สวัสดีเพื่อนสมาชิกครับ

จากที่มีกระแสข่าว 4 วันที่แล้วเกี่ยวกับเรื่องการจดลิขสิทธ์กะเพราตระกูล "แก้วจุรี" จำนวน 4 สายพันธุ์ จึงขอเสนอรายละเอียดของกะเพราและพวกพืชสายพันธ์ใกล้เคียงที่เราใช้ใบมาปรุงอาหารครับ
(ภาพนี้ทำจาก AI .... อยากกินแบบนี้ 😁😸🤣)
คนไทยรู้จักใบกะเพรามาตั้งแต่ 340 ปีที่แล้ว ตามหลักฐาน "จดหมายเหตุลาลูแบร์" เมื่อพ.ศ. 2331 มีการบันทึกเรื่อง “อาหารการกินหลักของชาวสยาม” ช่วงหนึ่งได้กล่าวถึง “ใบกะเพรา” ที่เป็นผักเคียงทานกับน้ำพริกกะปิ ข้อความบางส่วนระบุไว้ว่า ....
“...
น้ำจิ้มของพวกเขาทำกันอย่างง่าย ๆ ใช้น้ำนิดหน่อยกับเครื่องเทศ, หัวกระเทียม, หัวหอม กับผักลางชนิดที่มีกลิ่นดี เช่น กะเพรา พวกเขาชอบบริโภคน้ำจิ้มเหลวชนิดหนึ่ง คล้ายกับมัสตาร์ด ประกอบด้วยกุ้งเคยเน่าเพราะหมักไม่ได้ที่ เรียกว่ากะปิ (Capi) …”

จดหมายเหตุลาลูแบร์ เป็นจดหมายที่กล่าวถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สังคม ประเพณี วัฒนธรรม หลายสิ่งหลายอย่างชาวสยามในสมัยกรุงศรีอยุธยา บันทึกโดย ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère) ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (340 ปีที่แล้ว)
ใบกะเพราแต่ละพันธุ์มีความฉุนและรสชาติต่างกัน ในบ้านเราที่นิยมนำมาทำอาหารมีอยู่ 3 สายพันธุ์คือ กะเพราแดง กะเพราขาว (กะเพราเกษตร) กะเพราป่า หากจะแยกความแตกต่างสามารถสังเกตได้จากลักษณะใบและก้าน หรือลองขยี้ใบเพื่อทดสอบกลิ่น
🛑 กะเพราแดง
กลิ่นฉุนแรงรสชาติเผ็ดร้อน ลำต้นมีสีแดงอมม่วง ใบมีขนาดเล็กกว่ากะเพราขาว เหมาะทำอาหารประเภทแกงป่า /อาหารป่าเพราะกลิ่นฉุนจะช่วยกลบความสาบ-คาวของเนื้อสัตว์
🛑 กะเพราขาว หรือ กะเพราเกษตร
กลิ่นฉุนอ่อน ๆ ก้านสีขาว ใบสีเขียวทั้งหมด ใช้อาหารได้ทั้งต้ม ผัด แกง ทอดกรอบโรยหน้า นี่คือกะเพราที่เรากินกันมากที่สุดครับ และราคาถูกที่สุด มีมากสุดในตลาด
🛑 กะเพราป่า
กลิ่นหอมแรง เผ็ดซ่านลิ้น ค่อนข้างแยกออกยากเพราะลักษณะก้ำกึ่งกับกะเพราขาว-กะเพราแดง นิยมนำมาใช้ใส่ผัดกะเพรา ต้มยำ ต้มแซ่บ กะเพราชนิดนี้จะเจาะจงใช้เป็นยาสมุนไพรอีกด้วย

ต้นกะเพราที่ขึ้นตามธรรมชาติ ใบกะเพราจะเผ็ดร้อนเป็นพิเศษช่วงหน้าหนาวหรือต้นหน้าร้อนเพราะฝนทิ้งช่วง ลำต้นขาดน้ำทำให้น้ำมันหอมระเหยในตัวกะเพราเข้มข้นเป็นพิเศษครับ
นอกจากใบกะเพรา .... ยังมีพืชผักที่หน้าตาคล้ายกันอีก 3 ชนิดที่เรากินกันมากที่สุด พืชเหล่านี้อยู่ในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) ดังนั้นจึงมีลำต้นและใบคล้ายกันมาก
🛑 ยี่หร่า (Tree basil)
ใช้ในเนื้อผัดใบยี่หร่า , แกงอ่อมปลาดุกใบยี่หร่า
🛑 โหระพา (Sweet basil)
ใช้ในแกงเขียวหวาน , ห่อหมก , ผัดหอยลาย
🛑 แมงลัก (Lemon basil)
ใช้ในแกงเห็ดใบแมงลัก , แกงเลียง หรือทานสดกับขนมจีนน้ำยา (หนมจีนน้ำยาขาดใบแมงลักไม่ได้เลย)
เพื่อเป็นเครดิตกับนักวิจัยและคนที่ทำงานทางด้านนี้ ผมขอเสนอรายละเอียดในงานวิจัยกระเพรา 4 สายพันธุ์ดังนี้ครับ
กะเพรา 4 สายพันธุ์นี้คือ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และ แก้วจุรี 04 ซึ่งทางบริษัท ซีพีแรม พัฒนาสายพันธ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) ได้รับหนังสือรับรองคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในปี 2567 มีอายุคุ้มครองจนถึงปี 2579
(ภาพยาว ขอใส่ spoil ไว้ครับ)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ภาพลักษณะของกะเพราแก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และ แก้วจุรี 04

อันนี้ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่
-
https://www.doa.go.th/th/annodoa_public_no/87801/
-
https://www.doa.go.th/th/annodoa_public_no/87790/
รายละเอียดการคุ้มครองสิทธิ
1. การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ของซีพีแรมนี้ เป็นการคุ้มครองสิทธิเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
ไม่กระทบกะเพราพื้นเมือง
2. การจดทะเบียนดังกล่าว
ไม่ได้ครอบคลุมถึงกะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราทั่วไปที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติหรือตามท้องตลาดทั่วไป และไม่ได้ทำให้กะเพราดั้งเดิมตกเป็นสิทธิขาดของบริษัทผู้จดทะเบียนแต่อย่างใด
3. ข้อห้ามมีเพียงอย่างเดียว คือ ห้ามบุคคลอื่นนำ 4 สายพันธุ์นี้ (แก้วจุรี 01 - 04)
ไปขยายพันธุ์เพื่อการค้าเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ แต่สามารถปลูกไว้กินเองในครัวเรือนได้
การพัฒนาสายพันธ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน ใช้วิธีการกลายพันธุ์ (Mutation) ผ่านการชักนำเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซมด้วยสารเคมี ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue Culture)
ขั้นตอนการพัฒนาเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 โดยใช้เมล็ดพันธุ์กะเพราพันธุ์พื้นเมือง (CPR1) มาฟอกฆ่าเชื้อและเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์จนต้นเติบโตเหมาะสม จากนั้นจึง
ใช้สารเคมีชักนำให้เพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม + ตรวจสอบปริมาณ DMA ด้วยเทคนิค Flow cytometry เพื่อคัดเลือกต้นที่มีชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับพันธุ์ควบคุม
ต่อไปก็ย้ายไปปลูกในโรงเรือนทดลองตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 พบว่า
มีขนาดใบและกลิ่นตรงตามวัตถุประสงค์ จึงนำไปปลูกทดสอบพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นครปฐม และที่แปลงทดลองบริษัทซีพีแรม ปทุมธานี
เรียบเรียงจากเวบกรมวิชาการเกษตร และบทความของคุณ
H. ARIGATO ครับ
https://altv.thaipbs.or.th/content/pr/637a8a55f3e6dac2ebf9242f
:: กระทู้รวมมิตรความรู้เกี่ยวกับ "ใบกะเพรา" :: ครับ
จากที่มีกระแสข่าว 4 วันที่แล้วเกี่ยวกับเรื่องการจดลิขสิทธ์กะเพราตระกูล "แก้วจุรี" จำนวน 4 สายพันธุ์ จึงขอเสนอรายละเอียดของกะเพราและพวกพืชสายพันธ์ใกล้เคียงที่เราใช้ใบมาปรุงอาหารครับ
(ภาพนี้ทำจาก AI .... อยากกินแบบนี้ 😁😸🤣)
คนไทยรู้จักใบกะเพรามาตั้งแต่ 340 ปีที่แล้ว ตามหลักฐาน "จดหมายเหตุลาลูแบร์" เมื่อพ.ศ. 2331 มีการบันทึกเรื่อง “อาหารการกินหลักของชาวสยาม” ช่วงหนึ่งได้กล่าวถึง “ใบกะเพรา” ที่เป็นผักเคียงทานกับน้ำพริกกะปิ ข้อความบางส่วนระบุไว้ว่า ....
“... น้ำจิ้มของพวกเขาทำกันอย่างง่าย ๆ ใช้น้ำนิดหน่อยกับเครื่องเทศ, หัวกระเทียม, หัวหอม กับผักลางชนิดที่มีกลิ่นดี เช่น กะเพรา พวกเขาชอบบริโภคน้ำจิ้มเหลวชนิดหนึ่ง คล้ายกับมัสตาร์ด ประกอบด้วยกุ้งเคยเน่าเพราะหมักไม่ได้ที่ เรียกว่ากะปิ (Capi) …”
ใบกะเพราแต่ละพันธุ์มีความฉุนและรสชาติต่างกัน ในบ้านเราที่นิยมนำมาทำอาหารมีอยู่ 3 สายพันธุ์คือ กะเพราแดง กะเพราขาว (กะเพราเกษตร) กะเพราป่า หากจะแยกความแตกต่างสามารถสังเกตได้จากลักษณะใบและก้าน หรือลองขยี้ใบเพื่อทดสอบกลิ่น
🛑 กะเพราแดง
กลิ่นฉุนแรงรสชาติเผ็ดร้อน ลำต้นมีสีแดงอมม่วง ใบมีขนาดเล็กกว่ากะเพราขาว เหมาะทำอาหารประเภทแกงป่า /อาหารป่าเพราะกลิ่นฉุนจะช่วยกลบความสาบ-คาวของเนื้อสัตว์
🛑 กะเพราขาว หรือ กะเพราเกษตร
กลิ่นฉุนอ่อน ๆ ก้านสีขาว ใบสีเขียวทั้งหมด ใช้อาหารได้ทั้งต้ม ผัด แกง ทอดกรอบโรยหน้า นี่คือกะเพราที่เรากินกันมากที่สุดครับ และราคาถูกที่สุด มีมากสุดในตลาด
🛑 กะเพราป่า
กลิ่นหอมแรง เผ็ดซ่านลิ้น ค่อนข้างแยกออกยากเพราะลักษณะก้ำกึ่งกับกะเพราขาว-กะเพราแดง นิยมนำมาใช้ใส่ผัดกะเพรา ต้มยำ ต้มแซ่บ กะเพราชนิดนี้จะเจาะจงใช้เป็นยาสมุนไพรอีกด้วย
นอกจากใบกะเพรา .... ยังมีพืชผักที่หน้าตาคล้ายกันอีก 3 ชนิดที่เรากินกันมากที่สุด พืชเหล่านี้อยู่ในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) ดังนั้นจึงมีลำต้นและใบคล้ายกันมาก
🛑 ยี่หร่า (Tree basil)
ใช้ในเนื้อผัดใบยี่หร่า , แกงอ่อมปลาดุกใบยี่หร่า
🛑 โหระพา (Sweet basil)
ใช้ในแกงเขียวหวาน , ห่อหมก , ผัดหอยลาย
🛑 แมงลัก (Lemon basil)
ใช้ในแกงเห็ดใบแมงลัก , แกงเลียง หรือทานสดกับขนมจีนน้ำยา (หนมจีนน้ำยาขาดใบแมงลักไม่ได้เลย)
เพื่อเป็นเครดิตกับนักวิจัยและคนที่ทำงานทางด้านนี้ ผมขอเสนอรายละเอียดในงานวิจัยกระเพรา 4 สายพันธุ์ดังนี้ครับ
กะเพรา 4 สายพันธุ์นี้คือ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และ แก้วจุรี 04 ซึ่งทางบริษัท ซีพีแรม พัฒนาสายพันธ์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (วิทยาเขตกำแพงแสน) ได้รับหนังสือรับรองคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในปี 2567 มีอายุคุ้มครองจนถึงปี 2579
(ภาพยาว ขอใส่ spoil ไว้ครับ)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
อันนี้ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่
- https://www.doa.go.th/th/annodoa_public_no/87801/
- https://www.doa.go.th/th/annodoa_public_no/87790/
รายละเอียดการคุ้มครองสิทธิ
1. การจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ของซีพีแรมนี้ เป็นการคุ้มครองสิทธิเฉพาะพันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่กระทบกะเพราพื้นเมือง
2. การจดทะเบียนดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงกะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราทั่วไปที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติหรือตามท้องตลาดทั่วไป และไม่ได้ทำให้กะเพราดั้งเดิมตกเป็นสิทธิขาดของบริษัทผู้จดทะเบียนแต่อย่างใด
3. ข้อห้ามมีเพียงอย่างเดียว คือ ห้ามบุคคลอื่นนำ 4 สายพันธุ์นี้ (แก้วจุรี 01 - 04) ไปขยายพันธุ์เพื่อการค้าเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ แต่สามารถปลูกไว้กินเองในครัวเรือนได้
การพัฒนาสายพันธ์นี้ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน ใช้วิธีการกลายพันธุ์ (Mutation) ผ่านการชักนำเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซมด้วยสารเคมี ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue Culture)
ขั้นตอนการพัฒนาเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 โดยใช้เมล็ดพันธุ์กะเพราพันธุ์พื้นเมือง (CPR1) มาฟอกฆ่าเชื้อและเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์จนต้นเติบโตเหมาะสม จากนั้นจึงใช้สารเคมีชักนำให้เพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม + ตรวจสอบปริมาณ DMA ด้วยเทคนิค Flow cytometry เพื่อคัดเลือกต้นที่มีชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับพันธุ์ควบคุม
ต่อไปก็ย้ายไปปลูกในโรงเรือนทดลองตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 พบว่ามีขนาดใบและกลิ่นตรงตามวัตถุประสงค์ จึงนำไปปลูกทดสอบพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นครปฐม และที่แปลงทดลองบริษัทซีพีแรม ปทุมธานี
เรียบเรียงจากเวบกรมวิชาการเกษตร และบทความของคุณ H. ARIGATO ครับ
https://altv.thaipbs.or.th/content/pr/637a8a55f3e6dac2ebf9242f