เครือข่ายขุนนาง-ทุนจีนโพ้นทะเล ผู้วางพิมพ์เขียวและกุมกลไกอำนาจรัฐสยาม
1. บทนำ: ม่านบังตาที่เรียกว่า "ความเป็นไทยแท้" กับสิ่งที่ภาพนั้นไม่เล่า
ประวัติศาสตร์กระแสหลักและแบบเรียนสังคมศึกษาของประเทศไทย(สยาม) มักนำเสนอภาพตัวตนของชาติผ่านวาทกรรมเส้นตรงจากสุโขทัย อยุธยา สู่รัตนโกสินทร์ โดยมีกลุ่มคนไทย(สยาม)เป็นเจ้าของเรื่องเพียงกลุ่มเดียว เรื่องเล่านี้ทำหน้าที่เป็น
"ม่านบังตา" สองประการพร้อมกัน อย่างแรกคือการลดทอนและจงใจลบบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนหรือร่วมสร้างรัฐ เช่น มอญ เขมร ลัวะ ฯลฯ อย่างที่สองคือการมองข้ามความเป็นหุ้นส่วนเชิงโครงสร้างระหว่างราชสำนักกับทุนพ่อค้าจีนและลูกจีน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของรายได้รัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การไม่พูดถึงบทบาทของกลุ่มทุนและขุนนางจีนเหล่านี้ในแบบเรียนอย่างเต็มเสียง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์พรางตัวทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงแรงต้านทานจากมวลชนคนพื้นเมืองดั้งเดิม ข้อเสนอนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนการสมคบคิดลึกลับ แต่ตั้งอยู่บนการวิเคราะห์ผลประโยชน์ สถาบัน และอำนาจในการกำหนดภาษา บันทึก และโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
2. พิมพ์เขียวโครงสร้างอำนาจ: จากระบบเจ้าภาษีนายอากรสู่ระบบอุปถัมภ์ผูกขาด
ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ราชสำนักได้ขยายการประมูลสิทธิ์เก็บภาษีและผูกขาดสินค้าสำคัญ เช่น อากรบ่อนเบี้ย สุรา และฝิ่น ให้ผู้ประมูลเป็นเจ้าภาษีนายอากร ผู้ประมูลจำนวนมากเป็นพ่อค้าจีนหรือลูกจีน ซึ่งมีทุน เครือข่ายการค้า และความรู้ด้านบัญชี ขณะที่รัฐได้รายได้เป็นเงินสดล่วงหน้าโดยไม่ต้องสร้างระบบเก็บภาษีของตนเอง
การผูกขาดเชิงนโยบาย: ขุนนางและพ่อค้าจีนโพ้นทะเลตระกูลใหญ่ได้รับสัมปทานผูกขาดการเก็บภาษี ส่งผลให้กลุ่มทุนจีนเหล่านี้สามารถขยับขยายขึ้นมากุมตำแหน่งบริหารระดับสูงในกระทรวงสำคัญ เช่น กรมพระคลังสินค้า และกรมท่าซ้าย
ความสัมพันธ์สองทางและการควบคุมขั้นเด็ดขาด: ผู้ประมูลได้สถานะ เครือข่าย และบางรายได้บรรดาศักดิ์ ขณะที่ราชสำนักยังเป็นผู้ให้สิทธิ์ ตรวจสอบ และเพิกถอนได้ ดังที่ Cushman (1991) แสดงในกรณีตระกูลคอซิมบี้ที่ระนอง ว่าตระกูลพ่อค้าเติบโตได้ผ่านการสมาคมกับรัฐ และต้องรักษาความไว้วางใจของรัฐไว้ตลอด ระบบนี้ถูกลดบทบาทและยกเลิกทีละอย่างในการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 เมื่อรัฐสร้างกลไกการคลังของตนเอง จึงเห็นได้ว่าอำนาจสุดท้ายอยู่ที่รัฐ ไม่ใช่ผู้รับสัมปทาน
รากเหง้าเครือข่ายอุปถัมภ์: ระบบนี้ปลูกฝังรูปแบบทุนนิยมแบบอุปถัมภ์ที่คนกลุ่มธุรกิจต้องพึ่งการเข้าถึงอำนาจรัฐ เกิดเป็นโครงสร้าง "เครือข่ายอุปถัมภ์ผูกขาด" ที่เชื่อมโยงระหว่างทุน ทหาร และข้าราชการในยุคหลัง (Pasuk & Baker) อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการสรุปว่าโครงสร้างอุปถัมภ์ทั้งหมดในสังคมไทย "เกิดจาก" ระบบนี้เท่านั้น เพราะระบบไพร่ มูลนาย และอุปถัมภ์ในสังคมก่อนสมัยใหม่มีรากฐานมาก่อนหน้าแล้วเช่นกัน
3. สงครามภาษาและเอกสาร: การกดทับชาติพันธุ์ชายขอบและอำนาจแห่งศูนย์กลาง
กลไกที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความชอบธรรมให้ส่วนกลางคือ "อำนาจแห่งเอกสารราชการ" (Linguistic Hegemony) เมื่อรัฐสมัยใหม่ต้องการภาษาเดียวและประวัติศาสตร์เดียว ภาษากลางของราชสำนักและกรุงเทพฯ จึงถูกยกให้เป็นมาตรฐาน ผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับ (พ.ร.บ. ประถมศึกษา 2464) การปกครองส่วนภูมิภาค และนโยบายวัฒนธรรม ผลคือภาษาถิ่นและภาษาชนกลุ่มน้อย เช่น จีน ล้านนา อีสาน เขมร มอญ และภาษากลุ่มชนเผ่าต่างๆ ถูกจัดเป็นภาษา "ท้องถิ่น" ที่ด้อยกว่า ประเด็นนี้เป็นที่ศึกษากันมากในงานของ Thongchai Winichakul และ Streckfuss
เอกสารและภาษาของราชสำนักที่เต็มไปด้วยภาษาเขมรและสันสฤตกำลังทำหน้าที่เล่าเรื่องแทนคนพื้นที่จริงๆมาเล่าเรื่อง
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเชิงภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ มีข้อถกเถียงสำคัญที่ต้องตรวจสอบด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ดังนี้:
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง: ความถูกต้องและการกำหนดอายุของศิลาจารึกเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการจริง (ประเสริฐ ณ นคร, Michael Vickery, พิริยะ ไกรฤกษ์) ภาษาและอักขรวิธีในจารึกมีความแตกต่างจากภาษาไทกะไดอื่นในยุคเดียวกันอย่างมาก (ข้อสังเกตของคนเขียนมองว่า กลุ่มคนจารึกเองก็ไม่ใช่กลุ่มคนไทกะไดจริงๆ แม้จะดูแรงแต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล)
การชำระพงศาวดารเหนือ: ตำนานและพงศาวดารล้านนามีมุมมองของตนเอง การที่ราชสำนักกลางชำระและเรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้ (ซึ่งมีรากจากพงศาวดารพื้นถิ่นและกลุ่มละว้า-ไตกะได) ด้วยภาษา คำศัพท์ และกรอบของศูนย์กลาง ทำให้เสียงของท้องถิ่นถูกแปลและเรียบเรียงใหม่ เป็นกรณีศึกษาที่ดีเยี่ยมของการเขียนประวัติศาสตร์โดยศูนย์กลาง ซึ่งตรวจสอบได้ด้วยการเทียบต้นฉบับกับฉบับชำระ
“การใช้คำที่ฟังดูดีอย่าง "การชำระประวัติศาสตร์” หากมองอีกด้านหนึ่ง อาจหมายถึงกระบวนการเรียบเรียงความทรงจำเดิมขึ้นใหม่ ผ่านภาษา มุมมอง และกรอบความคิดของผู้เล่า ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงถ้อยคำในเอกสาร แต่ยังสามารถเปลี่ยนสถานะของความทรงจำ กำหนดว่าใครควรได้รับการจดจำ ใครถูกละเลย และใครควรมีตัวตนในประวัติศาสตร์แบบใด
เมื่อผู้เล่ามีอำนาจ ภาษาเก่าและชื่อที่ปรากฏในหลักฐานท้องถิ่นก็อาจถูกแทนที่ด้วยศัพท์และชื่อเรียกแบบภาษาของส่วนกลางออกเสียงแทน ขณะเดียวกัน ความเชื่อ พิธีกรรม และวิธีทำความเข้าใจอดีตก็อาจถูกจัดวางใหม่ให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของผู้มีอำนาจ กระบวนการนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสารจากต้นฉบับ แต่เป็นการนำสารเดิมมาสร้างความหมายและรูปลักษณ์ของตัวตนขึ้นใหม่ ผ่านมุมมองของผู้เรียบเรียงด้วย
หากผู้เล่ามีอำนาจควบคุมกลไกที่ทำให้เรื่องเล่าแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นราชสำนัก ระบบราชการ หรือโรงเรียน เรื่องเล่าของผู้เล่าก็ย่อมมีโอกาสกลายเป็นกรอบความจริงที่ผู้คนใช้ทำความเข้าใจอดีตและกำหนดพฤติกรรมของตนเอง อำนาจเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเชื่อเรื่องเล่าใหม่ด้วยการบังคับโดยตรง เพราะเมื่อชื่อเรียก ภาษา กฎเกณฑ์ และพิธีกรรมแบบใหม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนก็อาจดำเนินชีวิตตามกรอบนั้นโดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปจดจำหรือทำความเข้าใจเรื่องราวเดิมอีกต่อไป ”
4. มายาคติ "เสื่อผืนหมอนใบ" และเครือข่ายสมาคมจีน
เส้นแบ่งระหว่าง "ชนชั้นนำสยาม" กับ "ทุนจีน" ไม่ชัดเจนนัก ผู้ปกครองและขุนนางจำนวนมากมีบรรพบุรุษจีน (พระเจ้าตากสินมีบิดาเป็นจีน) การแต่งงานข้ามกลุ่มและการกลืนกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะลูกหลานรุ่นที่สองและสามที่กลายเป็นคนสยามในทางภาษาและวัฒนธรรม (Skinner 1957) นอกจากนี้ "คนจีน" ก็ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน กลุ่มแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ และแคะ มีผลประโยชน์ต่างกัน และบางครั้งขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เช่น เหตุการณ์อั้งยี่ใน พ.ศ. 2432
ยิ่งกว่านั้น รัฐสยามเองก็มีช่วงที่กีดกันชาวจีนอย่างชัดเจน เช่น รัชกาลที่ 6 ทรงนิพนธ์เรื่อง "ยิวแห่งบูรพาทิศ" (2457) ส่วนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จำกัดอาชีพ ควบคุมโรงเรียนจีน และส่งเสริมนโยบายรัฐนิยม ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ภาพ "ทุนจีนบงการรัฐเบ็ดเสร็จ" (และการเปลี่ยนชื่อประเทศ/เชื้อชาติ/สัญชาติ สยาม เป็น ประเทศไทยก็เกี่ยวกับการที่กลุ่มสยามในส่วนกลางเองก็ต่อต้านจีนอย่างรุนแรง คำว่าไทยนี้แหละที่ทำให้การเคลมพื้นที่ เคลมผู้คน การเล่าเรื่องใหม่จึงเกิดขึ้น ซึ่งรัฐสยามเองก็ไม่จำเป็นต้องไปถามว่าคนกลุ่มที่เจ็บปวดจริงๆเขาจะเป็นยังไง)
อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมมวลชนและสื่อบันเทิงจำนวนมาก ผู้กุมระบบหลายระบบในประเทศสยามและหัวใจของการเล่าเรื่องก็คือสื่อบันเทิงที่ลูกหลานคนเชื้อสายจีนกุมอำนาจด้านนี้มักเน้นภาพโรแมนติกแบบ "เสื่อผืนหมอนใบ" ซึ่งเป็นความจริงสำหรับผู้อพยพยากจนจำนวนมาก(คนเชื้อสายจีนเสื้อผืนหมอนใบหลายคนที่พบก็ยังตกทุกข์ได้ยากเช่นกัน หากโอกาสไม่เอื้อ)
แต่กลับกัน สื่อไม่เคยมีการทำเรื่องเล่า(ที่อิงเหตุการณ์จริงในอดีต) เรื่องความร่วมมือระหว่างทุนกับรัฐ และบทบาทของกลุ่มพ่อค้าที่มีเครือข่ายมาแต่ต้นและไม่ค่อยถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย
นอกจากนี้ "สมาคมจีน" ที่เป็นเหมือนสมาคมไฮโซสร้างคอนเน็คชั่น เพื่อต่อรองอำนาจรัฐเกาะเกี่ยวเส้นสายอำนาจต่างๆ ยังทำหน้าที่เป็นเครือข่ายตรวจสอบสายสัมพันธ์ คัดกรองการดองข้ามตระกูล และรักษาอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจระดับประเทศอีกด้วย
5. จิตวิทยาแห่งความกลัวและการไล่เบี้ยแรงงานชายขอบ
อคติต่อแรงงานข้ามชาติจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ในปัจจุบัน อธิบายได้ดีด้วยปัจจัยโครงสร้างที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ ชนชั้นและตลาดแรงงาน (งานค่าแรงต่ำ ความเสี่ยงสูง) กฎหมายและการขึ้นทะเบียนที่ทำให้แรงงานอยู่ในสถานะเปราะบาง และเรื่องเล่าชาตินิยมในแบบเรียนที่วางประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่ขัดแย้งในประวัติศาสตร์
ปรากฏการณ์ทางสังคมวิทยาที่น่าสนใจคือ มวลชนในประเทศไทย (ซึ่งสืบสายเลือดและวัฒนธรรมดั้งเดิมมาจากเขมรมอญหรือสยามเดิม) มักมีแนวโน้มแสดงท่าทีเหยียดหยามและตั้งแง่รังเกียจกลุ่มแรงงานต่างด้าวชายขอบ ตามรอยแผลที่โครงสร้างอำนาจส่วนกลางวางเรื่องเล่าไว้ให้ ในทางตรงกันข้าม มวลชนเหล่านั้นกลับไม่ค่อยตั้งคำถามต่อบทบาทของกลุ่มทุนผูกขาดเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ในประเทศอย่างเต็มเสียง เนื่องจากลึกๆ แล้วตระกูลทุนเหล่านี้กุมกลไกเศรษฐกิจและเชื่อมโยงกับโครงสร้างรัฐไว้เบ็ดเสร็จ คนพื้นเมืองของประเทศไทยจึงเลือกที่จะกอดวาทกรรมชาตินิยมไทยไว้เป็นเกราะคุ้มกันและสร้างความรู้สึกปลอดภัย ทั้งที่ในความเป็นจริง วาทกรรมดังกล่าวเป็นกลไกพรางตาของระบบอุปถัมภ์ที่ครอบงำพวกเขาอยู่
6. บทสรุป
การศึกษาประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์ของสยาม/ไทยจะไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้เลย หากยังปฏิเสธที่จะวิเคราะห์บทบาทร่วมระหว่างราชสำนัก ขุนนาง และทุนจีนโพ้นทะเล ข้อเสนอของบทความนี้คือ รัฐสยามเติบโตขึ้นจากการประสานประโยชน์ของกลุ่มพลังที่หลากหลาย แต่เรื่องเล่าชาตินิยมไทยเลือกที่จะเล่าเพียงบางส่วน ทั้งลดทอนบทบาทของทุนจีนและลบเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมสร้างแผ่นดิน
เครือข่ายขุนนาง-ทุนจีนโพ้นทะเล ผู้วางพิมพ์เขียวและกุมกลไกอำนาจรัฐสยาม
1. บทนำ: ม่านบังตาที่เรียกว่า "ความเป็นไทยแท้" กับสิ่งที่ภาพนั้นไม่เล่า
ประวัติศาสตร์กระแสหลักและแบบเรียนสังคมศึกษาของประเทศไทย(สยาม) มักนำเสนอภาพตัวตนของชาติผ่านวาทกรรมเส้นตรงจากสุโขทัย อยุธยา สู่รัตนโกสินทร์ โดยมีกลุ่มคนไทย(สยาม)เป็นเจ้าของเรื่องเพียงกลุ่มเดียว เรื่องเล่านี้ทำหน้าที่เป็น "ม่านบังตา" สองประการพร้อมกัน อย่างแรกคือการลดทอนและจงใจลบบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนหรือร่วมสร้างรัฐ เช่น มอญ เขมร ลัวะ ฯลฯ อย่างที่สองคือการมองข้ามความเป็นหุ้นส่วนเชิงโครงสร้างระหว่างราชสำนักกับทุนพ่อค้าจีนและลูกจีน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของรายได้รัฐและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การไม่พูดถึงบทบาทของกลุ่มทุนและขุนนางจีนเหล่านี้ในแบบเรียนอย่างเต็มเสียง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์พรางตัวทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงแรงต้านทานจากมวลชนคนพื้นเมืองดั้งเดิม ข้อเสนอนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนการสมคบคิดลึกลับ แต่ตั้งอยู่บนการวิเคราะห์ผลประโยชน์ สถาบัน และอำนาจในการกำหนดภาษา บันทึก และโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
2. พิมพ์เขียวโครงสร้างอำนาจ: จากระบบเจ้าภาษีนายอากรสู่ระบบอุปถัมภ์ผูกขาด
ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ราชสำนักได้ขยายการประมูลสิทธิ์เก็บภาษีและผูกขาดสินค้าสำคัญ เช่น อากรบ่อนเบี้ย สุรา และฝิ่น ให้ผู้ประมูลเป็นเจ้าภาษีนายอากร ผู้ประมูลจำนวนมากเป็นพ่อค้าจีนหรือลูกจีน ซึ่งมีทุน เครือข่ายการค้า และความรู้ด้านบัญชี ขณะที่รัฐได้รายได้เป็นเงินสดล่วงหน้าโดยไม่ต้องสร้างระบบเก็บภาษีของตนเอง
การผูกขาดเชิงนโยบาย: ขุนนางและพ่อค้าจีนโพ้นทะเลตระกูลใหญ่ได้รับสัมปทานผูกขาดการเก็บภาษี ส่งผลให้กลุ่มทุนจีนเหล่านี้สามารถขยับขยายขึ้นมากุมตำแหน่งบริหารระดับสูงในกระทรวงสำคัญ เช่น กรมพระคลังสินค้า และกรมท่าซ้าย
ความสัมพันธ์สองทางและการควบคุมขั้นเด็ดขาด: ผู้ประมูลได้สถานะ เครือข่าย และบางรายได้บรรดาศักดิ์ ขณะที่ราชสำนักยังเป็นผู้ให้สิทธิ์ ตรวจสอบ และเพิกถอนได้ ดังที่ Cushman (1991) แสดงในกรณีตระกูลคอซิมบี้ที่ระนอง ว่าตระกูลพ่อค้าเติบโตได้ผ่านการสมาคมกับรัฐ และต้องรักษาความไว้วางใจของรัฐไว้ตลอด ระบบนี้ถูกลดบทบาทและยกเลิกทีละอย่างในการปฏิรูปสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 เมื่อรัฐสร้างกลไกการคลังของตนเอง จึงเห็นได้ว่าอำนาจสุดท้ายอยู่ที่รัฐ ไม่ใช่ผู้รับสัมปทาน
รากเหง้าเครือข่ายอุปถัมภ์: ระบบนี้ปลูกฝังรูปแบบทุนนิยมแบบอุปถัมภ์ที่คนกลุ่มธุรกิจต้องพึ่งการเข้าถึงอำนาจรัฐ เกิดเป็นโครงสร้าง "เครือข่ายอุปถัมภ์ผูกขาด" ที่เชื่อมโยงระหว่างทุน ทหาร และข้าราชการในยุคหลัง (Pasuk & Baker) อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการสรุปว่าโครงสร้างอุปถัมภ์ทั้งหมดในสังคมไทย "เกิดจาก" ระบบนี้เท่านั้น เพราะระบบไพร่ มูลนาย และอุปถัมภ์ในสังคมก่อนสมัยใหม่มีรากฐานมาก่อนหน้าแล้วเช่นกัน
3. สงครามภาษาและเอกสาร: การกดทับชาติพันธุ์ชายขอบและอำนาจแห่งศูนย์กลาง
กลไกที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความชอบธรรมให้ส่วนกลางคือ "อำนาจแห่งเอกสารราชการ" (Linguistic Hegemony) เมื่อรัฐสมัยใหม่ต้องการภาษาเดียวและประวัติศาสตร์เดียว ภาษากลางของราชสำนักและกรุงเทพฯ จึงถูกยกให้เป็นมาตรฐาน ผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับ (พ.ร.บ. ประถมศึกษา 2464) การปกครองส่วนภูมิภาค และนโยบายวัฒนธรรม ผลคือภาษาถิ่นและภาษาชนกลุ่มน้อย เช่น จีน ล้านนา อีสาน เขมร มอญ และภาษากลุ่มชนเผ่าต่างๆ ถูกจัดเป็นภาษา "ท้องถิ่น" ที่ด้อยกว่า ประเด็นนี้เป็นที่ศึกษากันมากในงานของ Thongchai Winichakul และ Streckfuss
เอกสารและภาษาของราชสำนักที่เต็มไปด้วยภาษาเขมรและสันสฤตกำลังทำหน้าที่เล่าเรื่องแทนคนพื้นที่จริงๆมาเล่าเรื่อง
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดเชิงภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ มีข้อถกเถียงสำคัญที่ต้องตรวจสอบด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ดังนี้:
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง: ความถูกต้องและการกำหนดอายุของศิลาจารึกเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการจริง (ประเสริฐ ณ นคร, Michael Vickery, พิริยะ ไกรฤกษ์) ภาษาและอักขรวิธีในจารึกมีความแตกต่างจากภาษาไทกะไดอื่นในยุคเดียวกันอย่างมาก (ข้อสังเกตของคนเขียนมองว่า กลุ่มคนจารึกเองก็ไม่ใช่กลุ่มคนไทกะไดจริงๆ แม้จะดูแรงแต่มันก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล)
การชำระพงศาวดารเหนือ: ตำนานและพงศาวดารล้านนามีมุมมองของตนเอง การที่ราชสำนักกลางชำระและเรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้ (ซึ่งมีรากจากพงศาวดารพื้นถิ่นและกลุ่มละว้า-ไตกะได) ด้วยภาษา คำศัพท์ และกรอบของศูนย์กลาง ทำให้เสียงของท้องถิ่นถูกแปลและเรียบเรียงใหม่ เป็นกรณีศึกษาที่ดีเยี่ยมของการเขียนประวัติศาสตร์โดยศูนย์กลาง ซึ่งตรวจสอบได้ด้วยการเทียบต้นฉบับกับฉบับชำระ
“การใช้คำที่ฟังดูดีอย่าง "การชำระประวัติศาสตร์” หากมองอีกด้านหนึ่ง อาจหมายถึงกระบวนการเรียบเรียงความทรงจำเดิมขึ้นใหม่ ผ่านภาษา มุมมอง และกรอบความคิดของผู้เล่า ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนเพียงถ้อยคำในเอกสาร แต่ยังสามารถเปลี่ยนสถานะของความทรงจำ กำหนดว่าใครควรได้รับการจดจำ ใครถูกละเลย และใครควรมีตัวตนในประวัติศาสตร์แบบใด
เมื่อผู้เล่ามีอำนาจ ภาษาเก่าและชื่อที่ปรากฏในหลักฐานท้องถิ่นก็อาจถูกแทนที่ด้วยศัพท์และชื่อเรียกแบบภาษาของส่วนกลางออกเสียงแทน ขณะเดียวกัน ความเชื่อ พิธีกรรม และวิธีทำความเข้าใจอดีตก็อาจถูกจัดวางใหม่ให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของผู้มีอำนาจ กระบวนการนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสารจากต้นฉบับ แต่เป็นการนำสารเดิมมาสร้างความหมายและรูปลักษณ์ของตัวตนขึ้นใหม่ ผ่านมุมมองของผู้เรียบเรียงด้วย
หากผู้เล่ามีอำนาจควบคุมกลไกที่ทำให้เรื่องเล่าแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นราชสำนัก ระบบราชการ หรือโรงเรียน เรื่องเล่าของผู้เล่าก็ย่อมมีโอกาสกลายเป็นกรอบความจริงที่ผู้คนใช้ทำความเข้าใจอดีตและกำหนดพฤติกรรมของตนเอง อำนาจเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเชื่อเรื่องเล่าใหม่ด้วยการบังคับโดยตรง เพราะเมื่อชื่อเรียก ภาษา กฎเกณฑ์ และพิธีกรรมแบบใหม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนก็อาจดำเนินชีวิตตามกรอบนั้นโดยไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปจดจำหรือทำความเข้าใจเรื่องราวเดิมอีกต่อไป ”
4. มายาคติ "เสื่อผืนหมอนใบ" และเครือข่ายสมาคมจีน
เส้นแบ่งระหว่าง "ชนชั้นนำสยาม" กับ "ทุนจีน" ไม่ชัดเจนนัก ผู้ปกครองและขุนนางจำนวนมากมีบรรพบุรุษจีน (พระเจ้าตากสินมีบิดาเป็นจีน) การแต่งงานข้ามกลุ่มและการกลืนกลายเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะลูกหลานรุ่นที่สองและสามที่กลายเป็นคนสยามในทางภาษาและวัฒนธรรม (Skinner 1957) นอกจากนี้ "คนจีน" ก็ไม่ใช่เนื้อเดียวกัน กลุ่มแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ และแคะ มีผลประโยชน์ต่างกัน และบางครั้งขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เช่น เหตุการณ์อั้งยี่ใน พ.ศ. 2432
ยิ่งกว่านั้น รัฐสยามเองก็มีช่วงที่กีดกันชาวจีนอย่างชัดเจน เช่น รัชกาลที่ 6 ทรงนิพนธ์เรื่อง "ยิวแห่งบูรพาทิศ" (2457) ส่วนรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้จำกัดอาชีพ ควบคุมโรงเรียนจีน และส่งเสริมนโยบายรัฐนิยม ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ภาพ "ทุนจีนบงการรัฐเบ็ดเสร็จ" (และการเปลี่ยนชื่อประเทศ/เชื้อชาติ/สัญชาติ สยาม เป็น ประเทศไทยก็เกี่ยวกับการที่กลุ่มสยามในส่วนกลางเองก็ต่อต้านจีนอย่างรุนแรง คำว่าไทยนี้แหละที่ทำให้การเคลมพื้นที่ เคลมผู้คน การเล่าเรื่องใหม่จึงเกิดขึ้น ซึ่งรัฐสยามเองก็ไม่จำเป็นต้องไปถามว่าคนกลุ่มที่เจ็บปวดจริงๆเขาจะเป็นยังไง)
อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมมวลชนและสื่อบันเทิงจำนวนมาก ผู้กุมระบบหลายระบบในประเทศสยามและหัวใจของการเล่าเรื่องก็คือสื่อบันเทิงที่ลูกหลานคนเชื้อสายจีนกุมอำนาจด้านนี้มักเน้นภาพโรแมนติกแบบ "เสื่อผืนหมอนใบ" ซึ่งเป็นความจริงสำหรับผู้อพยพยากจนจำนวนมาก(คนเชื้อสายจีนเสื้อผืนหมอนใบหลายคนที่พบก็ยังตกทุกข์ได้ยากเช่นกัน หากโอกาสไม่เอื้อ)
แต่กลับกัน สื่อไม่เคยมีการทำเรื่องเล่า(ที่อิงเหตุการณ์จริงในอดีต) เรื่องความร่วมมือระหว่างทุนกับรัฐ และบทบาทของกลุ่มพ่อค้าที่มีเครือข่ายมาแต่ต้นและไม่ค่อยถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย
นอกจากนี้ "สมาคมจีน" ที่เป็นเหมือนสมาคมไฮโซสร้างคอนเน็คชั่น เพื่อต่อรองอำนาจรัฐเกาะเกี่ยวเส้นสายอำนาจต่างๆ ยังทำหน้าที่เป็นเครือข่ายตรวจสอบสายสัมพันธ์ คัดกรองการดองข้ามตระกูล และรักษาอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจระดับประเทศอีกด้วย
5. จิตวิทยาแห่งความกลัวและการไล่เบี้ยแรงงานชายขอบ
อคติต่อแรงงานข้ามชาติจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ในปัจจุบัน อธิบายได้ดีด้วยปัจจัยโครงสร้างที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ ชนชั้นและตลาดแรงงาน (งานค่าแรงต่ำ ความเสี่ยงสูง) กฎหมายและการขึ้นทะเบียนที่ทำให้แรงงานอยู่ในสถานะเปราะบาง และเรื่องเล่าชาตินิยมในแบบเรียนที่วางประเทศเพื่อนบ้านเป็นคู่ขัดแย้งในประวัติศาสตร์
ปรากฏการณ์ทางสังคมวิทยาที่น่าสนใจคือ มวลชนในประเทศไทย (ซึ่งสืบสายเลือดและวัฒนธรรมดั้งเดิมมาจากเขมรมอญหรือสยามเดิม) มักมีแนวโน้มแสดงท่าทีเหยียดหยามและตั้งแง่รังเกียจกลุ่มแรงงานต่างด้าวชายขอบ ตามรอยแผลที่โครงสร้างอำนาจส่วนกลางวางเรื่องเล่าไว้ให้ ในทางตรงกันข้าม มวลชนเหล่านั้นกลับไม่ค่อยตั้งคำถามต่อบทบาทของกลุ่มทุนผูกขาดเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ในประเทศอย่างเต็มเสียง เนื่องจากลึกๆ แล้วตระกูลทุนเหล่านี้กุมกลไกเศรษฐกิจและเชื่อมโยงกับโครงสร้างรัฐไว้เบ็ดเสร็จ คนพื้นเมืองของประเทศไทยจึงเลือกที่จะกอดวาทกรรมชาตินิยมไทยไว้เป็นเกราะคุ้มกันและสร้างความรู้สึกปลอดภัย ทั้งที่ในความเป็นจริง วาทกรรมดังกล่าวเป็นกลไกพรางตาของระบบอุปถัมภ์ที่ครอบงำพวกเขาอยู่
6. บทสรุป
การศึกษาประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์ของสยาม/ไทยจะไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้เลย หากยังปฏิเสธที่จะวิเคราะห์บทบาทร่วมระหว่างราชสำนัก ขุนนาง และทุนจีนโพ้นทะเล ข้อเสนอของบทความนี้คือ รัฐสยามเติบโตขึ้นจากการประสานประโยชน์ของกลุ่มพลังที่หลากหลาย แต่เรื่องเล่าชาตินิยมไทยเลือกที่จะเล่าเพียงบางส่วน ทั้งลดทอนบทบาทของทุนจีนและลบเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ร่วมสร้างแผ่นดิน