ขอเริ่มเนื้อหาจาก AI ก่อนนะครับ
1. ที่มาและเรื่องราวของ "กะเพราตระกูลแก้วจุรี" ทั้ง 4 สายพันธุ์
ดราม่า "กะเพรา" ที่เป็นประเด็นร้อนแรง คือการจดทะเบียน
"พันธุ์พืชใหม่" ตระกูล
"แก้วจุรี" (แก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03, และแก้วจุรี 04) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
เรื่องราวและที่มา:
ผู้ถือสิทธิ: บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) เป็นผู้ถือสิทธิร่วมกับ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กระบวนการ: กะเพราเหล่านี้ไม่ใช่กะเพราป่าหรือกะเพราพื้นเมืองดั้งเดิมที่เก็บมาจากธรรมชาติโดยตรง แต่เป็น
ผลลัพธ์จากการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องหลายปี โดยซีพีแรมได้ให้ทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ถึง 2566
เป้าหมายการพัฒนา: เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะเหมาะสมกับ
"อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งและพร้อมทาน" ของบริษัทโดยเฉพาะ โดยมีจุดเด่นคือ:
ใบขนาดใหญ่: สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวและแปรรูปในปริมาณมาก
กลิ่นหอมและรสชาติคงที่: เพื่อให้รสชาติผัดกะเพราในข้าวกล่องมีความสม่ำเสมอ
ผลผลิตต่อไร่สูง: ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดีขึ้น เหมาะกับการปลูกแบบ Contract Farming (เกษตรพันธสัญญา) ของบริษัท
บทสรุปของที่มา: กะเพราตระกูลแก้วจุรีเป็น
"สินค้าที่เกิดจากการลงทุนวิจัยของเอกชน" เพื่อใช้ในห่วงโซ่อุปทานอาหารของตนเอง ไม่ใช่พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปที่ถูกนำไปจดสิทธิบัตรผูกขาด
2. พันธุ์พืชอื่นๆ ในไทยที่จดทะเบียนสิทธิคุ้มครองโดยบริษัทเอกชน
ในประเทศไทย การคุ้มครองพืชไม่ใช่การจด "สิทธิบัตร" (Patent) ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 (ซึ่งห้ามจดพืช) แต่เป็นการขอ
"หนังสือรับรองคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (PVP)" ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเอกชนหลายบริษัทได้จดทะเบียนไว้หลายร้อยสายพันธุ์ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ:
ตัวอย่างพืชที่เอกชนถือสิทธิคุ้มครอง (บางส่วน):
พืชไร่/ไม้ป่า (มักจดโดยบริษัทใหญ่หรือบริษัทเฉพาะทาง):
ยูคาลิปตัส: สายพันธุ์ผสม K ต่างๆ เช่น
K69, K70, K133, H288, H294 (จดโดยบริษัท ยูคาลิปตัส เทคโนโลยี จำกัด และบริษัทเอกชนผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจ)
อ้อย: สายพันธุ์ที่ใช้ในโรงงานน้ำตาล เช่น
มิตรผล 1, มิตรผล 101 (จดโดยบริษัท มิตรผลวิจัยพัฒนาอ้อยและน้ำตาล จำกัด)
ข้าวโพด (เลี้ยงสัตว์และหวาน): รหัสสายพันธุ์เฉพาะ เช่น
เจ๊หลีห้าสี่, ทรอปปิคอลแปดแถว (จดโดยบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด - ตราศรแดง) และสายพันธุ์ลูกผสมอื่นๆ ของบริษัท เจียไต๋ จำกัด หรือ แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด
ผักและไม้ดอก (มักจดโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์เพื่อขายเมล็ดลูกผสม F1):
มะระ / แตงกวา / พริก / แตงโม: รหัสสายพันธุ์การค้าเฉพาะ เช่น มะระพันธุ์รหัส
ซีที (CT) (จดโดยบริษัท เจียไต๋ จำกัด) หรือแตงกวาพันธุ์
เขียวหยก 16 (จดโดยบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด)
ไม้ดอก/ไม้ประดับ (มักจดโดยฟาร์มหรือสวนเอกชน):
กล้วยไม้: สายพันธุ์ผสมใหม่ๆ ในสกุลหวายหรือแวนด้า เช่น
ลอรา, เบลลา, แอนนาควีน (จดโดยบริษัท เอ็กซ์เซลออร์คิด จำกัด และฟาร์มกล้วยไม้เอกชน)
ไม้ดอกอื่นๆ: เช่น พุทธรักษาสายพันธุ์ใหม่, ดาวเรืองพันธุ์การค้า
3. มองประเด็นที่ผ่านๆ มา: มีปัญหาหรือผลกระทบอย่างไร?
ประเด็นการถือสิทธิพันธุ์พืชโดยเอกชนในไทย มักจะสร้างความกังวลและกลายเป็นดราม่าอยู่เสมอ ผลกระทบและปัญหาที่ผ่านมามีทั้งด้านลบและด้านบวก:
ด้านลบ/ความกังวลของสังคม:
ความกลัวเรื่องการผูกขาดอาหาร (Food Monopoly): เมื่อเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช โดยเฉพาะพืชที่คนไทยกินเป็นประจำ เช่น กะเพรา, พริก, ข้าว สังคมจะกังวลทันทีว่า "เราจะยังปลูกกินเองได้ไหม?" หรือ "ในอนาคตเราต้องซื้อทุกอย่างจากทุนใหญ่ใช่ไหม?"
ความเข้าใจผิดต่อข้อกฎหมาย: ดราม่าส่วนใหญ่เกิดจาก
"การสื่อสารที่ไม่ทั่วถึงและการตีความกฎหมายผิด" คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการจดคุ้มครองพันธุ์ใหม่คือการครอบครองพืชทั้งชนิด ทั้งที่จริงกฎหมายคุ้มครอง
"เฉพาะพันธุ์นั้นๆ ไม่กระทบพันธุ์พื้นเมือง" และยังมีข้อยกเว้นมาตรา 33 (4) ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดไว้ปลูกเองได้ (ไม่ทำพาณิชย์)
ปัญหาด้าน Contract Farming: ในพืชเศรษฐกิจบางชนิดที่เอกชนควบคุมพันธุ์ เกษตรกรอาจตกอยู่ภายใต้สัญญาที่เสียเปรียบ เช่น ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาสูงทุกปี ห้ามเก็บพันธุ์ และต้องขายผลผลิตคืนในราคาที่กำหนด ทำให้เกษตรกรพึ่งพาเอกชนเกือบสมบูรณ์
ด้านบวก/เป้าหมายของกฎหมาย:
ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D): การคุ้มครองสิทธิเป็นแรงจูงใจให้ทั้งรัฐและเอกชนลงทุนวิจัยพันธุ์พืชที่มีคุณภาพดีขึ้น เช่น ทนโรคสูง, ผลผลิตเยอะ, ปลูกได้ตลอดปี ซึ่งสุดท้ายผลผลิตจะเข้าสู่ตลาดให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ
ยกระดับคุณภาพผลผลิต: พันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองมักมีลักษณะที่สม่ำเสมอและตรงตามความต้องการของตลาด ช่วยให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสูงขึ้นและขายได้ราคาดี
ป้องกันการแอบอ้างพันธุ์และยี่ห้อ (ในกรณี GI): แม้จะเป็นการคุ้มครองแบบ GI แต่ก็ช่วยป้องกันไม่ให้คนนอกพื้นที่แอบอ้างชื่อสินค้าท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของเกษตรกรในแหล่งนั้นๆ โดยตรง
สรุปภาพรวม: ปัญหาที่ผ่านมาส่วนใหญ่คือ
"การขาดความเข้าใจและการสื่อสาร" ซึ่งนำไปสู่ความหวาดกลัวการผูกขาด ในขณะที่ตัวกฎหมาย PVP ของไทยเองได้มีการเขียนข้อกำหนดไว้ค่อนข้างรัดกุมเพื่อรักษาสมดุลระหว่างสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์และสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปครับ
พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 (แบบสรุปประเด็นสำคัญ)
พ.ร.บ. ฉบับนี้คือหัวใจหลักที่ถูกนำมาอ้างถึงในดราม่า "กะเพราไทย" จุดประสงค์คือเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลและคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยด้วย สรุปเป็นประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้:
1. คุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ (พันธุ์ใหม่ที่เราต้องซื้อ)
ใครก็ตามที่วิจัย คัดเลือก หรือปรับปรุงพันธุ์พืชจนได้พันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ซ้ำใคร และมีความสม่ำเสมอ สามารถยื่นขอ
"หนังสือรับรองคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (PVP)" ได้
สิทธิที่ได้รับคือ
สิทธิผูกขาดในการผลิตเพื่อขาย ผสมพันธุ์ และขยายพันธุ์ พันธุ์พืชใหม่นั้นๆ เป็นระยะเวลา
12-20 ปี (ขึ้นอยู่กับประเภทของพืช)
นั่นหมายความว่า ถ้าเราต้องการจะเอาพันธุ์พืชใหม่ที่เขาจดทะเบียนไว้ไปทำธุรกิจเพาะขายแข่งกับเขา เราต้องขออนุญาตและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เขาครับ
2. ป้องปั้นการเก็บพันธุ์พืชใหม่ไว้ปลูกเอง (ข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกร)
นี่คือประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในดราม่ากะเพราว่า ชาวสวนจะโดนฟ้องถ้าเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองเหมือนเคสในต่างประเทศหรือเปล่า
คำตอบคือ: ไม่ครับ กฎหมายไทยมีข้อยกเว้นไว้ชัดเจน
ตาม
มาตรา 33 (4) เกษตรกรสามารถเก็บส่วนขยายพันธุ์ (เมล็ดพันธุ์/กิ่งพันธุ์) ของพันธุ์พืชใหม่นั้นๆ
ไว้เพื่อใช้ปลูกต่อในแปลงของตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ใดๆ
แต่ต้องทำเพื่อใช้เองในครัวเรือนหรือในไร่นาของตนเองเท่านั้น ห้ามนำไปขายต่อเชิงพาณิชย์แข่งกับเจ้าของสิทธิ
3. คุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิม (พันธุ์พืชที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ)
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองแค่พันธุ์ใหม่ที่เอกชนพัฒนาขึ้นมา แต่ยังให้ความสำคัญกับพันธุ์พืชพื้นเมืองที่คนไทยกินใช้กันมานานแล้วด้วย
พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป: คือพันธุ์พืชที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติหรือมีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในไทย ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของชาติและไม่มีใครสามารถยื่นขอสิทธิผูกขาดได้
นั่นหมายความว่า กะเพราขาว กะเพราแดง หรือพันธุ์พืชพื้นเมืองต่างๆ ที่เราเห็นกันทั่วไป ยังคงเป็นของทุกคนและไม่มีวันถูกใครยึดครองสิทธิไปได้ครับ
4. การเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ (สำหรับพืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น)
ในกรณีที่เป็น
"พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น" (พันธุ์ที่มีอยู่แค่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ)
หากใครก็ตาม (รวมถึงต่างชาติ) ต้องการจะเข้าถึงหรือนำพันธุ์พืชเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ จะต้องได้รับอนุญาตจากชุมชนเจ้าของท้องถิ่นก่อน
และจะต้องมีการทำข้อตกลงเรื่อง
"การแบ่งปันผลประโยชน์" คืนสู่ชุมชนด้วย เพื่อป้องกันปัญหา "โจรสลัดชีวภาพ" (Biopiracy) ที่ชอบมีชาวต่างชาติมาแอบเอาพันธุ์พืชไทยไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรในประเทศของตนเอง
สรุปภาพรวม: พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทยออกแบบมารับมือปัญหาเรื่องความผูกขาดและการเข้าถึงพันธุ์พืชไว้อย่างครอบคลุม โดยให้สิทธิคุ้มครองแก่ผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ แต่ก็มีข้อยกเว้นให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้ และที่สำคัญที่สุดคือกฎหมายยังคงยืนยันว่า
พันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยเป็นทรัพย์สินของชาติและไม่มีใครสามารถยึดครองไปได้ ครับ
https://www.doa.go.th/pvp/wp-content/uploads/2020/02/pvp_act.2542thai.pdf
ความเห็นส่วนตัว
เมื่อหลายปีก่อน ที่บ้านก็ประสบปัญหาเหมือนกันครับ หลักๆ ที่เจอ คือแตงโม หรือ แตง ต่างๆ ที่ไม่ใช่แตงไทยแตงช้าง
แตงโมเวลาเอามาปลูกแล้ว เมื่อออกลูกได้เมล็ดมาเวลาเอาไปปลูกใหม่ ลูกมันก็จะไม่เหมือนเดิม ครับ
ชาวสวนเองก็จะต้องซื้อใหม่เรื่อยๆ
ถามว่ามันกระทบอะไรไม๊ ส่วนตัวก็มองว่า ยังไม่มีปัญหาอะไร ครับ
ส่วนข้าวพันธุ์ ซื้อมาแล้ว ปลูกใหม่ก็ยังได้อยู่ ครับ
แต่ส่วนตัวผมชอบข้าวพันธุ์เดิมของที่บ้านดีกว่า หุงเละๆ หอมๆ
ยิ่งต่างประเทศส่วนใหญ่พืชพื้นเมืองแทบจะไม่มีปลูกในวงกว้าง ส่วนใหญ่มักใช้พืช GMO จากห้องแล็บวิจัยกันทั้งนั้น
ตอนเรียนมหาลัย ผมเคยอ่านหนังสือเล่นหนึ่ง
เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ (As the Future Catches You) โดย Juan Enriquez

Juan Enriquez กล่าวว่า
ข้าวโพดที่เรากินอยู่ในปัจจุบัน (ฝักใหญ่, เมล็ดเยอะ, นุ่ม)
ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ พืชดั้งเดิมที่เป็นบรรพบุรุษของข้าวโพดคือ
"ทีโอซินเท" (Teosinte) ซึ่งเป็นหญ้าป่าชนิดหนึ่ง ฝักเล็กมาก มีเมล็ดแข็งๆ เพียงไม่กี่เมล็ด และ
"มนุษย์ไม่สามารถกินได้" เพราะแทบไม่มีเนื้อให้กินและแข็งจนกินลำบาก
มะเขือเทศตามธรรมชาติทั่วไปจะมีกระบวนการสุกที่เร็วมาก เมื่อสุกเต็มที่แล้วจะนิ่มและเน่าเสียได้ง่าย
ความกังกลของผม ไม่ใช่ว่า นายทุนจะฮุบ พันธุ์พืชเลยครับ เพราะ ถ้าจะทำ ใครจะเลี่ยงได้
ผมกับเพื่อนไปประท้วงเรื่อง มหาลัยออกนอกระบบ อดข้าว อดน้ำหลายวัน แต่ระบบมันก็ยังเดินต่อ
ประท้วงแร่โพแทส ก็เกือบได้กินลูกปืน แต่สุดท้าย ปุ๋ยก็ยังเป็นความจำเป็นปลอมๆ ที่โดนเสี้ยมอยู่ดี
ไม่ว่าจะประท้วงอะไรไป หรือ จะประเทศไหนๆ แต่สุดท้ายทุกประเทศก็ขับเคลื่อนด้วยระบบนายทุนอยู่ดี
สิ่งที่ผมห่วงคือ คนไทยขาดความรู้ เห็นใครพูดอะไรมาก็พร้อมจะเชื่อ ทำไปโดยไม่มองถึงอนาคต ตัวเอง นั่นเอง
ความรู้ มันขุนกันยาก แต่ เชื่อเถอะ ครับ ถ้าเรามี เราจะไม่โดนหลอก ไม่ว่าจะระบบใดๆ ก็ตาม
ทุกคน คิดว่า เรื่องราวของกระเพาจะจบลงยังไง ครับ
ขอเริ่มเนื้อหาจาก AI ก่อนนะครับ
1. ที่มาและเรื่องราวของ "กะเพราตระกูลแก้วจุรี" ทั้ง 4 สายพันธุ์
ดราม่า "กะเพรา" ที่เป็นประเด็นร้อนแรง คือการจดทะเบียน "พันธุ์พืชใหม่" ตระกูล "แก้วจุรี" (แก้วจุรี 01, แก้วจุรี 02, แก้วจุรี 03, และแก้วจุรี 04) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
เรื่องราวและที่มา:
ผู้ถือสิทธิ: บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) เป็นผู้ถือสิทธิร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กระบวนการ: กะเพราเหล่านี้ไม่ใช่กะเพราป่าหรือกะเพราพื้นเมืองดั้งเดิมที่เก็บมาจากธรรมชาติโดยตรง แต่เป็น ผลลัพธ์จากการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ต่อเนื่องหลายปี โดยซีพีแรมได้ให้ทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ถึง 2566
เป้าหมายการพัฒนา: เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะเหมาะสมกับ "อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งและพร้อมทาน" ของบริษัทโดยเฉพาะ โดยมีจุดเด่นคือ:
ใบขนาดใหญ่: สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวและแปรรูปในปริมาณมาก
กลิ่นหอมและรสชาติคงที่: เพื่อให้รสชาติผัดกะเพราในข้าวกล่องมีความสม่ำเสมอ
ผลผลิตต่อไร่สูง: ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดีขึ้น เหมาะกับการปลูกแบบ Contract Farming (เกษตรพันธสัญญา) ของบริษัท
บทสรุปของที่มา: กะเพราตระกูลแก้วจุรีเป็น "สินค้าที่เกิดจากการลงทุนวิจัยของเอกชน" เพื่อใช้ในห่วงโซ่อุปทานอาหารของตนเอง ไม่ใช่พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปที่ถูกนำไปจดสิทธิบัตรผูกขาด
2. พันธุ์พืชอื่นๆ ในไทยที่จดทะเบียนสิทธิคุ้มครองโดยบริษัทเอกชน
ในประเทศไทย การคุ้มครองพืชไม่ใช่การจด "สิทธิบัตร" (Patent) ตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 (ซึ่งห้ามจดพืช) แต่เป็นการขอ "หนังสือรับรองคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (PVP)" ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเอกชนหลายบริษัทได้จดทะเบียนไว้หลายร้อยสายพันธุ์ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ:
ตัวอย่างพืชที่เอกชนถือสิทธิคุ้มครอง (บางส่วน):
พืชไร่/ไม้ป่า (มักจดโดยบริษัทใหญ่หรือบริษัทเฉพาะทาง):
ยูคาลิปตัส: สายพันธุ์ผสม K ต่างๆ เช่น K69, K70, K133, H288, H294 (จดโดยบริษัท ยูคาลิปตัส เทคโนโลยี จำกัด และบริษัทเอกชนผู้ปลูกป่าเศรษฐกิจ)
อ้อย: สายพันธุ์ที่ใช้ในโรงงานน้ำตาล เช่น มิตรผล 1, มิตรผล 101 (จดโดยบริษัท มิตรผลวิจัยพัฒนาอ้อยและน้ำตาล จำกัด)
ข้าวโพด (เลี้ยงสัตว์และหวาน): รหัสสายพันธุ์เฉพาะ เช่น เจ๊หลีห้าสี่, ทรอปปิคอลแปดแถว (จดโดยบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด - ตราศรแดง) และสายพันธุ์ลูกผสมอื่นๆ ของบริษัท เจียไต๋ จำกัด หรือ แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด
ผักและไม้ดอก (มักจดโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์เพื่อขายเมล็ดลูกผสม F1):
มะระ / แตงกวา / พริก / แตงโม: รหัสสายพันธุ์การค้าเฉพาะ เช่น มะระพันธุ์รหัส ซีที (CT) (จดโดยบริษัท เจียไต๋ จำกัด) หรือแตงกวาพันธุ์ เขียวหยก 16 (จดโดยบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด)
ไม้ดอก/ไม้ประดับ (มักจดโดยฟาร์มหรือสวนเอกชน):
กล้วยไม้: สายพันธุ์ผสมใหม่ๆ ในสกุลหวายหรือแวนด้า เช่น ลอรา, เบลลา, แอนนาควีน (จดโดยบริษัท เอ็กซ์เซลออร์คิด จำกัด และฟาร์มกล้วยไม้เอกชน)
ไม้ดอกอื่นๆ: เช่น พุทธรักษาสายพันธุ์ใหม่, ดาวเรืองพันธุ์การค้า
3. มองประเด็นที่ผ่านๆ มา: มีปัญหาหรือผลกระทบอย่างไร?
ประเด็นการถือสิทธิพันธุ์พืชโดยเอกชนในไทย มักจะสร้างความกังวลและกลายเป็นดราม่าอยู่เสมอ ผลกระทบและปัญหาที่ผ่านมามีทั้งด้านลบและด้านบวก:
ด้านลบ/ความกังวลของสังคม:
ความกลัวเรื่องการผูกขาดอาหาร (Food Monopoly): เมื่อเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช โดยเฉพาะพืชที่คนไทยกินเป็นประจำ เช่น กะเพรา, พริก, ข้าว สังคมจะกังวลทันทีว่า "เราจะยังปลูกกินเองได้ไหม?" หรือ "ในอนาคตเราต้องซื้อทุกอย่างจากทุนใหญ่ใช่ไหม?"
ความเข้าใจผิดต่อข้อกฎหมาย: ดราม่าส่วนใหญ่เกิดจาก "การสื่อสารที่ไม่ทั่วถึงและการตีความกฎหมายผิด" คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการจดคุ้มครองพันธุ์ใหม่คือการครอบครองพืชทั้งชนิด ทั้งที่จริงกฎหมายคุ้มครอง "เฉพาะพันธุ์นั้นๆ ไม่กระทบพันธุ์พื้นเมือง" และยังมีข้อยกเว้นมาตรา 33 (4) ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดไว้ปลูกเองได้ (ไม่ทำพาณิชย์)
ปัญหาด้าน Contract Farming: ในพืชเศรษฐกิจบางชนิดที่เอกชนควบคุมพันธุ์ เกษตรกรอาจตกอยู่ภายใต้สัญญาที่เสียเปรียบ เช่น ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาสูงทุกปี ห้ามเก็บพันธุ์ และต้องขายผลผลิตคืนในราคาที่กำหนด ทำให้เกษตรกรพึ่งพาเอกชนเกือบสมบูรณ์
ด้านบวก/เป้าหมายของกฎหมาย:
ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D): การคุ้มครองสิทธิเป็นแรงจูงใจให้ทั้งรัฐและเอกชนลงทุนวิจัยพันธุ์พืชที่มีคุณภาพดีขึ้น เช่น ทนโรคสูง, ผลผลิตเยอะ, ปลูกได้ตลอดปี ซึ่งสุดท้ายผลผลิตจะเข้าสู่ตลาดให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ
ยกระดับคุณภาพผลผลิต: พันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองมักมีลักษณะที่สม่ำเสมอและตรงตามความต้องการของตลาด ช่วยให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานสูงขึ้นและขายได้ราคาดี
ป้องกันการแอบอ้างพันธุ์และยี่ห้อ (ในกรณี GI): แม้จะเป็นการคุ้มครองแบบ GI แต่ก็ช่วยป้องกันไม่ให้คนนอกพื้นที่แอบอ้างชื่อสินค้าท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของเกษตรกรในแหล่งนั้นๆ โดยตรง
สรุปภาพรวม: ปัญหาที่ผ่านมาส่วนใหญ่คือ "การขาดความเข้าใจและการสื่อสาร" ซึ่งนำไปสู่ความหวาดกลัวการผูกขาด ในขณะที่ตัวกฎหมาย PVP ของไทยเองได้มีการเขียนข้อกำหนดไว้ค่อนข้างรัดกุมเพื่อรักษาสมดุลระหว่างสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์และสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปครับ
พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 (แบบสรุปประเด็นสำคัญ)
พ.ร.บ. ฉบับนี้คือหัวใจหลักที่ถูกนำมาอ้างถึงในดราม่า "กะเพราไทย" จุดประสงค์คือเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลและคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยด้วย สรุปเป็นประเด็นสำคัญ 4 ข้อ ดังนี้:
1. คุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ (พันธุ์ใหม่ที่เราต้องซื้อ)
ใครก็ตามที่วิจัย คัดเลือก หรือปรับปรุงพันธุ์พืชจนได้พันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ซ้ำใคร และมีความสม่ำเสมอ สามารถยื่นขอ "หนังสือรับรองคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (PVP)" ได้
สิทธิที่ได้รับคือ สิทธิผูกขาดในการผลิตเพื่อขาย ผสมพันธุ์ และขยายพันธุ์ พันธุ์พืชใหม่นั้นๆ เป็นระยะเวลา 12-20 ปี (ขึ้นอยู่กับประเภทของพืช)
นั่นหมายความว่า ถ้าเราต้องการจะเอาพันธุ์พืชใหม่ที่เขาจดทะเบียนไว้ไปทำธุรกิจเพาะขายแข่งกับเขา เราต้องขออนุญาตและจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เขาครับ
2. ป้องปั้นการเก็บพันธุ์พืชใหม่ไว้ปลูกเอง (ข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกร)
นี่คือประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในดราม่ากะเพราว่า ชาวสวนจะโดนฟ้องถ้าเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองเหมือนเคสในต่างประเทศหรือเปล่า
คำตอบคือ: ไม่ครับ กฎหมายไทยมีข้อยกเว้นไว้ชัดเจน
ตาม มาตรา 33 (4) เกษตรกรสามารถเก็บส่วนขยายพันธุ์ (เมล็ดพันธุ์/กิ่งพันธุ์) ของพันธุ์พืชใหม่นั้นๆ ไว้เพื่อใช้ปลูกต่อในแปลงของตัวเองได้เลยโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ใดๆ
แต่ต้องทำเพื่อใช้เองในครัวเรือนหรือในไร่นาของตนเองเท่านั้น ห้ามนำไปขายต่อเชิงพาณิชย์แข่งกับเจ้าของสิทธิ
3. คุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิม (พันธุ์พืชที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ)
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองแค่พันธุ์ใหม่ที่เอกชนพัฒนาขึ้นมา แต่ยังให้ความสำคัญกับพันธุ์พืชพื้นเมืองที่คนไทยกินใช้กันมานานแล้วด้วย
พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป: คือพันธุ์พืชที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติหรือมีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางในไทย ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของชาติและไม่มีใครสามารถยื่นขอสิทธิผูกขาดได้
นั่นหมายความว่า กะเพราขาว กะเพราแดง หรือพันธุ์พืชพื้นเมืองต่างๆ ที่เราเห็นกันทั่วไป ยังคงเป็นของทุกคนและไม่มีวันถูกใครยึดครองสิทธิไปได้ครับ
4. การเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์ (สำหรับพืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น)
ในกรณีที่เป็น "พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น" (พันธุ์ที่มีอยู่แค่ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ)
หากใครก็ตาม (รวมถึงต่างชาติ) ต้องการจะเข้าถึงหรือนำพันธุ์พืชเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ จะต้องได้รับอนุญาตจากชุมชนเจ้าของท้องถิ่นก่อน
และจะต้องมีการทำข้อตกลงเรื่อง "การแบ่งปันผลประโยชน์" คืนสู่ชุมชนด้วย เพื่อป้องกันปัญหา "โจรสลัดชีวภาพ" (Biopiracy) ที่ชอบมีชาวต่างชาติมาแอบเอาพันธุ์พืชไทยไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรในประเทศของตนเอง
สรุปภาพรวม: พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทยออกแบบมารับมือปัญหาเรื่องความผูกขาดและการเข้าถึงพันธุ์พืชไว้อย่างครอบคลุม โดยให้สิทธิคุ้มครองแก่ผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ แต่ก็มีข้อยกเว้นให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้ และที่สำคัญที่สุดคือกฎหมายยังคงยืนยันว่า พันธุ์พืชพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยเป็นทรัพย์สินของชาติและไม่มีใครสามารถยึดครองไปได้ ครับ
https://www.doa.go.th/pvp/wp-content/uploads/2020/02/pvp_act.2542thai.pdf
ความเห็นส่วนตัว
เมื่อหลายปีก่อน ที่บ้านก็ประสบปัญหาเหมือนกันครับ หลักๆ ที่เจอ คือแตงโม หรือ แตง ต่างๆ ที่ไม่ใช่แตงไทยแตงช้าง
แตงโมเวลาเอามาปลูกแล้ว เมื่อออกลูกได้เมล็ดมาเวลาเอาไปปลูกใหม่ ลูกมันก็จะไม่เหมือนเดิม ครับ
ชาวสวนเองก็จะต้องซื้อใหม่เรื่อยๆ
ถามว่ามันกระทบอะไรไม๊ ส่วนตัวก็มองว่า ยังไม่มีปัญหาอะไร ครับ
ส่วนข้าวพันธุ์ ซื้อมาแล้ว ปลูกใหม่ก็ยังได้อยู่ ครับ
แต่ส่วนตัวผมชอบข้าวพันธุ์เดิมของที่บ้านดีกว่า หุงเละๆ หอมๆ
ยิ่งต่างประเทศส่วนใหญ่พืชพื้นเมืองแทบจะไม่มีปลูกในวงกว้าง ส่วนใหญ่มักใช้พืช GMO จากห้องแล็บวิจัยกันทั้งนั้น
ตอนเรียนมหาลัย ผมเคยอ่านหนังสือเล่นหนึ่ง
เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ (As the Future Catches You) โดย Juan Enriquez
Juan Enriquez กล่าวว่า
ข้าวโพดที่เรากินอยู่ในปัจจุบัน (ฝักใหญ่, เมล็ดเยอะ, นุ่ม) ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ พืชดั้งเดิมที่เป็นบรรพบุรุษของข้าวโพดคือ "ทีโอซินเท" (Teosinte) ซึ่งเป็นหญ้าป่าชนิดหนึ่ง ฝักเล็กมาก มีเมล็ดแข็งๆ เพียงไม่กี่เมล็ด และ "มนุษย์ไม่สามารถกินได้" เพราะแทบไม่มีเนื้อให้กินและแข็งจนกินลำบาก
มะเขือเทศตามธรรมชาติทั่วไปจะมีกระบวนการสุกที่เร็วมาก เมื่อสุกเต็มที่แล้วจะนิ่มและเน่าเสียได้ง่าย
ความกังกลของผม ไม่ใช่ว่า นายทุนจะฮุบ พันธุ์พืชเลยครับ เพราะ ถ้าจะทำ ใครจะเลี่ยงได้
ผมกับเพื่อนไปประท้วงเรื่อง มหาลัยออกนอกระบบ อดข้าว อดน้ำหลายวัน แต่ระบบมันก็ยังเดินต่อ
ประท้วงแร่โพแทส ก็เกือบได้กินลูกปืน แต่สุดท้าย ปุ๋ยก็ยังเป็นความจำเป็นปลอมๆ ที่โดนเสี้ยมอยู่ดี
ไม่ว่าจะประท้วงอะไรไป หรือ จะประเทศไหนๆ แต่สุดท้ายทุกประเทศก็ขับเคลื่อนด้วยระบบนายทุนอยู่ดี
สิ่งที่ผมห่วงคือ คนไทยขาดความรู้ เห็นใครพูดอะไรมาก็พร้อมจะเชื่อ ทำไปโดยไม่มองถึงอนาคต ตัวเอง นั่นเอง
ความรู้ มันขุนกันยาก แต่ เชื่อเถอะ ครับ ถ้าเรามี เราจะไม่โดนหลอก ไม่ว่าจะระบบใดๆ ก็ตาม