6 ตุลา:แด่ดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์ บนบาดแผลที่ไม่มีวันเลือน และไทยจะนำบทเรียนนี้ไปต่อสู้กับชาติมหาอำนาจในอนาคตอย่างไร

เจตนาในการตั้งกระทู้:
กระทู้นี้ถูกเขียนขึ้นมา ไม่ได้มีเจตนาเพื่อฟื้นฝอยหาตะเข็บ หรือสร้างความแตกแยกทางการเมืองขึ้นมาใหม่ในสังคมปัจจุบันแต่อย่างใด แต่ผู้ตั้งกระทู้มีจุดประสงค์สำคัญ 2 ประการที่ต้องการเน้นย้ำผ่านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ คือ:

1.  เพื่อคืนความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีให้กับเหล่านักศึกษาและเยาวชนผู้สูญเสียชีวิต ที่ในอดีตเคยถูกโฆษณาชวนเชื่อตีตราและกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมว่าเป็นคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงที่เป็นภัยต่อประเทศ
2.  เพื่อคืนความจริงให้แก่หน้าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐอเมริกา (CIA) หลังจากที่มีวาทกรรมยุคใหม่พยายามกล่าวหาว่าอเมริกาคือผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งการสังหารโหดในเช้าวันนั้น ซึ่งไม่ตรงกับหลักฐานชั้นต้นที่มีอยู่


เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 คือหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่มืดมนที่สุดของประเทศไทย วันที่ลานกว้างของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวงต้องหลั่งชโลมไปด้วยเลือดและความสูญเสียของเหล่านักศึกษา ปัญญาชน และเยาวชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ซึ่งออกมาเคลื่อนไหวด้วยพลังแห่งความบริสุทธิ์ใจและรักในความเป็นธรรม ขบวนการนักศึกษาในยุคนั้น คือกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ยอมเสียสละความสุขส่วนตัว ออกไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวนาชาวไร่ ร่วมรับฟังเสียงของความทุกข์ยาก และใฝ่ฝันถึงสังคมที่มีความเท่าเทียม ทว่า ความฝันอันงดงามนั้นกลับถูกบิดเบือนด้วยกลไกการโฆษณาชวนเชื่อและการปลุกระดมสร้างความเกลียดชังจากสื่อบางสำนักและหน่วยงานความมั่นคงในยุคสงครามเย็น ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนได้เปลี่ยนภาพของเยาวชนผู้รักชาติให้กลายเป็นภัยต่อความมั่นคงในสายตาของมวลชนบางกลุ่ม

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้น ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตอันมีค่าของคนหนุ่มสาวที่กำลังจะเป็นอนาคตของชาติ แต่ยังทิ้งรอยแผลเป็นลึกไว้ในจิตใจของสังคมไทย ภาพของความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงเป็นสิ่งเตือนใจถึงอันตรายของการปล่อยให้อารมณ์และความเกลียดชังอยู่เหนือเหตุผลและมนุษยธรรม และสิ่งสำคัญที่บาดลึกยิ่งกว่าคือ ความเงียบงันและการลอยนวลพ้นผิดของกลไกและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการในครั้งนั้น ซึ่งไม่มีใครต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริงจนถึงปัจจุบัน

การรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บเพื่อสร้างความแตกแยกใหม่ แต่คือการหยิบยื่นความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์และให้เกียรติแก่ผู้สูญเสียทุกคนอย่างสูงสุด การจดจำความจริงข้อนี้คือการแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของนักศึกษาผู้ล่วงลับ เพื่อย้ำเตือนใจคนในรุ่นปัจจุบันและอนาคตว่า ความเห็นต่างทางการเมืองไม่ควรมีใครต้องจ่ายด้วยชีวิต และสังคมไทยจะต้องไม่ปล่อยให้ความรุนแรงอันโหดเหี้ยมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยบนผืนแผ่นดินนี้อีกต่อไป
 

สิ่งที่น่าเศร้าและน่าอัปยศที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ไม่ใช่เพียงแค่ความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้น แต่คือ "การลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) ของกลุ่มผู้บงการและผู้ลงมือปฏิบัติการ จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แต่กลับไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐ นายทหาร ระดับผู้สั่งการ หรือแกนนำมวลชนฝ่ายขวาจัดแม้แต่คนเดียว ที่ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือชดใช้ความผิดในคุกแม้แต่จับมือเดียว ในทางกลับกัน กลุ่มอำนาจและผู้อยู่เบื้องหลังเหล่านั้นกลับได้เสวยสุขบนหยาดเลือดของเยาวชน ได้ดิบได้ดีในหน้าที่การงาน และใช้กลไกทางกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองเพื่อลบความผิดออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลัก

การพยายามสร้างวาทกรรมโยนความผิดไปให้ "อเมริกา" หรือ "มือที่สาม" ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่รอยยิ้มของการสำนึกผิด แต่เป็นความพยายามอันขลาดเขลาที่ต้องการจะล้างคราบเลือดบนมือของตัวเอง และเบี่ยงเบนความจริงที่ว่า "คนไทยที่ถืออาวุธและกุมกลไกอำนาจรัฐในวันนั้น คือผู้ที่ลงมือสังหารลูกหลานของตัวเอง"

ประวัติศาสตร์อาจจะถูกผู้ชนะเขียนบิดเบือนในตำราเรียนได้ แต่อาชญากรรมรัฐและความโหดเหี้ยมที่ฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมและเอกสารชั้นต้นระดับสากล จะยังคงทำหน้าที่ประณามความเหี้ยมโหดและไร้มนุษยธรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในยุคนั้นไปตลอดกาล ยิ่งพวกเขาพยายามทำให้สังคมลืม ยิ่งพวกเขาพยายามบิดเบือน ความจริงของ 6 ตุลา ก็จะยิ่งส่งเสียงดังขึ้น และกลายเป็นตราบาปที่เกาะกินความชอบธรรมทางศีลธรรมของฝ่ายขวาไทยไปตราบนานเท่านาน
 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่