ทำดีได้ดีจริงไหม? เมื่อเราตั้งใจทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับถูกมองในแง่ร้ายจากคนในที่ทำงาน
สวัสดีค่ะ วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์จากการทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนรถบัส หรือที่เรียกกันในวงการว่า “โฮส” ค่ะ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองและยังคงติดอยู่ในใจมาจนถึงทุกวันนี้ จนเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รู้สึกหมดไฟกับการทำงานและตัดสินใจลาออกในที่สุด
เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเก็บของที่ลูกค้าลืมไว้ แต่สำหรับเรา มันทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า การเป็นคนซื่อสัตย์และพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องนั้นมีความหมายมากแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไม่มั่นใจว่าคนรอบข้างให้คุณค่ากับสิ่งเดียวกันหรือไม่
จุดเริ่มต้นของเรื่อง เราเคยทำงานเป็นโฮสให้กับบริษัทรถบัสขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจากยุโรปและอเมริกา ส่วนลูกค้าคนไทยมีอยู่ไม่มากค่ะ
ในวันหนึ่งเราก็ทำหน้าที่ของเราปกติ และเมื่อส่งลูกค้ากลุ่มสุดท้ายลงที่สถานีขนส่งหมอชิตเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องตรวจสอบความเรียบร้อยภายในรถ เก็บขยะ และเตรียมห้องโดยสารให้พร้อมสำหรับโฮสคนถัดไปที่จะมารับรถต่อ
ระหว่างตรวจสอบเบาะโดยสาร เราพบหูฟังคู่หนึ่งวางอยู่บนเบาะ ซึ่งจำได้ว่าที่ตรงนั้นมีลูกค้าผู้หญิงชาวต่างชาติสองคนนั่งมาด้วยกัน แต่ทั้งสองลงรถไปแล้ว ขณะนั้นรถของเราขึ้นทางด่วนไปแล้ว และกำลังมุ่งหน้ากลับอู่ ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง เราไม่ค่อยมั่นใจว่าหากปล่อยหูฟังไว้บนรถระหว่างที่พนักงานประจำรถ (บริกร) ขึ้นมาทำความสะอาด ของจะยังอยู่ครบหรือไม่ เราจึงตัดสินใจเก็บหูฟังไว้กับตัวก่อน โดยตั้งใจว่าจะหาทางส่งคืนเจ้าของให้ได้ และเราได้เดินทางกลับบ้านพร้อมหูฟังของลูกค้าติดตัวไปด้วย (บริษัทไม่มีที่พักให้ จะเช่าห้องอยู่ใกล้ ๆ อู่ก็สู้ราคาไม่ไหวค่ะ และรถประจำทางที่จะกลับบ้านได้มีแค่เที่ยวเช้าเที่ยวเดียวค่ะ เราจึงต้องรีบมากในทุก ๆ ครั้งเพื่อไปรอรถให้ทัน)
ระหว่างอยู่บนรถ เราถ่ายรูปหูฟังและค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต จึงทราบว่าเป็นหูฟังยี่ห้อหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างสูง เกือบ 5,000 บาท ทันทีที่เราถึงบ้าน เรารีบโทรศัพท์หาเจ้าของบริษัททันที แจ้งรายละเอียดว่าพบหูฟังยี่ห้ออะไร อยู่ที่เบาะไหน และเป็นรถหมายเลขใด พร้อมขอให้ช่วยติดต่อเจ้าของให้ด้วย แต่ก่อนวางสาย เจ้าของบริษัทกลับตำหนิเราว่า ครั้งหน้าหากพบของที่ลูกค้าลืมไว้ ให้เอาไปส่งที่ออฟฟิศ ไม่ใช่เก็บไว้กับตัว
ยอมรับว่าตอนนั้นรู้สึกเสียใจค่ะ เพราะเราไม่ได้คิดจะเอาของชิ้นนั้นมาเป็นของตัวเอง เพียงแต่ต้องการเก็บรักษาไว้ก่อน และพยายามหาทางคืนเจ้าขอ อย่างไรก็ตาม เราก็เข้าใจว่าการเก็บทรัพย์สินของลูกค้าไว้กับตัวโดยไม่ส่งมอบให้บริษัททันทีอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
ก่อนออกไปทำงานในช่วงบ่ายวันนั้น เราจึงทำความสะอาดหูฟัง ใส่ซองให้เรียบร้อย และพิมพ์รายละเอียดติดไว้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยระบุสถานที่ที่พบ รถคันที่พบ ชื่อของลูกค้า ชื่อผู้พบ และช่องทางติดต่อของเรา เมื่อเดินทางไปถึงออฟฟิศ เราก็นำหูฟังไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือท่าทีไม่พอใจ พร้อมคำพูดในทำนองว่า “เจอของก็ต้องเอามาส่งออฟฟิศเลยสิ จะเก็บไว้กับตัวทำไม เฮียเขา (เจ้าของบริษัท) ก็พูดอยู่ว่าแปลกคน เจอของคนอื่นแล้วเก็บไว้กับตัว”
เราไม่ได้โต้เถียงอะไร นอกจากกล่าวขอโทษแล้วเดินออกมาเพื่อไปทำงานต่อ วันนั้นเรารู้สึกแย่มากค่ะ ทั้งที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจเสียอย่างนั้น สิ่งที่ทำให้เราไม่มั่นใจในระบบของบริษัท เหตุผลที่เราไม่ค่อยไว้วางใจให้ฝากของไว้บนรถ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาค่ะ มีครั้งหนึ่ง ขณะที่รถจอดแวะร้านอาหารเพื่อให้ลูกค้าพัก เราเดินไปเขียนบิลค่าอาหารสำหรับใช้เบิกเงินกับบริษัท เมื่อเดินกลับมาใกล้จะถึงรถ เราเห็นพนักงานขับรถและพนักงานประจำรถกำลังรื้อกระเป๋าเดินทางของลูกค้าชาวต่างชาติอยู่ ภาพที่เห็นทำให้เราตกใจมาก เมื่อเราเดินเข้าไปกำลังจะขึ้นรถ พนักงานประจำรถได้ขัดขวางไม่ให้เราขึ้นไปบนรถ พร้อมชี้มือชี้ไม้ให้เราสนใจอย่างอื่นแทน ขณะเดียวกัน พนักงานขับรถที่เราเห็นว่าเป็นคนรื้อกระเป๋าก็เดินลงมาพอดี
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราเกิดความสงสัยและไม่สบายใจอย่างมาก แต่เราไม่ได้เข้าไปเผชิญหน้าหรือกล่าวหาว่าใครขโมยของ เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันเจตนาของบุคคลเหล่านั้น ภายหลังเราเล่าเรื่องที่พบเห็นให้พนักงานคนหนึ่งซึ่งเราสนิทและไว้ใจฟัง เขาบอกเราว่ามีพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานนับสิบปีแล้ว นอกจากนี้ เรายังเคยเห็นความคิดเห็นจากลูกค้าบนเพจของบริษัทที่ร้องเรียนเกี่ยวกับทรัพย์สินสูญหาย มากกว่า 100+ ความคิดเห็น
โดยบางรายกล่าวหาว่ามีพนักงานรื้อกระเป๋าหรือเงินและของมีค่าหายไป สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าคือ ท่าทีของฝ่ายบริหารที่ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อร้องเรียนเหล่านั้นเท่าที่เราคาดหวัง เราเคยได้ยินคำพูดของหัวหน้าฝ่ายบริการบนรถในทำนองว่า ลูกค้าชาวต่างชาติเหล่านั้นเดินทางมาเพียงครั้งเดียว แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีก และเมื่อสอบถามพนักงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พวกเขาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรผิด บริษัทจึงไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่ามีการขโมยเกิดขึ้น
เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อกล่าวหาของลูกค้าแต่ละรายเป็นความจริงหรือไม่ และไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่าพนักงานคนใดกระทำผิดโดยไม่มีหลักฐาน แต่ในฐานะพนักงานคนหนึ่ง เราคิดว่าหากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับทรัพย์สินสูญหายซ้ำ ๆ อย่างน้อยบริษัทก็ควรมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งลูกค้าและพนักงาน
สิ่งที่เราเห็นกลับทำให้รู้สึกว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจังเท่าที่ควร สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกผิดหวังมาก คือภายหลังเราทราบว่า ในบรรดาพนักงานที่เรารู้จัก เราแทบจะเป็นคนเดียวที่พยายามเก็บรักษาของที่ลูกค้าลืมไว้และนำส่งคืนบริษัทอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เราเคยได้ยินเรื่องจากเพื่อนร่วมงานว่ามีพนักงานบางคนเลือกเก็บของที่พบไว้เอง หากลูกค้าต้องการได้คืนก็ต้องเป็นฝ่ายติดต่อกลับมาตามหาเอง
เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าทุกคนมีพฤติกรรมเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ได้ยินและประสบพบเจอมาทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดการพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องจึงกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องรู้สึกแย่เสียเอง
เราไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดีเลิศอะไร และยอมรับว่าการเก็บหูฟังไว้กับตัวโดยไม่ส่งมอบให้บริษัททันทีเป็นวิธีจัดการที่อาจไม่เหมาะสม หากย้อนเวลากลับไปได้ เราคงเลือกแจ้งบริษัทและหาวิธีส่งมอบทรัพย์สินให้เร็วที่สุด โดยไม่เก็บไว้กับตัว
แต่สิ่งที่เราอยากให้คนในที่ทำงานเข้าใจคือ เจตนาของเราไม่ได้ต้องการครอบครองของของลูกค้า เราต้องการให้ของชิ้นนั้นกลับไปอยู่กับเจ้าของอย่างปลอดภัย เราไม่ได้คาดหวังคำชม หรือรางวัลจากการทำสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ เพียงแค่ไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ทั้งที่เรากำลังพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกท้อแท้ คือความแตกต่างระหว่างรายได้ของพนักงานกับวิถีชีวิตของคนบางกลุ่มที่เราพบเห็นในที่ทำงาน รายได้ของโฮสอย่างเราอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน ส่วนพนักงานขับรถอยู่ที่ประมาณ 18,000 บาท และพนักงานประจำรถบางตำแหน่งมีรายได้ไม่ถึง 10,000 บาทต่อเดือน แต่เรากลับเห็นเพื่อนร่วมงานบางคนมีเงินไปเที่ยวเป็นประจำ มีรถยนต์หลายคัน และใช้จ่ายได้อย่างสบาย
เราไม่ได้หมายความว่าคนที่มีรายได้น้อยจะต้องใช้ชีวิตลำบากเสมอไป หรือคนที่มีเงินใช้จะต้องทำอะไรไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่รู้ว่าพวกเขามีรายได้เสริมหรือแหล่งเงินอื่นหรือไม่ แต่เมื่อประกอบกับเหตุการณ์ที่เราเคยพบเห็นและข้อร้องเรียนที่เคยได้ยินมา เราก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หากมีคนทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องจริง ๆ แล้วไม่มีใครตรวจสอบ พวกเขาจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่
ขณะเดียวกัน ชีวิตของเรากลับเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องเงินเดือน ค่าใช้จ่าย และการถูกเอาเปรียบจากคนในที่ทำงานบางคน เมื่อทำงานไปนาน ๆ ความเหนื่อยล้าจากงานจึงไม่ได้มีแค่เรื่องหน้าที่รับผิดชอบ แต่ยังรวมถึงความรู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามประคับประคองชีวิต ขณะที่หลายสิ่งรอบตัวทำให้เราตั้งคำถามกับความยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา สุดท้าย เราจึงตัดสินใจลาออกค่ะ
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เรากลับมาคิดถึงคำพูดที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
เราไม่ได้คาดหวังว่าคนที่ทำสิ่งไม่ถูกต้องจะต้องได้รับผลกรรมทันที และก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดีแล้วจะต้องมีชีวิตที่สุขสบายกว่าคนอื่น
แต่เมื่อได้พบเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้ เราก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวมันเองจริง ๆ หรือไม่ เมื่อบางครั้งคนที่พยายามทำสิ่งที่ถูกต้องกลับต้องเผชิญกับความไม่เข้าใจ ความกดดัน และความรู้สึกผิดหวังเสียเอง
เราเข้าใจว่าตัวเองอาจจัดการเรื่องหูฟังได้ดีกว่านี้ และยินดีรับฟังหากมีใครมองว่าเราควรทำอย่างไรในสถานการณ์นั้น
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ เราไม่ได้ต้องการให้ใครเข้ามารุมต่อว่าบริษัทหรือบุคคลใด แต่อยากแลกเปลี่ยนมุมมองจากคนที่มีประสบการณ์ทำงานและเคยพบเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กัน
บางทีเราอาจมองเรื่องนี้จากมุมของตัวเองมากเกินไปก็ได้ จึงอยากฟังความคิดเห็นจากคนอื่นอย่างตรงไปตรงมาค่ะ
สุดท้ายนี้อยากฝากถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน หากท่านต้องเดินทางด้วยยานพาหนะสาธารณะ โปรดนำของมีค่าและสัมภาระติดตัวท่านไว้เสมอนะคะ ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
ทำดีได้ดีมีจริงหรือ?
สวัสดีค่ะ วันนี้อยากมาแชร์ประสบการณ์จากการทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนรถบัส หรือที่เรียกกันในวงการว่า “โฮส” ค่ะ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองและยังคงติดอยู่ในใจมาจนถึงทุกวันนี้ จนเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รู้สึกหมดไฟกับการทำงานและตัดสินใจลาออกในที่สุด
เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเก็บของที่ลูกค้าลืมไว้ แต่สำหรับเรา มันทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า การเป็นคนซื่อสัตย์และพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องนั้นมีความหมายมากแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไม่มั่นใจว่าคนรอบข้างให้คุณค่ากับสิ่งเดียวกันหรือไม่
จุดเริ่มต้นของเรื่อง เราเคยทำงานเป็นโฮสให้กับบริษัทรถบัสขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจากยุโรปและอเมริกา ส่วนลูกค้าคนไทยมีอยู่ไม่มากค่ะ
ในวันหนึ่งเราก็ทำหน้าที่ของเราปกติ และเมื่อส่งลูกค้ากลุ่มสุดท้ายลงที่สถานีขนส่งหมอชิตเรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องตรวจสอบความเรียบร้อยภายในรถ เก็บขยะ และเตรียมห้องโดยสารให้พร้อมสำหรับโฮสคนถัดไปที่จะมารับรถต่อ
ระหว่างตรวจสอบเบาะโดยสาร เราพบหูฟังคู่หนึ่งวางอยู่บนเบาะ ซึ่งจำได้ว่าที่ตรงนั้นมีลูกค้าผู้หญิงชาวต่างชาติสองคนนั่งมาด้วยกัน แต่ทั้งสองลงรถไปแล้ว ขณะนั้นรถของเราขึ้นทางด่วนไปแล้ว และกำลังมุ่งหน้ากลับอู่ ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง เราไม่ค่อยมั่นใจว่าหากปล่อยหูฟังไว้บนรถระหว่างที่พนักงานประจำรถ (บริกร) ขึ้นมาทำความสะอาด ของจะยังอยู่ครบหรือไม่ เราจึงตัดสินใจเก็บหูฟังไว้กับตัวก่อน โดยตั้งใจว่าจะหาทางส่งคืนเจ้าของให้ได้ และเราได้เดินทางกลับบ้านพร้อมหูฟังของลูกค้าติดตัวไปด้วย (บริษัทไม่มีที่พักให้ จะเช่าห้องอยู่ใกล้ ๆ อู่ก็สู้ราคาไม่ไหวค่ะ และรถประจำทางที่จะกลับบ้านได้มีแค่เที่ยวเช้าเที่ยวเดียวค่ะ เราจึงต้องรีบมากในทุก ๆ ครั้งเพื่อไปรอรถให้ทัน)
ระหว่างอยู่บนรถ เราถ่ายรูปหูฟังและค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต จึงทราบว่าเป็นหูฟังยี่ห้อหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างสูง เกือบ 5,000 บาท ทันทีที่เราถึงบ้าน เรารีบโทรศัพท์หาเจ้าของบริษัททันที แจ้งรายละเอียดว่าพบหูฟังยี่ห้ออะไร อยู่ที่เบาะไหน และเป็นรถหมายเลขใด พร้อมขอให้ช่วยติดต่อเจ้าของให้ด้วย แต่ก่อนวางสาย เจ้าของบริษัทกลับตำหนิเราว่า ครั้งหน้าหากพบของที่ลูกค้าลืมไว้ ให้เอาไปส่งที่ออฟฟิศ ไม่ใช่เก็บไว้กับตัว
ยอมรับว่าตอนนั้นรู้สึกเสียใจค่ะ เพราะเราไม่ได้คิดจะเอาของชิ้นนั้นมาเป็นของตัวเอง เพียงแต่ต้องการเก็บรักษาไว้ก่อน และพยายามหาทางคืนเจ้าขอ อย่างไรก็ตาม เราก็เข้าใจว่าการเก็บทรัพย์สินของลูกค้าไว้กับตัวโดยไม่ส่งมอบให้บริษัททันทีอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
ก่อนออกไปทำงานในช่วงบ่ายวันนั้น เราจึงทำความสะอาดหูฟัง ใส่ซองให้เรียบร้อย และพิมพ์รายละเอียดติดไว้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยระบุสถานที่ที่พบ รถคันที่พบ ชื่อของลูกค้า ชื่อผู้พบ และช่องทางติดต่อของเรา เมื่อเดินทางไปถึงออฟฟิศ เราก็นำหูฟังไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือท่าทีไม่พอใจ พร้อมคำพูดในทำนองว่า “เจอของก็ต้องเอามาส่งออฟฟิศเลยสิ จะเก็บไว้กับตัวทำไม เฮียเขา (เจ้าของบริษัท) ก็พูดอยู่ว่าแปลกคน เจอของคนอื่นแล้วเก็บไว้กับตัว”
เราไม่ได้โต้เถียงอะไร นอกจากกล่าวขอโทษแล้วเดินออกมาเพื่อไปทำงานต่อ วันนั้นเรารู้สึกแย่มากค่ะ ทั้งที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจเสียอย่างนั้น สิ่งที่ทำให้เราไม่มั่นใจในระบบของบริษัท เหตุผลที่เราไม่ค่อยไว้วางใจให้ฝากของไว้บนรถ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มาค่ะ มีครั้งหนึ่ง ขณะที่รถจอดแวะร้านอาหารเพื่อให้ลูกค้าพัก เราเดินไปเขียนบิลค่าอาหารสำหรับใช้เบิกเงินกับบริษัท เมื่อเดินกลับมาใกล้จะถึงรถ เราเห็นพนักงานขับรถและพนักงานประจำรถกำลังรื้อกระเป๋าเดินทางของลูกค้าชาวต่างชาติอยู่ ภาพที่เห็นทำให้เราตกใจมาก เมื่อเราเดินเข้าไปกำลังจะขึ้นรถ พนักงานประจำรถได้ขัดขวางไม่ให้เราขึ้นไปบนรถ พร้อมชี้มือชี้ไม้ให้เราสนใจอย่างอื่นแทน ขณะเดียวกัน พนักงานขับรถที่เราเห็นว่าเป็นคนรื้อกระเป๋าก็เดินลงมาพอดี
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราเกิดความสงสัยและไม่สบายใจอย่างมาก แต่เราไม่ได้เข้าไปเผชิญหน้าหรือกล่าวหาว่าใครขโมยของ เพราะไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันเจตนาของบุคคลเหล่านั้น ภายหลังเราเล่าเรื่องที่พบเห็นให้พนักงานคนหนึ่งซึ่งเราสนิทและไว้ใจฟัง เขาบอกเราว่ามีพฤติกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานนับสิบปีแล้ว นอกจากนี้ เรายังเคยเห็นความคิดเห็นจากลูกค้าบนเพจของบริษัทที่ร้องเรียนเกี่ยวกับทรัพย์สินสูญหาย มากกว่า 100+ ความคิดเห็น
โดยบางรายกล่าวหาว่ามีพนักงานรื้อกระเป๋าหรือเงินและของมีค่าหายไป สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าคือ ท่าทีของฝ่ายบริหารที่ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อร้องเรียนเหล่านั้นเท่าที่เราคาดหวัง เราเคยได้ยินคำพูดของหัวหน้าฝ่ายบริการบนรถในทำนองว่า ลูกค้าชาวต่างชาติเหล่านั้นเดินทางมาเพียงครั้งเดียว แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีก และเมื่อสอบถามพนักงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พวกเขาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรผิด บริษัทจึงไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่ามีการขโมยเกิดขึ้น
เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อกล่าวหาของลูกค้าแต่ละรายเป็นความจริงหรือไม่ และไม่ได้ต้องการกล่าวหาว่าพนักงานคนใดกระทำผิดโดยไม่มีหลักฐาน แต่ในฐานะพนักงานคนหนึ่ง เราคิดว่าหากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับทรัพย์สินสูญหายซ้ำ ๆ อย่างน้อยบริษัทก็ควรมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งลูกค้าและพนักงาน
สิ่งที่เราเห็นกลับทำให้รู้สึกว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจังเท่าที่ควร สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกผิดหวังมาก คือภายหลังเราทราบว่า ในบรรดาพนักงานที่เรารู้จัก เราแทบจะเป็นคนเดียวที่พยายามเก็บรักษาของที่ลูกค้าลืมไว้และนำส่งคืนบริษัทอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เราเคยได้ยินเรื่องจากเพื่อนร่วมงานว่ามีพนักงานบางคนเลือกเก็บของที่พบไว้เอง หากลูกค้าต้องการได้คืนก็ต้องเป็นฝ่ายติดต่อกลับมาตามหาเอง
เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าทุกคนมีพฤติกรรมเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ได้ยินและประสบพบเจอมาทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดการพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องจึงกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องรู้สึกแย่เสียเอง
เราไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดีเลิศอะไร และยอมรับว่าการเก็บหูฟังไว้กับตัวโดยไม่ส่งมอบให้บริษัททันทีเป็นวิธีจัดการที่อาจไม่เหมาะสม หากย้อนเวลากลับไปได้ เราคงเลือกแจ้งบริษัทและหาวิธีส่งมอบทรัพย์สินให้เร็วที่สุด โดยไม่เก็บไว้กับตัว
แต่สิ่งที่เราอยากให้คนในที่ทำงานเข้าใจคือ เจตนาของเราไม่ได้ต้องการครอบครองของของลูกค้า เราต้องการให้ของชิ้นนั้นกลับไปอยู่กับเจ้าของอย่างปลอดภัย เราไม่ได้คาดหวังคำชม หรือรางวัลจากการทำสิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ เพียงแค่ไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ทั้งที่เรากำลังพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกท้อแท้ คือความแตกต่างระหว่างรายได้ของพนักงานกับวิถีชีวิตของคนบางกลุ่มที่เราพบเห็นในที่ทำงาน รายได้ของโฮสอย่างเราอยู่ที่ประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน ส่วนพนักงานขับรถอยู่ที่ประมาณ 18,000 บาท และพนักงานประจำรถบางตำแหน่งมีรายได้ไม่ถึง 10,000 บาทต่อเดือน แต่เรากลับเห็นเพื่อนร่วมงานบางคนมีเงินไปเที่ยวเป็นประจำ มีรถยนต์หลายคัน และใช้จ่ายได้อย่างสบาย
เราไม่ได้หมายความว่าคนที่มีรายได้น้อยจะต้องใช้ชีวิตลำบากเสมอไป หรือคนที่มีเงินใช้จะต้องทำอะไรไม่ถูกต้อง เพราะเราไม่รู้ว่าพวกเขามีรายได้เสริมหรือแหล่งเงินอื่นหรือไม่ แต่เมื่อประกอบกับเหตุการณ์ที่เราเคยพบเห็นและข้อร้องเรียนที่เคยได้ยินมา เราก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หากมีคนทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องจริง ๆ แล้วไม่มีใครตรวจสอบ พวกเขาจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่
ขณะเดียวกัน ชีวิตของเรากลับเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องเงินเดือน ค่าใช้จ่าย และการถูกเอาเปรียบจากคนในที่ทำงานบางคน เมื่อทำงานไปนาน ๆ ความเหนื่อยล้าจากงานจึงไม่ได้มีแค่เรื่องหน้าที่รับผิดชอบ แต่ยังรวมถึงความรู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามประคับประคองชีวิต ขณะที่หลายสิ่งรอบตัวทำให้เราตั้งคำถามกับความยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา สุดท้าย เราจึงตัดสินใจลาออกค่ะ
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เรากลับมาคิดถึงคำพูดที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
เราไม่ได้คาดหวังว่าคนที่ทำสิ่งไม่ถูกต้องจะต้องได้รับผลกรรมทันที และก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดีแล้วจะต้องมีชีวิตที่สุขสบายกว่าคนอื่น
แต่เมื่อได้พบเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้ เราก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวมันเองจริง ๆ หรือไม่ เมื่อบางครั้งคนที่พยายามทำสิ่งที่ถูกต้องกลับต้องเผชิญกับความไม่เข้าใจ ความกดดัน และความรู้สึกผิดหวังเสียเอง
เราเข้าใจว่าตัวเองอาจจัดการเรื่องหูฟังได้ดีกว่านี้ และยินดีรับฟังหากมีใครมองว่าเราควรทำอย่างไรในสถานการณ์นั้น
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ เราไม่ได้ต้องการให้ใครเข้ามารุมต่อว่าบริษัทหรือบุคคลใด แต่อยากแลกเปลี่ยนมุมมองจากคนที่มีประสบการณ์ทำงานและเคยพบเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กัน
บางทีเราอาจมองเรื่องนี้จากมุมของตัวเองมากเกินไปก็ได้ จึงอยากฟังความคิดเห็นจากคนอื่นอย่างตรงไปตรงมาค่ะ
สุดท้ายนี้อยากฝากถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน หากท่านต้องเดินทางด้วยยานพาหนะสาธารณะ โปรดนำของมีค่าและสัมภาระติดตัวท่านไว้เสมอนะคะ ด้วยความปรารถนาดีค่ะ