JJNY : กมธ.กม.เดินหน้าสอบเว็บพนัน│ทีดีอาร์ไอเตือนกองทุนบำนาญเสี่ยงหมด│กทม. ปลดล็อกงบสมทบ │ปารีสผวาม็อบ! ระดมกำลังตร.

กมธ.กฎหมายฯ เดินหน้าสอบเว็บพนัน สามีไอเดียร์ ต่อ ชี้ องค์ประกอบผิดครบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5946661
.
.
กมธ.กฎหมายฯ  เดินหน้าสอบเว็บพนันสามี ไอเดียร์ ต่อ เผยยังไม่เรียก ’ลูกชายพิพัฒน์‘ แจง หลัง ’ศิริโชค‘ อ้างเส้นเงินโยงบริษัท
.
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการกรณีตรวจสอบเรื่องเว็บ Shuffle ว่า ตอนนี้การดำเนินคดีกับเว็บ Shuffle เป็นสิ่งที่ต้องทำ ส่วนจะผิดข้อหาอะไรและอย่างไร ต้องดูพยานและหลักฐาน
.
เบื้องต้นข้อกล่าวหาที่เป็นไปได้ มีตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่ององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพนัน สมคบกันฟอกเงิน เป็นต้น ตอนนี้สิ่งที่ยืนยันได้แน่ๆ คือมีเส้นเงินที่เกิดขึ้นจากบัญชีวอลเล็ตของฝั่งไทยแน่นอน ครบองค์ประกอบความผิด แต่ไฉนเลยการดำเนินคดียังไม่เกิดขึ้น
.
นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เวลานี้หน่วยงานของรัฐควรจะเร่งดำเนินการ แม้ทางตำรวจไซเบอร์จะบอกว่ารอวันที่ 26 ตุลาคมจะนัดประชุมพูดคุยกันเรื่องนี้ แต่ตนคิดว่า ไม่มีความจำเป็นต้องรอนานขนาดนั้น นี่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าถ้าเว็บพนันเป็นของคนมีเส้นมีสาย จะถูกปฏิบัติอย่างไร อย่างไรก็ตาม นี่คือสิ่งที่สังคมกำลัง จับตามอง แต่ประเด็นมันไม่จบแค่นั้น ทาง Bitkub ก็ดีหรือทาง Maxbit ก็ยอมรับว่ามีเส้นเงินของเว็บพนันผ่านแพลตฟอร์มของทั้งคู่
.
นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า สัปดาห์หน้า กมธ.การกฎหมายฯ จะประชุมต่อ โดยจะมีการเชิญนายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มาให้ข้อมูล รวมถึงเชิญ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย นายไท่หยาง ซาง สามี น.ส.สุชาดา และ เชิญแพลตฟอร์มอย่างไบแนนซ์ไทยแลนด์ ที่ในรอบที่แล้วไม่มาให้ข้อมูลกับกมธ. มาให้ข้อมูลด้วย ซึ่งเราจะสอบต่อว่า นอกจากสองแพลตฟอร์ม Bitkub และ Maxbit ยังมีแพลตฟอร์มอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกหรือไม่
.
เมื่อถามว่า นายศิริโชค อ้างข้อมูลเรื่องเส้นเงินเว็บพนัน พาดพิงบริษัทลูกชายของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทางกมธ.กฎหมายฯ มีข้อมูลในส่วนนี้คล้ายๆ นายศิริโชคหรือไม่ และเตรียมเชิญลูกชายนายพิพัฒน์ เข้ามาให้ข้อมูลกับกมธ.หรือไม่ หรือต้องรอขอข้อมูลจากนายศิริโชคในการประชุมกมธ.ฯ นัดถัดไปก่อน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตอนนี้เราอยู่ในช่วงของการวางแผนเรื่องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องผิดทุกคน แต่ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะประธานกมธ.การกฎหมายฯ ต้องตรวจสอบให้เกิดความรอบคอบสูงสุดเพื่อไม่ให้เกิดการโต้แย้งว่าใช้อำนาจในลักษณะของการกลั่นแกล้ง เรื่องนี้ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ตนยังคงไม่สามารถนำเสนอในชั้นนี้ได้ก่อนว่า เรามีพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะตอนนี้ตนคิดว่าเป็นบทบาทหน้าที่ของกมธ.ฯที่จะต้องรับฟังทุกฝ่าย และนำข้อมูลส่วนนี้มาพิจารณาหากผิดก็ว่าไปตามผิด แต่เบื้องต้นเราก็พยายามฟังให้แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ให้ข้อมูลกับกมธ.ฯ อย่างเต็มที่ก่อน
.

.
ทีดีอาร์ไอ เผยมีคนกทม.แค่ 5 พันราย เข้าถึงเงินดูแลผู้สูงอายุ เตือน กองทุนบำนาญเสี่ยงหมดใน 27 ปี
https://www.matichon.co.th/economy/news_5945961
.
ทีดีอาร์ไอ เผยมีคนกทม.แค่ 5 พันราย เข้าถึงเงินดูแลผู้สูงอายุ เตือน กองทุนบำนาญเสี่ยงหมดใน 27 ปี
.
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ทีดีอาร์ไอ จัดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 TDRI Annual Public Conference 2026 “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน” ที่ สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์
.
โดยในช่วงบ่าย อรรถกฤต เล็กศิวิไล นักวิชาการทีดีอาร์ไอ นำเสนอในหัวข้อ “สังคมสูงวัย กับความท้าทายของระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ” ว่า ในปี 2593 ไทยจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากร ขณะที่ผู้สูงอายุติดบ้านและติดเตียงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ภาระการดูแลส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้หญิงในครอบครัว ทั้งภรรยาและลูกสาว แม้ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สปสช. 10,442 บาทต่อคนต่อปี เพื่อให้ดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงรายบุคคล ทว่าการเข้าถึงบริการยังมีสัดส่วนต่ำ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้เข้าถึงบริการผ่านงบนี้เพียง 5,000 รายเท่านั้น
.
ระยะสั้น ควรปรับปรุงระบบคัดกรองผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงให้มีเจ้าภาพชัดเจน การลงทะเบียนขอรับบริการต้องสะดวกและรวมกับฐานข้อมูลเพื่อการรับมือความเสี่ยงอื่น ๆ พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบบริการให้เหมาะกับคนเมือง เช่น คูปองสำหรับใช้บริการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งบริการดูแลเช้า-เย็นกลับ (Day care) การเยี่ยมบ้าน และการอบรมทักษะผู้ดูแล นอกจากนี้ ควรยกระดับมาตรฐานศูนย์ดูแลและผู้ดูแลผู้สูงอายุ โดยพบว่าผู้ดูแลตามบ้านถึง 80% ไม่เคยผ่านการฝึกอบรม พร้อมพัฒนาองค์กรวิชาชีพเพื่อกำกับคุณภาพและรับรองหลักสูตรให้ได้มาตรฐาน ส่วนในระยะยาว ควรจัดตั้งกองทุนประกันการดูแลระยะยาว โดยใช้เงินจากภาษี เงินสมทบจากนายจ้าง และเบี้ยประกันรายปีของวัยทำงาน เพื่อช่วยเติมเต็มค่าใช้จ่ายในการดูแลที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
.
นอกจากเรื่องการดูแลทางสุขภาวะแล้ว ยังมีความท้าทายสำคัญคือการมีหลักประกันทางรายได้ที่มั่นคงของผู้สูงวัยเพื่อพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี นายชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า หากไม่เร่งปฏิรูปกองทุนบำนาญประกันสังคม เงินกองทุนอาจเริ่มติดลบในปี 2580 และน่าจะหมดลงในช่วงปี 2595-2601 เนื่องจากแรงงานในระบบที่จ่ายเงินสมทบเริ่มลดลงสวนทางกับจำนวนคนเกษียณอายุที่เพิ่มขึ้นและอายุยืนขึ้นทำให้รับบำนาญนานขึ้น ขณะที่การจัดการลงทุนยังได้ผลตอบแทนต่ำและบางกรณีไม่โปร่งใส อัตราเงินสมทบปรับขึ้นช้า และอายุเกษียณคงเดิมมานาน จึงเสนอให้กระทรวงแรงงาน และบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ดำเนิน 3 มาตรการเพื่อเพิ่มความมั่นคงแก่กองทุนฯ ได้แก่ 1. ทยอยปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบส่วนบำนาญ (ทั้งจากนายจ้างและลูกจ้าง) จาก 6% เป็น 12% 2. ทยอยปรับพอร์ตการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยจาก 2-3% เป็น 5-6% และ 3. ทยอยขยายอายุเริ่มรับบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี โดยมีเกณฑ์ยกเว้นให้บางกรณีที่ไม่สามารถทำงานต่อได้
.
ในระยะยาวควรนำ “ระบบบัญชีรายบุคคล (Notional Defined Contribution: NDC)” มาใช้เพื่อเปิดทางให้มีการจ่ายเงินสมทบมากขึ้นตามรายได้ที่สูงขึ้น แต่ยังกำหนดเงินบำนาญขั้นต่ำสำหรับผู้เกษียณอายุ และนำ “กลไกปรับตัวอัตโนมัติ” (Automatic Balancing Mechanism: ABM) มาใช้ เพื่อปรับเพิ่มเงินบำนาญที่อิงสถานะทางการเงินของกองทุนฯ สภาพเศรษฐกิจ และโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปในอนาคต
.
“สำนักงานประกันสังคมต้องเร่งปรับปรุงธรรมาภิบาล พร้อมเร่งเปิดเผยข้อมูลการลงทุนและการใช้งบประมาณอย่างละเอียด เพิ่มมาตรการตรวจสอบอิสระเพื่อติดตามโครงการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูง และการตรวจสอบงบการเงินที่รวดเร็ว ที่สำคัญก่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งต่อไป ต้องเร่งหาข้อสรุปการแยกกองทุนบำนาญฯ ออกจากระบบราชการภายใต้ สปส. ให้เป็นองค์กรใหม่ที่บอร์ดยังกำกับดูแล แต่ให้ CEO มืออาชีพด้านการลงทุนบริหารและถูกประเมินผลงานจากบอร์ด” นักวิจัยอาวุโสทีดีอาร์ไอระบุ
.
https://tdri.or.th/2026/10/tdri-annual-con2026-news2/
.

.
กทม. ปลดล็อกงบสมทบ เร่งโอนเงินเยียวยาบ่ายนี้ ระดมช่างลุยเช็กกว่าแสนเคส ตั้งเป้าเคลียร์จบใน 2 สัปดาห์
https://www.matichon.co.th/local/news_5946130
.
กทม. ปลดล็อกงบสมทบ เร่งโอนเงินเยียวยาบ่ายนี้ ระดมช่างลุยเช็กกว่าแสนเคส ตั้งเป้าเคลียร์จบใน 2 สัปดาห์
.
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่สำนักงานเขตดอนเมือง ติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมชี้แจงถึงเหตุผลที่กรุงเทพมหานครไม่ได้อยู่ใน 37 จังหวัดที่ ปภ.โอนเงินเยียวยาให้เมื่อวานนี้ว่า เนื่องจากตามมติคณะรัฐมนตรี กทม.เป็นจังหวัดเดียวที่ต้องสมทบงบประมาณของตนเอง ทำให้ต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมมากกว่าจังหวัดอื่นๆ และยืนยันว่า กทม.ไม่มีปัญหากับ ปภ.ในเรื่องดังกล่าวนี้เลย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ทำเรื่องอนุมัติเสร็จและโอนเงินสมทบเข้าระบบธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว คาดว่าประชาชนจะเริ่มได้รับเงินเร็วที่สุดในช่วงบ่ายวันนี้ หรือภายใน 1-2 วัน
.
สำหรับการยื่นขอรับเงินเยียวยาผ่านแอพพลิเคชั่นทางรัฐ แบ่งการพิจารณาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ เคสสีเขียว กรณีน้ำล้อมบ้าน ซึ่งมีขั้นตอนพิจารณาไม่ซับซ้อน เคสสีเหลือง มีประมาณ 600,000 เคส จากคำขอทั้งหมดราว 1 ล้านเคส ต้องตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีน้ำเข้าบ้านและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย และเคสสีแดง มีประมาณ 70,000-80,000 เคส ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไม่เข้าเกณฑ์การช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม หากตรวจสอบเพิ่มเติมแล้วพบว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยและมีการประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยในภายหลัง สามารถดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมได้
.
นอกจากนี้ การตรวจสอบหลักฐานยังพบกรณีมีผู้ยื่นใช้ภาพถ่ายซ้ำกัน มีผู้ยื่นคำขอหลายคนในบ้านหลังเดียวกัน หรือเป็นบ้านเช่าที่ต้องตรวจสอบผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอ กทม. จึงอาจขอให้ประชาชนยืนยันข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
.
ส่วนการยื่นขอรับความช่วยเหลือผ่านเว็บไซต์ https://claim.bangkok.go.th/ มีคำขอเข้ามาเกือบ 150,000 เคส โดยส่วนใหญ่เป็นการขอรับความช่วยเหลือด้านค่าดำรงชีพ กทม. ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อย 2 คนลงพื้นที่ประเมินความเสียหาย โดยทุกเคสต้องมีนายช่างร่วมตรวจสอบด้วย ซึ่งราคาความเสียหายจะเทียบกับราคากลางทางราชการ
.
ปัจจุบัน กทม.มีนายช่างในสังกัดประมาณ 600-700 คน แต่สามารถจัดสรรลงพื้นที่ตรวจสอบได้ประมาณ 500 คน เนื่องจากต้องรับผิดชอบภารกิจอื่นควบคู่กันไป โดยการตรวจสอบบ้านแต่ละหลังใช้เวลาประมาณ 30 นาที ขณะนี้มีคำขอที่ต้องตรวจสอบมากกว่า 100,000 เคส จึงตั้งเป้าเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในประมาณ 2 สัปดาห์
.
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครขอให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเร่งยื่นคำขอรับความช่วยเหลือผ่านเว็บไซต์ https://claim.bangkok.go.th/ ภายในวันที่ 30 พ.ย.69 โดย กทม.ตั้งเป้าเร่งดำเนินการทุกเคสให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.69
.
ขณะเดียวกัน กทม.อยู่ระหว่างเสนอเรื่องต่อสภากรุงเทพมหานครเพื่อขอแก้ไขข้อบัญญัติสำหรับนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือค่าซ่อมแซมสิ่งของและวัสดุที่ได้รับความเสียหาย ควบคู่กับงบประมาณจากรัฐบาล พร้อมขอความร่วมมือประชาชนให้ข้อมูลและยื่นเอกสารตามข้อเท็จจริง ไม่แอบอ้างสิทธิหรือแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ เนื่องจากอาจมีความผิดตามกฎหมาย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่