วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ
กระดูกสะโพกหักคืออะไร และทำไมล้มเบา ๆ ก็เกิดขึ้นได้
กระดูกสะโพกหักที่พบบ่อยในผู้สูงอายุหมายถึงกระดูกต้นขาส่วนบนหักใกล้ข้อสะโพก
เช่น บริเวณคอกระดูกต้นขาหรือบริเวณปุ่มกระดูกต้นขา ไม่ได้หมายความว่ากระดูกเชิงกรานหักทุกครั้ง
การแยกตำแหน่งให้ชัดสำคัญ เพราะมีผลต่อการเลือกว่าจะยึดตรึงกระดูกด้วยโลหะหรือเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
เมื่อกระดูกมีความแข็งแรงลดลงจากโรคกระดูกพรุน แรงกระแทกจากการล้มระดับยืนก็อาจทำให้กระดูกหักได้
ผู้สูงอายุบางคนยังมีปัญหาการทรงตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมองเห็นไม่ชัดร่วมด้วย ทำให้เกิดการล้มง่ายขึ้น
การป้องกันจึงต้องดูทั้งความแข็งแรงของกระดูกและเหตุที่ทำให้ล้ม ไม่ใช่ดูเฉพาะบริเวณที่บาดเจ็บ
บ้านที่คุ้นเคยอาจมีจุดเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว เช่น พรมที่ขอบยก สายไฟขวางทางเดิน หรือพื้นห้องน้ำเปียก
เมื่อความคล่องตัวลดลง สิ่งที่เคยก้าวข้ามได้ง่ายอาจกลายเป็นอุปสรรค
การทบทวนพื้นที่ใช้งานจริงร่วมกับผู้สูงอายุจึงช่วยให้วางแผนปรับบ้านได้ตรงกับชีวิตประจำวันมากกว่าการซื้ออุปกรณ์โดยไม่ได้ประเมินความจำเป็น
หลังหกล้ม อาการแบบไหนควรสงสัยกระดูกสะโพกหักอาการที่พบบ่อยคือปวดสะโพกหรือขาหนีบหลังล้ม ขยับขาแล้วเจ็บ และยืนลงน้ำหนักไม่ได้
บางรายเห็นขาข้างที่เจ็บสั้นลงหรือหมุนออกด้านนอก แต่ไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกข้อจึงจะสงสัยกระดูกหัก
ผู้ป่วยบางรายที่รอยหักยังไม่เคลื่อนอาจเดินได้บ้าง ทั้งที่ยังมีกระดูกหักอยู่
อย่าทดสอบด้วยการให้เดินซ้ำหรือดัดขา
หากผู้สูงอายุปวดสะโพกมากหลังล้ม ไม่ควรจับให้ยืนเพื่อพิสูจน์ว่าเดินไหว ไม่ควรนวดแรง ดึงขา หรือพยายามจัดกระดูกเอง
ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สบาย ลดการเคลื่อนไหวบริเวณที่เจ็บ และขอความช่วยเหลือด้านการเคลื่อนย้าย
หากลุกไม่ได้หรือเจ็บมากควรเรียกบริการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 แทนการพยุงขึ้นรถด้วยความรีบร้อน
ระหว่างรอความช่วยเหลือ ให้สังเกตว่ามีศีรษะกระแทก หมดสติ หายใจผิดปกติ หรือเลือดออกมากร่วมด้วยหรือไม่
และแจ้งเจ้าหน้าที่ หากผู้ป่วยกินยาต้านการแข็งตัวของเลือด
ข้อมูลนี้สำคัญต่อการประเมินทั้งการบาดเจ็บและการวางแผนผ่าตัด ควรเตรียมชื่อยาและเวลาที่กินครั้งล่าสุดไว้ด้วย
เอกซเรย์ไม่พบรอยหัก แต่อาการยังมาก ต้องประเมินต่อ
เอกซเรย์เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ช่วยดูตำแหน่งและลักษณะกระดูกหัก
อย่างไรก็ตาม รอยหักบางชนิดอาจมองไม่เห็นในภาพแรก หากยังปวดมากหรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้
แพทย์อาจพิจารณา MRI หรือ CT ตามข้อบ่งชี้และความพร้อม
การไม่เห็นรอยหักในเอกซเรย์ครั้งแรกจึงยังไม่ใช่เหตุผลให้ฝืนเดินเมื่ออาการผิดปกติยังชัดเจน
ทำไมแพทย์จึงให้ความสำคัญกับการผ่าตัดภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อกระดูกสะโพกหัก ผู้ป่วยมักเคลื่อนไหวได้น้อยเพราะเจ็บ
การนอนอยู่บนเตียงต่อเนื่องเพิ่มความเสี่ยงต่อแผลกดทับ ลิ่มเลือด และปอดอักเสบ
อีกทั้งผู้สูงอายุอาจเกิดความสับสนในช่วงเจ็บป่วย การผ่าตัดช่วยให้บริเวณที่หักมีความมั่นคงและเปิดโอกาสให้เริ่มฟื้นฟูได้เร็วขึ้น
แนวทางของ American Academy of Orthopaedic Surgeons หรือ AAOS
ระบุว่าการผ่าตัดภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังรับเข้าโรงพยาบาลสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
จึงควรลดความล่าช้าที่ไม่จำเป็น แต่ช่วงเวลานี้ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวสามารถรอดูอาการอยู่ที่บ้านได้จนครบ 48 ชั่วโมง
ผู้ที่สงสัยกระดูกสะโพกหักควรได้รับการประเมินทันที
เร่งรักษา พร้อมแก้ปัญหาที่ทำให้ผ่าตัดยังไม่ปลอดภัย
ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมรุนแรงอาจต้องได้รับการดูแลให้ร่างกายพร้อมก่อนผ่าตัด
เช่น มีปัญหาหัวใจหรือการหายใจที่ยังไม่คงที่ ทีมแพทย์จะประเมินว่าจำเป็นต้องแก้ไขเรื่องใดก่อน
และประสานการรักษาเพื่อลดเวลารอให้มากที่สุด
การตัดสินใจจึงพิจารณาทั้งความเร่งด่วนของกระดูกหักและความเสี่ยงเฉพาะบุคคล
ครอบครัวสามารถถามแพทย์อย่างตรงไปตรงมาว่า ขณะนี้ติดเรื่องใดก่อนผ่าตัด กำลังแก้ไขอย่างไร
และคาดว่าจะประเมินซ้ำเมื่อใด คำตอบเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจแผนรักษาโดยไม่ต้องตีความจากตัวเลขเวลาเพียงอย่างเดียว
อายุที่มากขึ้นเองก็ไม่ได้เป็นคำตอบว่าผ่าตัดได้หรือไม่ได้ ต้องดูสุขภาพโดยรวมและเป้าหมายการดูแลร่วมกัน
ก่อนผ่าตัด ครอบครัวช่วยให้ทีมรักษารู้จักผู้ป่วยได้อย่างไรความพร้อมก่อนผ่าตัดไม่ได้มีเพียงผลเลือดหรือภาพเอกซเรย์
แพทย์ต้องรู้ว่าก่อนล้มผู้ป่วยเดินเองได้แค่ไหน มีโรคประจำตัวอะไร และมีคนช่วยดูแลที่บ้านหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อทั้งการเลือกวิธีรักษาและการตั้งเป้าหมายฟื้นฟู
รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหักจึงให้ความสำคัญกับทีมหลายสาขาที่ร่วมดูแลตั้งแต่ต้น
เตรียมข้อมูลยาและสุขภาพเดิมให้ครบ
นำยาที่ใช้ประจำหรือรูปถ่ายฉลากยา รวมถึงอาหารเสริมและประวัติแพ้ยาให้ทีมรักษาดู โ
ดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือดและยาต้านการแข็งตัวของเลือด ไม่ควรหยุดยาเอง เ
พราะแต่ละชนิดมีเหตุผลในการใช้และระยะเวลาการออกฤทธิ์ต่างกัน
แพทย์จะชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงเลือดออกกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแผนยา
ควรเล่าเหตุการณ์ก่อนล้มด้วย เช่น สะดุดสิ่งของ หน้ามืด หรือจำเหตุการณ์ไม่ได้
หากผู้ป่วยมีความจำเสื่อมหรือสื่อสารลำบาก คนที่อยู่ใกล้ชิดจะช่วยบอกได้ว่าระดับความรู้สึกตัวและพฤติกรรมในวันนี้ต่างจากเดิมอย่างไร
ข้อมูลที่ดูเป็นเรื่องเล็กในครอบครัวอาจช่วยให้ทีมรักษาเห็นปัญหาที่ต้องประเมินเพิ่มเติม
ประเมินโรคร่วมและวิธีระงับความรู้สึกเป็นรายบุคคล
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อทำงานร่วมกับวิสัญญีแพทย์และแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้อง
เพื่อประเมินความเสี่ยง การตรวจเลือด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือการตรวจอื่นจะพิจารณาตามสภาพผู้ป่วยและข้อบ่งชี้
เป้าหมายคือเตรียมร่างกายให้พร้อมโดยไม่เพิ่มขั้นตอนที่ทำให้การรักษาช้าโดยไม่มีประโยชน์
ระหว่างเตรียมผ่าตัด ครอบครัวควรถามเรื่องการงดอาหารและน้ำจากทีมรักษาโดยตรง
รวมถึงเวลาที่ควรกินยาประจำครั้งถัดไป ไม่ควรใช้คำแนะนำของผู้ป่วยรายอื่นแทน เพราะชนิดการผ่าตัด โรคร่วม
และแผนวิสัญญีอาจต่างกัน หากต้องการข้อมูลบริการ สามารถดูรายละเอียดที่
โรงพยาบาลธนบุรี
ยึดตรึงกระดูกหรือเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เลือกจากอะไรวิธีผ่าตัดขึ้นอยู่กับตำแหน่งกระดูกหัก การเคลื่อนของรอยหัก และสภาพผู้ป่วย
กระดูกหักบางแบบเหมาะกับการยึดด้วยสกรู แผ่นโลหะ
หรือแกนโลหะ ขณะที่กระดูกคอต้นขาหักบางชนิดอาจเหมาะกับการเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
การตัดสินใจต้องดูข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน ไม่ใช่เลือกจากขนาดแผลหรือชื่อเทคนิคเพียงอย่างเดียว
คำถามที่ครอบครัวควรถามคือ เหตุใดวิธีนี้จึงเหมาะกับผู้ป่วยรายนี้ หลังผ่าตัดลงน้ำหนักได้เท่าใด
และต้องระวังการเคลื่อนไหวแบบใด คำตอบเรื่องการลงน้ำหนักสำคัญมาก
เพราะผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดคนละแบบอาจมีคำแนะนำต่างกัน การฝึกเดินจึงต้องอิงแผนของศัลยแพทย์และทีมฟื้นฟูของตนเอง
สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงผ่าตัดสูงมากหรือมีเป้าหมายการดูแลที่เน้นความสบาย
แพทย์อาจหารือเรื่องการรักษาโดยไม่ผ่าตัด การดูแลยังต้องครอบคลุมความปวด การจัดท่า
และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ครอบครัวควรเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด
และผลที่คาดหวังของแต่ละทางเลือกก่อนตัดสินใจร่วมกับทีมรักษา
หลังผ่าตัด การฟื้นฟูเริ่มจากกิจวัตรเล็ก ๆ ที่ผู้ป่วยทำได้การฟื้นฟูอาจเริ่มจากฝึกขยับตัวบนเตียง ลุกนั่ง ย้ายไปเก้าอี้ แล้วจึงฝึกยืนและเดินด้วยอุปกรณ์ตามความเหมาะสม
ทีมรักษาประเมินความปวด ความแข็งแรง และความพร้อมก่อนเพิ่มกิจกรรม
ผู้ป่วยไม่ควรรีบทำเองเพียงเพราะเห็นคนอื่นเริ่มเดินได้เร็วกว่า
อย่าตั้งวันที่เดินได้เป็นเส้นตายของทุกคน
การฟื้นตัวได้รับอิทธิพลจากความสามารถก่อนบาดเจ็บ โรคร่วม และภาวะแทรกซ้อน บางคนเริ่มฝึกได้เร็ว
ขณะที่บางคนต้องใช้เวลามากกว่า เป้าหมายควรเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ในแต่ละช่วง
เช่น วันนี้ลุกนั่งได้ปลอดภัยขึ้นหรือใช้เครื่องช่วยเดินได้ถูกต้อง มากกว่าคาดหวังว่าทุกคนจะเดินเองได้ในจำนวนวันเท่ากัน
ครอบครัวควรขอให้ทีมสอนวิธีช่วยพยุงและย้ายตัว แล้วทดลองทำโดยมีผู้เชี่ยวชาญกำกับ
การรู้ว่าควรยืนตำแหน่งใดหรือจับส่วนไหนช่วยลดความเสี่ยงทั้งของผู้ป่วยและผู้ดูแล
เฝ้าระวังความสับสน ความปวด และการเปลี่ยนแปลงหลังผ่าตัด
ผู้สูงอายุอาจมีภาวะสับสนเฉียบพลันในช่วงเจ็บป่วย หากเริ่มพูดไม่รู้เรื่อง ซึมผิดปกติ
หรือพฤติกรรมต่างจากเดิม ควรแจ้งทีมรักษา ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นเพราะอายุมาก
การนำแว่นตาหรือเครื่องช่วยฟังที่ใช้ประจำมาให้ และช่วยสื่อสารด้วยข้อความสั้นที่เข้าใจง่าย อาจทำให้ผู้ป่วยรับรู้สภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น
การจัดการความปวดอย่างเหมาะสมช่วยให้ผู้ป่วยร่วมฝึกได้ ทีมรักษายังต้องดูแลแผลผ่าตัด ผิวหนัง
และความเสี่ยงลิ่มเลือดตามแผนเฉพาะราย หากผู้ป่วยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ควรแจ้งทันทีแทนการรอรอบตรวจครั้งถัดไป
การมีผู้ดูแลที่รู้จักสุขภาพเดิมของผู้ป่วยจึงมีประโยชน์ต่อการสังเกตความผิดปกติ
ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/
กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ