์นเหล่านั้น ร่างขึ้นโดย อาลักษณ์ชาวแพ็กเจ ที่ทำงานอยู่ในราชสำนักยามาโตะ
2. บันทึกฝ่ายญี่ปุ่น: ปราชญ์แพ็กเจผู้เป็นพระอาจารย์ของรัชทายาทและผู้วางรากฐานอักษร
พงศาวดารที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นทั้ง 2 เล่ม คือ โคจิกิ (古事記 - ค.ศ. 712) และ นิฮงโชกิ (日本書紀 - ค.ศ. 720) ต่างบันทึกตรงกันว่า ผู้ที่นำหนังสือ ระบบการอ่านเขียน และความรู้ขงจื๊อเข้ามาสอนให้ราชสำนักญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ คือทูตและปราชญ์จาก อาณาจักรแพ็กเจ (百濟) ชื่อว่า อาจิกกิ (Achiki / 阿直岐) และ วังอิน หรือที่ญี่ปุ่นออกเสียงว่า วานิ (Wani / 王仁 / 和邇吉師)
(1) บันทึกใน นิฮงโชกิ (日本書紀) เล่มที่ 10 รัชสมัยจักรพรรดิโอจิน (應神天皇) ปีที่ 15 และ 16:
ข้อความต้นฉบับในบันทึก (ปีที่ 15):
「十五年秋八月壬戌朔丁卯,百濟王遣阿直伎,貢良馬二匹... 阿直岐亦能讀經典,卽太子菟道稚郎子師焉。於是天皇問阿直岐曰:『如勝汝博士,亦有耶?』對曰:『有王仁者,是秀也。』時遣上毛野君祖荒田別、巫別於百濟,仍徵王仁也。」
ข้อความต้นฉบับในบันทึก (ปีที่ 16):
「十六年春二月,王仁來之,則太子菟道稚郎子師之,習諸典籍於王仁,莫不通達。故所謂王仁者,是書首等之始祖也。」
คำแปลโดยละเอียด:
"ปีที่ 15 เดือน 8 ฤดูใบไม้ร่วง กษัตริย์แห่งแพ็กเจส่ง อาจิกกิ (阿直伎) มาถวายม้าพันธุ์ดี 2 ตัว... อาจิกกิผู้นี้มีความสามารถในการอ่านคัมภีร์โบราณได้อย่างแตกฉาน จึงได้รับแต่งตั้งเป็นพระอาจารย์ของเจ้าชายรัชทายาทอูจิโนะวากิอิรัตสึโกะ (菟道稚郎子) ครั้งนั้นองค์จักรพรรดิตรัสถามอาจิกกิว่า 'ยังมีบัณฑิต (ฮากาเสะ/博士) ที่เก่งกาจยิ่งกว่าเจ้าอีกหรือไม่?' อาจิกกิทูลตอบว่า 'มีผู้หนึ่งนามว่า วังอิน (王仁) เป็นผู้มีความรู้เป็นเลิศพ่ะย่ะค่ะ' จักรพรรดิจึงส่งอาราตะวาเกะและคามุนางิวาเกะ บรรพบุรุษตระกูลคามิตสึเกะโนะ ไปยังแพ็กเจเพื่อเชิญตัววังอินมา
ครั้นปีที่ 16 เดือน 2 ฤดูใบไม้ผลิ วังอินเดินทางมาถึง เจ้าชายรัชทายาทอูจิโนะวากิอิรัตสึโกะจึงทรงฝากตัวเป็นศิษย์ ทรงศึกษาคัมภีร์ทั้งปวงกับวังอินจนแตกฉานทุกประการ วังอินผู้นี้เองคือต้นตระกูลของ ฟูมิโนะโอบิโตะ (書首 - ตระกูลหัวหน้าอาลักษณ์ฝ่ายอักษรศาสตร์ของราชสำนักตะวันตก)"
(2) บันทึกใน โคจิกิ (古事記) เล่มกลาง (中巻) รัชสมัยจักรพรรดิโอจิน:
ข้อความต้นฉบับในบันทึก:
「又科賜百濟國:『若有賢人者貢上。』故受命以貢上人,名和邇吉師。卽論語十卷、千字文一卷,幷十一卷付是人卽貢進。」
คำแปลโดยละเอียด:
"อนึ่ง ได้มีพระบรมราชโองการไปยังแคว้นแพ็กเจว่า 'หากมีนักปราชญ์ผู้มีความรู้ความสามารถ จงส่งตัวมาถวาย' ดังนั้นผู้ที่ถูกส่งตัวมาตามรับสั่งจึงมีนามว่า วานิกิชิ (和邇吉師 / วังอิน) โดยได้นำคัมภีร์ หลุนอวี่ (論語 - คัมภีร์ขงจื๊อ) จำนวน 10 ผูก และคัมภีร์ เชียนจื้อเหวิน (千字文 - คัมภีร์อักษรพันตัวสำหรับเรียนหนังสือ) จำนวน 1 ผูก รวมทั้งสิ้น 11 ผูก มอบให้บุคคลผู้นี้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย"
(หมายเหตุทางประวัติศาสตร์: นักวิชาการชี้ว่า "วังอิน" เป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของคลื่นนักปราชญ์และอาลักษณ์ชาวแพ็กเจที่อพยพเข้ามาวางระบบการศึกษาในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 5–6 เนื่องจากคัมภีร์เชียนจื้อเหวินฉบับโจวซิงซื่อเรียบเรียงเสร็จในยุคราชวงศ์เหลียง ช่วงต้นศตวรรษที่ 6 ซึ่งแพ็กเจรับมาและส่งต่อให้ญี่ปุ่นทันที)
3. บันทึกฝ่ายเกาหลี: ต้นกำเนิดระบบการอ่านอักษรจีนด้วยภาษาท้องถิ่น
ในพงศาวดารเกาหลี ซัมกุกซากิ (三國史記 - ประวัติศาสตร์สามก๊ก ค.ศ. 1145) เรียบเรียงโดย คิมบูชิก (金富軾) ได้บันทึกพัฒนาการด้านอักษรศาสตร์ของทั้งแพ็กเจและชิลลา ซึ่งเป็นต้นน้ำที่ไหลไปสู่ญี่ปุ่น:
(1) การรวบรวมประวัติศาสตร์ด้วยตัวอักษรในแพ็กเจ (三國史記 เล่มที่ 24 บันทึกแพ็กเจ รัชสมัยพระเจ้ากึนโชโก ปีที่ 30 / ค.ศ. 375):
ข้อความต้นฉบับในบันทึก:
「古記云:百濟開國已來,未有以文字記事,至是得博士高興,始有『書記』。」
คำแปลโดยละเอียด:
"บันทึกโบราณกล่าวไว้ว่า นับแต่แพ็กเจก่อตั้งอาณาจักรมา ยังมิได้มีการใช้ตัวอักษรบันทึกเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งบัดนี้ได้ตัวบัณฑิตนามว่า โคฮึง (高興) มา จึงเริ่มมีการเรียบเรียงตำราประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า 'ซอกี' (書記) ขึ้นเป็นครั้งแรก"
(คำว่า 書記 หรือ ซอกี/โชกิ ของแพ็กเจ รวมถึงคัมภีร์ตระกูล "แพ็กเจซัมซอ" เช่น 百濟記, 百濟新撰, 百濟本記 ได้กลายเป็นต้นแบบและแหล่งอ้างอิงหลักที่ญี่ปุ่นนำมาใช้เขียนและตั้งชื่อพงศาวดาร นิฮงโชกิ - 日本書紀 ในเวลาต่อมา)
(2) การวางระบบ "อีดู" และ "กูกยอล" โดย ซอลชง แห่งชิลลา (三國史記 เล่มที่ 46 ชีวประวัติซอลชง / 薛聰列傳):
ข้อความต้นฉบับในบันทึก:
「薛聰,字聰智,祖談捺奈麻,父元曉... 聰性明銳,生知道術,以方言讀九經,訓導後生,至今學者宗之。」
คำแปลโดยละเอียด:
"ซอลชง (薛聰) นามรอง ชงจี ปู่คือทัมนัลระดับนามา บิดาคือพระอาจารย์วอนฮโย (元曉)... ซอลชงมีสติปัญญาหลักแหลมมาแต่กำเนิด รอบรู้ในศาสตร์ทั้งปวง ท่านได้ใช้ 'ภาษาท้องถิ่น' (方言 - หมายถึงภาษาชิลลา/เกาหลีโบราณ) มาอ่านออกเสียงและแปลความหมายคัมภีร์ทั้งเก้าของขงจื๊อ (以方言讀九經) เพื่อสั่งสอนอนุชนรุ่นหลัง จนกระทั่งทุกวันนี้เหล่านักปราชญ์ก็ยังคงยกย่องท่านเป็นปรมาจารย์"
และในคำตามของคัมภีร์ ฮุนมินจองอึม แฮรเย (訓民正音解例 - ค.ศ. 1446) เขียนโดย ชองอินจี (鄭麟趾) ได้ขยายความไว้ชัดเจนว่า:
「昔新羅薛聰始作吏讀,官府民間至今行之,然皆假字而用,或澀或窒。」
คำแปลโดยละเอียด:
"ในอดีตกาล ซอลชงแห่งอาณาจักรชิลลาได้ริเริ่มจัดระบบอักษร อีดู (吏讀) ขึ้น ซึ่งทั้งสถานที่ราชการและราษฎรยังคงใช้งานสืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยล้วนเป็นการยืมอักษรจีนมาใช้แทนเสียงและความหมาย..."
เกาหลีคือผู้วางรากฐานระบบภาษาและการสื่อสารให้ญี่ปุ่น
1. ทำไมเกาหลีและญี่ปุ่นถึงใช้อักษรจีน "แบบดิบๆ" ไม่ได้?
ก่อนจะไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ต้องเข้าใจโครงสร้างทางภาษาศาสตร์ก่อนว่า ภาษาจีน (ตระกูล Sino-Tibetan) กับ ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่น (กลุ่มภาษาคำติดต่อ / Agglutinative languages) มีโครงสร้างที่ต่างกันคนละขั้ว:
การเรียงลำดับคำ (Word Order): ภาษาจีนเรียงแบบ SVO (ประธาน + กริยา + กรรม) เช่น ฉัน กิน ข้าว (我食飯) แต่ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นโบราณเรียงแบบ SOV (ประธาน + กรรม + กริยา) เช่น ฉัน ข้าว กิน
การผันคำและคำช่วย (Inflection & Particles): ภาษาจีนเป็นภาษาคำโดด (Isolating language) ที่คำไม่เปลี่ยนรูป แต่ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นต้องมี "คำช่วย" (Particles / 조사 / 助詞) และ "ส่วนเติมท้ายกริยาเพื่อบอกกาลและระดับความสุภาพ" (Verb endings) ต่อท้ายคำนามและคำกริยาเสมอ
เมื่อชาวเกาหลียุคสามก๊กรับอักษรจีนเข้ามา จึงเกิดโจทย์ใหญ่ว่า "จะเอาอักษรภาพของจีน มาเขียนภาษาพูดของตัวเองที่มีคำช่วยและไวยากรณ์คนละแบบได้อย่างไร?"
ชาวเกาหลีจึงคิดค้นนวัตกรรมทางภาษาขึ้นมา 3 ระบบสำคัญ ได้แก่ อีดู (Idu / 吏讀), ฮยังชัล (Hyangchal / 鄕札) และ กูกยอล (Gugyeol / 口訣) และเนื่องจากภาษาเกาหลีกับภาษาญี่ปุ่นมีโครงสร้างไวยากรณ์ (Typology) แทบจะเหมือนกันแบบคำต่อคำ นวัตกรรมที่เกาหลีคิดค้นขึ้นมานี้เองจึงกลายเป็น "พิมพ์เขียวสำเร็จรูป" ที่ถูกส่งต่อไปให้ญี่ปุ่นใช้สร้างระบบการเขียนของตนเอง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนแบบไม่มีอคติ เรามาดูข้อความจริงที่ปรากฏในพงศาวดารและบันทึกทางการของทั้ง 3 ชาติกันครับ
1. บันทึกฝ่ายจีน: ยืนยันว่าญี่ปุ่นมีตัวอักษรใช้ครั้งแรกเพราะรับผ่าน "แพ็กเจ (เกาหลี)"
ในพงศาวดารราชวงศ์สุยของจีน หรือ สุยซู (隋書 - Book of Sui) เล่มที่ 81 บทว่าด้วยชนชาติทางตะวันออก หมวดแคว้นวะ/ญี่ปุ่น (東夷傳 倭國) ซึ่งเรียบเรียงโดย เว่ยเจิง (魏徵) ในปี ค.ศ. 636 ได้บันทึกสภาพสังคมและการกำเนิดตัวอักษรในญี่ปุ่นไว้อย่างชัดเจน:
ข้อความต้นฉบับในบันทึก:
「無文字,唯刻木結繩。敬佛法,於百濟求得佛經,始有文字。」
คำแปลโดยละเอียด:
"
นอกจากนี้ ใน เหลียงซู (梁書 - Book of Liang) เล่มที่ 54 หมวดแคว้นไป่จี้ (แพ็กเจ) ยังบันทึกไว้ว่าภาษาและวัฒนธรรมของแพ็กเจเป็นรากฐานสำคัญของภูมิภาคทะเลตะวันออก และใน ซ่งซู (宋書 - Book of Song) เล่มที่ 97 ก็ปรากฏพระราชสาส์นของกษัตริย์ญี่ปุ่นยุคโคฟุง (เช่น กษัตริย์บู หรือ จักรพรรดิยูเรียคุ) ที่ส่งไปราชสำนักจีนยุคราชวงศ์ใต้ ซึ่งนักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์พบว่าสำนวนการเขียนภาษาจีนโบราณในพระราชสาส์นเหล่านั้น ร่างขึ้นโดย อาลักษณ์ชาวแพ็กเจ ที่ทำงานอยู่ในราชสำนักยามาโตะ
2. บันทึกฝ่ายญี่ปุ่น: ปราชญ์แพ็กเจผู้เป็นพระอาจารย์ของรัชทายาทและผู้วางรากฐานอักษร
พงศาวดารที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นทั้ง 2 เล่ม คือ โคจิกิ (古事記 - ค.ศ. 712) และ นิฮงโชกิ (日本書紀 - ค.ศ. 720) ต่างบันทึกตรงกันว่า ผู้ที่นำหนังสือ ระบบการอ่านเขียน และความรู้ขงจื๊อเข้ามาสอนให้ราชสำนักญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ คือทูตและปราชญ์จาก อาณาจักรแพ็กเจ (百濟) ชื่อว่า อาจิกกิ (Achiki / 阿直岐) และ วังอิน หรือที่ญี่ปุ่นออกเสียงว่า วานิ (Wani / 王仁 / 和邇吉師)
(1) บันทึกใน นิฮงโชกิ (日本書紀) เล่มที่ 10 รัชสมัยจักรพรรดิโอจิน (應神天皇) ปีที่ 15 และ 16:
ข้อความต้นฉบับในบันทึก (ปีที่ 15):
「十五年秋八月壬戌朔丁卯,百濟王遣阿直伎,貢良馬二匹... 阿直岐亦能讀經典,卽太子菟道稚郎子師焉。於是天皇問阿直岐曰:『如勝汝博士,亦有耶?』對曰:『有王仁者,是秀也。』時遣上毛野君祖荒田別、巫別於百濟,仍徵王仁也。」
ข้อความต้นฉบับในบันทึก (ปีที่ 16):
「十六年春二月,王仁來之,則太子菟道稚郎子師之,習諸典籍於王仁,莫不通達。故所謂王仁者,是書首等之始祖也。」
คำแปลโดยละเอียด:
"ปีที่ 15 เดือน 8 ฤดูใบไม้ร่วง กษัตริย์แห่งแพ็กเจส่ง อาจิกกิ (阿直伎) มาถวายม้าพันธุ์ดี 2 ตัว... อาจิกกิผู้นี้มีความสามารถในการอ่านคัมภีร์โบราณได้อย่างแตกฉาน จึงได้รับแต่งตั้งเป็นพระอาจารย์ของเจ้าชายรัชทายาทอูจิโนะวากิอิรัตสึโกะ (菟道稚郎子) ครั้งนั้นองค์จักรพรรดิตรัสถามอาจิกกิว่า 'ยังมีบัณฑิต (ฮากาเสะ/博士) ที่เก่งกาจยิ่งกว่าเจ้าอีกหรือไม่?' อาจิกกิทูลตอบว่า 'มีผู้หนึ่งนามว่า วังอิน (王仁) เป็นผู้มีความรู้เป็นเลิศพ่ะย่ะค่ะ' จักรพรรดิจึงส่งอาราตะวาเกะและคามุนางิวาเกะ บรรพบุรุษตระกูลคามิตสึเกะโนะ ไปยังแพ็กเจเพื่อเชิญตัววังอินมา
ครั้นปีที่ 16 เดือน 2 ฤดูใบไม้ผลิ วังอินเดินทางมาถึง เจ้าชายรัชทายาทอูจิโนะวากิอิรัตสึโกะจึงทรงฝากตัวเป็นศิษย์ ทรงศึกษาคัมภีร์ทั้งปวงกับวังอินจนแตกฉานทุกประการ วังอินผู้นี้เองคือต้นตระกูลของ ฟูมิโนะโอบิโตะ (書首 - ตระกูลหัวหน้าอาลักษณ์ฝ่ายอักษรศาสตร์ของราชสำนักตะวันตก)"
(2) บันทึกใน โคจิกิ (古事記) เล่มกลาง (中巻) รัชสมัยจักรพรรดิโอจิน:
ข้อความต้นฉบับในบันทึก:
「又科賜百濟國:『若有賢人者貢上。』故受命以貢上人,名和邇吉師。卽論語十卷、千字文一卷,幷十一卷付是人卽貢進。」
คำแปลโดยละเอียด:
"อนึ่ง ได้มีพระบรมราชโองการไปยังแคว้นแพ็กเจว่า 'หากมีนักปราชญ์ผู้มีความรู้ความสามารถ จงส่งตัวมาถวาย' ดังนั้นผู้ที่ถูกส่งตัวมาตามรับสั่งจึงมีนามว่า วานิกิชิ (和邇吉師 / วังอิน) โดยได้นำคัมภีร์ หลุนอวี่ (論語 - คัมภีร์ขงจื๊อ) จำนวน 10 ผูก และคัมภีร์ เชียนจื้อเหวิน (千字文 - คัมภีร์อักษรพันตัวสำหรับเรียนหนังสือ) จำนวน 1 ผูก รวมทั้งสิ้น 11 ผูก มอบให้บุคคลผู้นี้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย"
(หมายเหตุทางประวัติศาสตร์: นักวิชาการชี้ว่า "วังอิน" เป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของคลื่นนักปราชญ์และอาลักษณ์ชาวแพ็กเจที่อพยพเข้ามาวางระบบการศึกษาในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 5–6 เนื่องจากคัมภีร์เชียนจื้อเหวินฉบับโจวซิงซื่อเรียบเรียงเสร็จในยุคราชวงศ์เหลียง ช่วงต้นศตวรรษที่ 6 ซึ่งแพ็กเจรับมาและส่งต่อให้ญี่ปุ่นทันที)
3. บันทึกฝ่ายเกาหลี: ต้นกำเนิดระบบการอ่านอักษรจีนด้วยภาษาท้องถิ่น
ในพงศาวดารเกาหลี ซัมกุกซากิ (三國史記 - ประวัติศาสตร์สามก๊ก ค.ศ. 1145) เรียบเรียงโดย คิมบูชิก (金富軾) ได้บันทึกพัฒนาการด้านอักษรศาสตร์ของทั้งแพ็กเจและชิลลา ซึ่งเป็นต้นน้ำที่ไหลไปสู่ญี่ปุ่น:
(1) การรวบรวมประวัติศาสตร์ด้วยตัวอักษรในแพ็กเจ (三國史記 เล่มที่ 24 บันทึกแพ็กเจ รัชสมัยพระเจ้ากึนโชโก ปีที่ 30 / ค.ศ. 375):
ข้อความต้นฉบับในบันทึก:
「古記云:百濟開國已來,未有以文字記事,至是得博士高興,始有『書記』。」
คำแปลโดยละเอียด:
"บันทึกโบราณกล่าวไว้ว่า นับแต่แพ็กเจก่อตั้งอาณาจักรมา ยังมิได้มีการใช้ตัวอักษรบันทึกเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งบัดนี้ได้ตัวบัณฑิตนามว่า โคฮึง (高興) มา จึงเริ่มมีการเรียบเรียงตำราประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า 'ซอกี' (書記) ขึ้นเป็นครั้งแรก"
(คำว่า 書記 หรือ ซอกี/โชกิ ของแพ็กเจ รวมถึงคัมภีร์ตระกูล "แพ็กเจซัมซอ" เช่น 百濟記, 百濟新撰, 百濟本記 ได้กลายเป็นต้นแบบและแหล่งอ้างอิงหลักที่ญี่ปุ่นนำมาใช้เขียนและตั้งชื่อพงศาวดาร นิฮงโชกิ - 日本書紀 ในเวลาต่อมา)
(2) การวางระบบ "อีดู" และ "กูกยอล" โดย ซอลชง แห่งชิลลา (三國史記 เล่มที่ 46 ชีวประวัติซอลชง / 薛聰列傳):
ข้อความต้นฉบับในบันทึก:
「薛聰,字聰智,祖談捺奈麻,父元曉... 聰性明銳,生知道術,以方言讀九經,訓導後生,至今學者宗之。」
คำแปลโดยละเอียด:
"ซอลชง (薛聰) นามรอง ชงจี ปู่คือทัมนัลระดับนามา บิดาคือพระอาจารย์วอนฮโย (元曉)... ซอลชงมีสติปัญญาหลักแหลมมาแต่กำเนิด รอบรู้ในศาสตร์ทั้งปวง ท่านได้ใช้ 'ภาษาท้องถิ่น' (方言 - หมายถึงภาษาชิลลา/เกาหลีโบราณ) มาอ่านออกเสียงและแปลความหมายคัมภีร์ทั้งเก้าของขงจื๊อ (以方言讀九經) เพื่อสั่งสอนอนุชนรุ่นหลัง จนกระทั่งทุกวันนี้เหล่านักปราชญ์ก็ยังคงยกย่องท่านเป็นปรมาจารย์"
และในคำตามของคัมภีร์ ฮุนมินจองอึม แฮรเย (訓民正音解例 - ค.ศ. 1446) เขียนโดย ชองอินจี (鄭麟趾) ได้ขยายความไว้ชัดเจนว่า:
「昔新羅薛聰始作吏讀,官府民間至今行之,然皆假字而用,或澀或窒。」
คำแปลโดยละเอียด:
"ในอดีตกาล ซอลชงแห่งอาณาจักรชิลลาได้ริเริ่มจัดระบบอักษร อีดู (吏讀) ขึ้น ซึ่งทั้งสถานที่ราชการและราษฎรยังคงใช้งานสืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยล้วนเป็นการยืมอักษรจีนมาใช้แทนเสียงและความหมาย..."