ทุกวันนี้ เกษตรกรในอเมริกาที่ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด หรือฝ้าย เวลาจะซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (เช่น Bayer/Monsanto, Corteva) จะต้องเซ็นสัญญาที่เรียกว่า
Technology Agreement ทุกปี
ในสัญญาระบุชัดเจนว่า
ซื้อมาเพื่อปลูกขายเป็นผลผลิตได้แค่งวดเดียวเท่านั้น ห้ามเก็บเมล็ดไว้ ห้ามเอาไปให้เพื่อนบ้าน และห้ามนำไปวิจัยต่อ
หากบริษัทสงสัย พวกเขาจะมี
"ตำรวจเมล็ดพันธุ์" (Seed Detectives) หรือนักสืบเอกชน ลงไปแอบสุ่มตรวจแปลงเกษตรกร และหากพบว่ามีการแอบเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูก จะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลักแสนถึงหลักล้านดอลลาร์ทันที
ทำให้เกิดการผูกขาดรุนแรง จนเหลือผู้เล่นไม่กี่ราย
เมื่อกฎหมายเปิดทางให้จดสิทธิบัตรได้อย่างสมบูรณ์ ผลที่ตามมาในอเมริกาคือ
บริษัทยักษ์ใหญ่ไล่กว้านซื้อบริษัทเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นรายย่อยจนหมด
ปัจจุบัน ตลาดเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจในอเมริกาและในระดับโลก ถูกควบคุมโดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย (เช่น Bayer, Corteva, Syngenta, BASF)
ราคาเมล็ดพันธุ์ในอเมริกาพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา เพราะเกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องซื้อเมล็ดใหม่ทุกปีพร้อมกับสารเคมี/ยาฆ่าหญ้าของบริษัทนั้นๆ
--------
เคยมีเคส คุณ Vernal Bowman เกษตรกรในรัฐอินเดียนา ได้ซื้อเมล็ดถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม (Roundup Ready) จาก Monsanto มาปลูกในฤดูกาลแรกตามปกติ แต่เมื่อได้ผลผลิตแล้ว เขาได้
เก็บเมล็ดพันธุ์ส่วนหนึ่งไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป โดยไม่ได้ซื้อเมล็ดใหม่จาก Monsanto
ผลการตัดสิน: Monsanto ฟ้องร้องเขาข้อหาละเมิดสิทธิบัตร และ
ศาลสูงสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำตัดสินเป็นเอกฉันท์ 9-0 ให้ Monsanto ชนะ
เหตุผลของศาล: ศาลมองว่าการที่เกษตรกรเอาเมล็ดที่เก็บไว้ไปปลูกใหม่ เท่ากับการ
"ผลิตสินค้าที่ติดสิทธิบัตรขึ้นมาใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต" (Patent Infringement) ส่งผลให้เกษตรกรอเมริกัน
หมดสิทธิ ในการเก็บเมล็ดพันธุ์สิทธิบัตรไว้ปลูกต่ออย่างสมบูรณ์
สรุป....
วันนี้กะเพราทั่วไปยังอยู่ แต่ถ้ากลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดสายพันธุ์ที่ ใบหนา ทนโรค กลิ่นนิ่งเป๊ะ คอนโทรลง่ายสำหรับทำอุตสาหกรรมได้สำเร็จ ในอนาคตโรงงานและระบบซัพพลายเชนทั้งหมดจะเปลี่ยนมารับซื้อเฉพาะ
พันธุ์ของฉัน เท่านั้น
ผลลัพธ์คือ เกษตรกรรายย่อยจะไม่สามารถขายพันธุ์พื้นเดิมให้โรงงานได้ สุดท้ายก็
โดนบังคับกลายๆ ให้ต้องเลิกปลูกพันธุ์พื้นบ้าน แล้วหันมาเข้าแถวซื้อเมล็ดพันธุ์ลิขสิทธิ์ของทุนใหญ่ปลูกแทน เพื่อให้ตรงสเปกโรงงาน
ถ้าวันนี้เรายอมให้เอาพืชพื้นบ้านไปจดสิทธิบัตร/คุ้มครองพันธุ์พืชได้ง่ายๆ วันหน้าไม่ใช่แค่กะเพรา แต่มันจะลามไปถึง พริก มะกรูด ข่า ตะไคร้ สมุนไพรไทยทุกตัว เมื่อกลุ่มทุนคุมต้นน้ำ (เมล็ดพันธุ์) ได้เบ็ดเสร็จ เกษตรกรและคนทำมาหากินรายย่อยจะกลายเป็นแค่ ลูกจ้างในที่ดินตัวเอง ที่ต้องคอยซื้อเมล็ดพันธุ์แพงๆ ทุกรอบฤดูกาล เหมือนโมเดลที่เกิดขึ้นแล้วในอเมริกา
วันนี้ชาวบ้านยังปลูกกะเพรากินได้อยู่ แต่ประเด็นคือเรากำลังยอมให้ 'สมบัติสาธารณะ' ถูกนายทุนดึงไปจดสิทธิ์ผูกขาดทีละนิด จนวันหนึ่งความหลากหลายมันหายไป แล้วเกษตรกรต้องก้มหน้าซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเจ้าเดียว แบบนั้นต่างหากคือสิ่งที่เรียกว่าการกินรวบโครงสร้างอาหารของประเทศ
คหสต ถ้ามองการณ์ไกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ควรช่วยนายทุนเลยครับ
รวยๆๆๆ ไม่ไหวแล้วจร้า
เคสกะเพราไทย ทำให้ผมนึกถึง เกษตรกรอเมริกันที่กลายเป็น "ผู้เช่าเมล็ดพันธุ์" แบบ 100%
ในสัญญาระบุชัดเจนว่า ซื้อมาเพื่อปลูกขายเป็นผลผลิตได้แค่งวดเดียวเท่านั้น ห้ามเก็บเมล็ดไว้ ห้ามเอาไปให้เพื่อนบ้าน และห้ามนำไปวิจัยต่อ
หากบริษัทสงสัย พวกเขาจะมี "ตำรวจเมล็ดพันธุ์" (Seed Detectives) หรือนักสืบเอกชน ลงไปแอบสุ่มตรวจแปลงเกษตรกร และหากพบว่ามีการแอบเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูก จะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลักแสนถึงหลักล้านดอลลาร์ทันที
ทำให้เกิดการผูกขาดรุนแรง จนเหลือผู้เล่นไม่กี่ราย
เมื่อกฎหมายเปิดทางให้จดสิทธิบัตรได้อย่างสมบูรณ์ ผลที่ตามมาในอเมริกาคือ
บริษัทยักษ์ใหญ่ไล่กว้านซื้อบริษัทเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นรายย่อยจนหมด
ปัจจุบัน ตลาดเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจในอเมริกาและในระดับโลก ถูกควบคุมโดยบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย (เช่น Bayer, Corteva, Syngenta, BASF)
ราคาเมล็ดพันธุ์ในอเมริกาพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา เพราะเกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องซื้อเมล็ดใหม่ทุกปีพร้อมกับสารเคมี/ยาฆ่าหญ้าของบริษัทนั้นๆ
--------
เคยมีเคส คุณ Vernal Bowman เกษตรกรในรัฐอินเดียนา ได้ซื้อเมล็ดถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรม (Roundup Ready) จาก Monsanto มาปลูกในฤดูกาลแรกตามปกติ แต่เมื่อได้ผลผลิตแล้ว เขาได้ เก็บเมล็ดพันธุ์ส่วนหนึ่งไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป โดยไม่ได้ซื้อเมล็ดใหม่จาก Monsanto
ผลการตัดสิน: Monsanto ฟ้องร้องเขาข้อหาละเมิดสิทธิบัตร และ ศาลสูงสหรัฐฯ (Supreme Court) มีคำตัดสินเป็นเอกฉันท์ 9-0 ให้ Monsanto ชนะ
เหตุผลของศาล: ศาลมองว่าการที่เกษตรกรเอาเมล็ดที่เก็บไว้ไปปลูกใหม่ เท่ากับการ "ผลิตสินค้าที่ติดสิทธิบัตรขึ้นมาใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต" (Patent Infringement) ส่งผลให้เกษตรกรอเมริกัน หมดสิทธิ ในการเก็บเมล็ดพันธุ์สิทธิบัตรไว้ปลูกต่ออย่างสมบูรณ์
สรุป....
วันนี้กะเพราทั่วไปยังอยู่ แต่ถ้ากลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดสายพันธุ์ที่ ใบหนา ทนโรค กลิ่นนิ่งเป๊ะ คอนโทรลง่ายสำหรับทำอุตสาหกรรมได้สำเร็จ ในอนาคตโรงงานและระบบซัพพลายเชนทั้งหมดจะเปลี่ยนมารับซื้อเฉพาะ พันธุ์ของฉัน เท่านั้น
ผลลัพธ์คือ เกษตรกรรายย่อยจะไม่สามารถขายพันธุ์พื้นเดิมให้โรงงานได้ สุดท้ายก็โดนบังคับกลายๆ ให้ต้องเลิกปลูกพันธุ์พื้นบ้าน แล้วหันมาเข้าแถวซื้อเมล็ดพันธุ์ลิขสิทธิ์ของทุนใหญ่ปลูกแทน เพื่อให้ตรงสเปกโรงงาน
ถ้าวันนี้เรายอมให้เอาพืชพื้นบ้านไปจดสิทธิบัตร/คุ้มครองพันธุ์พืชได้ง่ายๆ วันหน้าไม่ใช่แค่กะเพรา แต่มันจะลามไปถึง พริก มะกรูด ข่า ตะไคร้ สมุนไพรไทยทุกตัว เมื่อกลุ่มทุนคุมต้นน้ำ (เมล็ดพันธุ์) ได้เบ็ดเสร็จ เกษตรกรและคนทำมาหากินรายย่อยจะกลายเป็นแค่ ลูกจ้างในที่ดินตัวเอง ที่ต้องคอยซื้อเมล็ดพันธุ์แพงๆ ทุกรอบฤดูกาล เหมือนโมเดลที่เกิดขึ้นแล้วในอเมริกา
วันนี้ชาวบ้านยังปลูกกะเพรากินได้อยู่ แต่ประเด็นคือเรากำลังยอมให้ 'สมบัติสาธารณะ' ถูกนายทุนดึงไปจดสิทธิ์ผูกขาดทีละนิด จนวันหนึ่งความหลากหลายมันหายไป แล้วเกษตรกรต้องก้มหน้าซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเจ้าเดียว แบบนั้นต่างหากคือสิ่งที่เรียกว่าการกินรวบโครงสร้างอาหารของประเทศ
คหสต ถ้ามองการณ์ไกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ควรช่วยนายทุนเลยครับ
รวยๆๆๆ ไม่ไหวแล้วจร้า