มีโอกาสติดตามมาดูอัดรายการสัมภาษณ์ คุณต้น–โชติช่วง ศูรางกูร ที่ปรึกษาสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ หนุ่มสาวทัวร์ ในรายการ Business Watch ทาง TNN16 หัวข้อ “ได้หรือเสีย จัดเก็บภาษี–ค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว”
หลายประเด็นน่าคิด
โดยเฉพาะในมุมของคนชอบเดินทาง
ช่วงนี้มีการพูดถึงภาษีและค่าธรรมเนียมหลายรายการ เช่น
- Departure Tax ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ อัตราเริ่มต้น 1,000 บาท ซึ่งยังไม่ได้บังคับใช้
- ค่าเหยียบแผ่นดิน สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีการเสนออัตรา 450 บาท
- Passenger Service Charge (PSC) ค่าบริการผู้โดยสารสนามบิน ที่มีการปรับเพิ่ม
คุณต้นตั้งคำถามน่าสนใจ . . .
ก่อนจะตัดสินใจเก็บ ควรตอบให้ได้ 3 เรื่องนี้ก่อน
1. เก็บทำไม
2. เก็บเมื่อไหร่ และ
3. เก็บอย่างไร
เพราะแม้จะพยายามเข้าใจว่ารัฐต้องหาตังค์ แต่ก็ควรมีวัตถุประสงค์ชัดเจน มีแผนว่าจะนำเงินไปใช้อะไร วัดผลได้ และต้องดูด้วยว่าช่วงเวลานั้นเหมาะสมหรือไม่
อีกเรื่องที่คุณต้นพูดถึงคือ "Butterfly Effect" หรือผลกระทบต่อเนื่องที่อาจเกิดจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น
เมื่อค่าเดินทางแพงขึ้น
คนอาจลดจำนวนทริป
เดินทางน้อยลง
เลือกจุดหมายที่ใกล้กว่าเดิม
ซึ่งส่งผลต่อจำนวนเที่ยวบิน ต้นทุนของสายการบิน บริษัททัวร์ และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ที่น่าสนใจคือคุณต้นมองว่า คนเดินทางไม่ได้แค่เที่ยว ยังมีที่ต้องเดินทางไปทำงาน ไปเรียน ไปเยี่ยมครอบครัว
หรือคนที่เก็บเงินเพื่อเที่ยวให้รางวัลตัวเอง
แต่ละกลุ่มอาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน
คุณต้นเสนอว่า หากจำเป็นต้องเก็บ Departure Tax จริง อาจเก็บตามชั้นโดยสารหรือความสามารถในการจ่าย แทนการใช้อัตราเดียวกับทุกคน
อีกมุมที่น่าสนใจคือ เมื่อค่าเดินทางสูงขึ้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเองก็ต้องหาวิธีช่วยให้ลูกค้าบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
ในรายการคุณต้นมองว่า การมีพันธมิตรอย่าง KTC มีส่วนช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจท่องเที่ยวได้ตรงขึ้น และมีทางเลือกด้านโปร เช่น การผ่อน 0% หรือโปรต่างๆ แบ่งเบาได้ด้วย
แต่ น่าคิดต่อว่า
ต่อให้มีโปรช่วย
ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จะมีผลต่อการตัดสินใจเที่ยวมากแค่ไหน
เลยอยากชวนคุยค่ะ โดยสายเที่ยวห้องบลู
1. ถ้าค่าเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกคนละ 1,000 บาท จะมีผลต่อการตัดสินใจเที่ยวไหม?
2. จะยังเที่ยวเหมือนเดิม หรือเที่ยวใกล้ขึ้น ลดวัน ลดจำนวนทริป หรือรอช่วงโปร?
3. ปกติใช้คะแนน ส่วนลด หรือโปรบัตรช่วยบริหารงบเที่ยวกันมากน้อยแค่ไหน?
4. ถ้าภาครัฐมีแผนชัดเจนว่าเก็บเงินไปทำอะไร และเห็นผลจริง จะยอมรับค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นกันไหม?
อยากรู้ว่า
สำหรับคนชอบเที่ยว ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแค่ไหนถึงจะเป็นจุดที่ทำให้เริ่มเปลี่ยนแผนเดินทาง?
เพราะสุดท้ายแล้ว ตัวเลขที่ดูไม่มากสำหรับบางคน อาจเป็นเงินที่ทำให้คนอีกกลุ่มต้องคิดหนักก่อนจองทริปก็ได้
หมายเหตุ: มีความเกี่ยวข้องกับ KTC ซึ่งถูกกล่าวถึงในบทสัมภาษณ์นี้ จึงขอเปิดเผยไว้เพื่อความโปร่งใสค่ะ
#สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว
#เคทีซี
ภาษีออกนอกประเทศ ค่าเหยียบแผ่นดิน ค่าธรรมเนียมสนามบิน...เก็บเพิ่มกันเรื่อย ๆ แบบนี้ จะทำให้คุณเที่ยวน้อยลง หรือเลือกเที่
หลายประเด็นน่าคิด
โดยเฉพาะในมุมของคนชอบเดินทาง
ช่วงนี้มีการพูดถึงภาษีและค่าธรรมเนียมหลายรายการ เช่น
- Departure Tax ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ อัตราเริ่มต้น 1,000 บาท ซึ่งยังไม่ได้บังคับใช้
- ค่าเหยียบแผ่นดิน สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มีการเสนออัตรา 450 บาท
- Passenger Service Charge (PSC) ค่าบริการผู้โดยสารสนามบิน ที่มีการปรับเพิ่ม
คุณต้นตั้งคำถามน่าสนใจ . . .
ก่อนจะตัดสินใจเก็บ ควรตอบให้ได้ 3 เรื่องนี้ก่อน
1. เก็บทำไม
2. เก็บเมื่อไหร่ และ
3. เก็บอย่างไร
เพราะแม้จะพยายามเข้าใจว่ารัฐต้องหาตังค์ แต่ก็ควรมีวัตถุประสงค์ชัดเจน มีแผนว่าจะนำเงินไปใช้อะไร วัดผลได้ และต้องดูด้วยว่าช่วงเวลานั้นเหมาะสมหรือไม่
อีกเรื่องที่คุณต้นพูดถึงคือ "Butterfly Effect" หรือผลกระทบต่อเนื่องที่อาจเกิดจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น
เมื่อค่าเดินทางแพงขึ้น
คนอาจลดจำนวนทริป
เดินทางน้อยลง
เลือกจุดหมายที่ใกล้กว่าเดิม
ซึ่งส่งผลต่อจำนวนเที่ยวบิน ต้นทุนของสายการบิน บริษัททัวร์ และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ที่น่าสนใจคือคุณต้นมองว่า คนเดินทางไม่ได้แค่เที่ยว ยังมีที่ต้องเดินทางไปทำงาน ไปเรียน ไปเยี่ยมครอบครัว
หรือคนที่เก็บเงินเพื่อเที่ยวให้รางวัลตัวเอง
แต่ละกลุ่มอาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน
คุณต้นเสนอว่า หากจำเป็นต้องเก็บ Departure Tax จริง อาจเก็บตามชั้นโดยสารหรือความสามารถในการจ่าย แทนการใช้อัตราเดียวกับทุกคน
อีกมุมที่น่าสนใจคือ เมื่อค่าเดินทางสูงขึ้น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเองก็ต้องหาวิธีช่วยให้ลูกค้าบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น
ในรายการคุณต้นมองว่า การมีพันธมิตรอย่าง KTC มีส่วนช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจท่องเที่ยวได้ตรงขึ้น และมีทางเลือกด้านโปร เช่น การผ่อน 0% หรือโปรต่างๆ แบ่งเบาได้ด้วย
แต่ น่าคิดต่อว่า
ต่อให้มีโปรช่วย
ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
จะมีผลต่อการตัดสินใจเที่ยวมากแค่ไหน
เลยอยากชวนคุยค่ะ โดยสายเที่ยวห้องบลู
1. ถ้าค่าเดินทางต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกคนละ 1,000 บาท จะมีผลต่อการตัดสินใจเที่ยวไหม?
2. จะยังเที่ยวเหมือนเดิม หรือเที่ยวใกล้ขึ้น ลดวัน ลดจำนวนทริป หรือรอช่วงโปร?
3. ปกติใช้คะแนน ส่วนลด หรือโปรบัตรช่วยบริหารงบเที่ยวกันมากน้อยแค่ไหน?
4. ถ้าภาครัฐมีแผนชัดเจนว่าเก็บเงินไปทำอะไร และเห็นผลจริง จะยอมรับค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นกันไหม?
อยากรู้ว่า
สำหรับคนชอบเที่ยว ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแค่ไหนถึงจะเป็นจุดที่ทำให้เริ่มเปลี่ยนแผนเดินทาง?
เพราะสุดท้ายแล้ว ตัวเลขที่ดูไม่มากสำหรับบางคน อาจเป็นเงินที่ทำให้คนอีกกลุ่มต้องคิดหนักก่อนจองทริปก็ได้
หมายเหตุ: มีความเกี่ยวข้องกับ KTC ซึ่งถูกกล่าวถึงในบทสัมภาษณ์นี้ จึงขอเปิดเผยไว้เพื่อความโปร่งใสค่ะ
#สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว
#เคทีซี