มาตุโปสกชาดก: พญาช้างผู้เลี้ยงมารดา

มาตุโปสกชาดก: พญาช้างผู้เลี้ยงมารดา

      ในผืนป่าใหญ่แห่งหิมพานต์อันไพศาล... ท่ามกลางความเงียบสงบและดงพงไพรที่รายล้อมด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์
มีชีวิตอันประเสริฐชีวิตหนึ่งดำรงอยู่ด้วยสติและศีลธรรมอันมั่นคง

      พญาช้างเผือกผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะอันงดงาม มีบริวารแวดล้อมนับหมื่น
แต่หัวใจของมหาบุรุษผู้บำเพ็ญบารมี มิได้ติดยึดในยศศักดิ์หรือความยิ่งใหญ่ในหมู่โขลง
ช่างน่าสรรเสริญและชวนให้สังเวชเมื่อเห็นมนุษย์ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ กลับมัวเมาในคำยกยอและยศฐาบรรดาศักดิ์

      กาลนั้นเมื่อดวงตาอันมืดบอดของมารดาผู้ให้กำเนิด กลับเป็นเครื่องเตือนใจให้พญาช้างผู้เป็นโพธิสัตว์
ละทิ้งความสุขสบายทั้งปวง มุ่งมั่นกลับคืนสู่ราวป่าเพื่อปรนนิบัติมารดาผู้ชราภาพ ซึ่งเป็นอาหุเนยยบุคคลผู้สูงสุดของพญาช้าง

      นี่คือบทสะท้อนแห่งความกตัญญูกตเวทิตาธรรมอันหาได้ยากยิ่ง แม้ในหมู่มนุษย์ผู้มีปัญญาก็ยังยากที่จะเสมอเหมือน นับประสาอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน ความรักและการเกื้อกูลอันบริสุทธิ์นี้ จึงดังก้องสะท้อนอยู่ในผืนป่า ดุจประกายแห่งความดีงามที่ไม่มีวันดับสูญในสังสารวัฏอันยาวนาน



ปฐมเหตุ: ผู้ทอดทิ้งโขลง



      ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพญาช้างในแดนหิมวันต์ ดังพระบาลีว่า
"สพฺพเสโต อโหสิ อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ลกฺขณสมฺปนฺโน อสีติสหสฺสหตฺถิปริวาโร"

      คือ ทรงเป็นช้างเผือกทั้งตัว งดงาม น่าเลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยลักษณะ มีช้างแปดหมื่นเป็นบริวาร
แต่มารดาของพญาช้างนั้นตาบอด (มาตา ปนสฺส อนฺธา) พระองค์จึงทรงส่งผลไม้หวานๆ ไปให้มารดา ทว่าช้างบริวารเหล่านั้นหาได้ถวายไม่ กลับกินเสียเอง เมื่อทรงสอบสวนจนทราบความจริง จึงตัดสินพระทัยละโขลง พามารดาไปอาศัยในถ้ำเชิงเขาจัณโฑรณะ (จณฺโฑรณํ นาม ปพฺพตปาทํ) ณ ที่นั้นทรงเลี้ยงดูมารดาด้วยพระองค์เอง

ยศศักดิ์แปดหมื่นเชือกมิอาจเทียบกับมารดาเพียงหนึ่งเดียว



ผู้ทรยศ: เมื่อความดีถูกตอบแทนด้วยความชั่ว

      วันหนึ่งมีนายพรานป่าชาวพาราณสีหลงทางอยู่ในป่า ร้องไห้คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง
พระโพธิสัตว์ได้ยินแล้วทรงดำริว่า บุรุษผู้นี้หาที่พึ่งมิได้ ไม่สมควรที่เขาจะพินาศในที่ที่เรายังอยู่ จึงเสด็จไปหา ปลอบว่า
"อมฺโภ ปุริส นตฺถิ เต มํ นิสฺสาย ภยํ มา ปลายิ"

      แน่ะบุรุษ ภัยเพราะอาศัยเราไม่มีแก่ท่าน อย่าหนีเลย แล้วทรงให้เขานั่งบนหลัง พาออกจากป่าสู่ทางของมนุษย์
แต่บุรุษผู้เป็น "ปาโป" (คนบาป) นั้น กลับคิดจะไปกราบทูลพระราชา เขาเดินออกจากป่า พลางจดจำเครื่องหมายต้นไม้และภูเขาไว้ แล้วไปถึงพาราณสี ครั้งนั้นช้างมงคลของพระราชาเพิ่งสิ้นชีพ พระราชาทรงให้ตีกลองป่าวประกาศหาช้างที่เหมาะจะเป็นราชพาหนะ บุรุษนั้นจึงเข้าเฝ้ากราบทูลว่าพบช้างเผือกทั้งตัว มีศีลาจารวัตร พระราชาจึงโปรดให้นายหัตถาจารย์พร้อมบริวารใหญ่ตามเขาไปจับ



อธิษฐานแห่งขันติ: ผู้มีกำลังมหาศาลแต่ไม่โกรธ

      เมื่อนายหัตถาจารย์มาถึง พบพระโพธิสัตว์กำลังหากินอยู่ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหมู่คนแล้วทรงดำริว่า
ภัยนี้เกิดจากบุรุษบาปผู้นั้นเอง เรามีกำลังมาก อาจทำลายช้างได้พันเชือก แต่หากโกรธ ศีลของเราจะขาด
"อชฺช มม สีสํ สตฺตีหิ โกฏิยมาโนปิ น กุชฺฌิสฺสามีติ"

      วันนี้ แม้ศีรษะของเราจะถูกแทงด้วยหอก เราก็จะไม่โกรธ
ดังนี้แล้วทรงน้อมศีรษะลง ยืนนิ่งไม่ไหวติง นายหัตถาจารย์ลงสู่สระปทุม เห็นพร้อมด้วยลักษณะอันสมบูรณ์ จึงเรียกว่า "มาเถิดลูก" แล้วจับด้วยงวงอันเสมือนพวงเงิน นำไปถึงพาราณสีในวันที่เจ็ด
นี่คือยอดแห่งขันติบารมี และศีลบารมี กำลังที่ทำลายได้ทั้งกองทัพ แต่ทรงเลือกสงบนิ่งเพื่อรักษาศีล



เสียงคร่ำครวญของมารดา



     ฝ่ายมารดาของพระโพธิสัตว์ เมื่อบุตรไม่กลับ ก็ร่ำไห้ด้วยคิดว่าบุตรถูกพระราชาจับไป และตรัสคาถาว่า
"ตสฺส นาคสฺส วิปฺปวาเสน วิรุฬฺหา สลฺลกิโย จ กุฏชา
กุรุวินฺทกรวรา ภิสสามา นิวาเต ปุปฺผิตา จ กณฺณิกา"

      เพราะการพลัดพรากจากช้างนั้น ต้นสัลลกี ต้นกุฏชะ หญ้ากุรุวินท์ หญ้ากรวร เหง้าบัว
และหญ้าสามะ ก็คงงอกงาม ต้นกรรณิการ์ก็คงผลิดอกในที่กำบังลม (ด้วยว่าไม่มีบุตรของเราคอยหักกิน)

      "โกจิเทว สุวณฺณกายุรา นาคราชํ ภรนฺติ ปิณฺเฑน
ยตฺถ ราชา ราชกุมาโร วา กวจมภิเหสฺสติ อสํภิโตติ"

      บัดนี้ผู้ประดับด้วยกำไลทอง คงกำลังเลี้ยงพญาช้างด้วยก้อนข้าว ที่ซึ่งพระราชาหรือพระราชกุมารจะทรงนั่ง
แล้วเข้าทำลายเกราะของข้าศึกโดยไม่หวาดหวั่น



เมื่อโภชนะอันเลิศไม่อาจกลืนลงคอ

      พระราชาจึงทรงวิงวอนด้วยคาถาว่า
คณฺหาหิ นาค กพลํ มา นาค กิสโก ภว
พหูนิ ราชกิจฺจานิ ตานิ นาค กริสฺสสีติ"

      ดูก่อนพญานาค (ผู่ประเสริฐ) จงรับคำข้าวเถิด อย่าผอมซูบไปเลย
ราชกิจมีมากนัก ท่านจักต้องทำกิจเหล่านั้น

      พระโพธิสัตว์ตรัสตอบด้วยคาถาอันเปี่ยมด้วยความห่วงใย
"สา นูน สา กปฺปณิกา อนฺธา อปรินายกา
ขาณํ ปาเทน ฆฏฺเฏติ คิรึ จณฺโฑรณํ ปตีติ"

      มารดาของข้าพระองค์นั้น น่าสงสารนัก ตาบอด
ไร้ผู้นำทาง คงใช้เท้าชนตอไม้ เดินเซไปมาที่เชิงเขาจัณโฑรณ์

      พระราชาตรัสถามว่า
"กานุ เต สา มหานาค"

มารดาของท่านอยู่ที่ไหน พระโพธิสัตว์ทูลตอบว่า

      "มาตา เม สา มหาราช อนฺธา อปรินายกา
ขาณํ ปาเทน ฆฏฺเฏติ คิรึ จณฺโฑรณํ ปตีติ"

      ข้าแต่มหาราช มารดาของข้าพระองค์ ตาบอด ไร้ผู้นำทาง
วันนี้เป็นวันที่เจ็ดแล้วที่นางไม่ได้อาหาร ข้าพระองค์ไม่ต้องการอิสริยยศใดๆ หากไม่มีมารดา



พระราชศรัทธา: พระราชาทรงปลดปล่อย

      พระราชาสดับแล้วทรงสลดพระทัยยิ่งนัก ตรัสสั่งให้ปล่อยพญาช้างว่า
"มุญฺจเถตํ มหานาคํ โยยํ ภรติ มาตรํ
สเมตุ มาตรา นาโค สห สพฺเพหิ ญาติภีติ"

      จงปล่อยพญาช้างผู้เลี้ยงมารดาตัวนี้เถิด
ขอให้พญาช้างได้พบมารดาพร้อมด้วยญาติทั้งปวง

      พระศาสดาตรัสเล่าต่อว่า
"มุตฺโตว พนฺธนา นาโค กาสิราเชน เปสิโต
มุหุตฺตํ วิสมิตฺวาน อคมา เยน ปพฺพโต
ตโต โส นิลีนํ คนฺตฺวา สีตํ กุญฺชรเสวิตํ
โสณฺฑาย อุทกมาหิตฺวา มาตรํ อภิสิญฺจถาติ"

      พญาช้างพ้นจากเครื่องพันธนาการ อันพระราชาแห่งกาสีทรงส่งไปแล้ว
พักเหนื่อยครู่หนึ่งแล้วก็ไปยังภูเขานั้น เข้าสู่ถ้ำอันเย็น ที่หมู่ช้างอาศัย ใช้งวงนำน้ำมารดให้มารดา

      ก่อนจากพาราณสี พญาช้างได้แสดงธรรมด้วยทศพิธราชธรรม ถวายโอวาทแด่พระราชาว่า "อปฺปมตฺโต โหหิ มหาราช"
ขอมหาราชจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ชาวเมืองต่างบูชาด้วยของหอมและพวงมาลัยตามส่ง



พบกันอีกครั้ง



      พญาช้างรีบกลับถึงสระปทุมในวันนั้น ทรงดำริว่า "นาหํ สยํ คณฺหิสฺสามิ" เราจะไม่กินเองก่อนที่มารดาจะได้กิน
จึงถือเหง้าบัวมากมาด้วยงวง และอมน้ำจากสระ ไปถึงถ้ำที่มารดานอนอยู่ที่ปากถ้ำ ซึ่งอดอาหารมาครบเจ็ดวัน
จึงพรมน้ำลงบนร่างของมารดาให้ได้สัมผัสเย็น

      มารดาตาบอดสำคัญว่าฝนตก จึงตรัสด้วยความเดือดร้อนว่า
"โกยํ อนริโย เทโว อกาเลน ปวสฺสติ
คโต เม อตฺรโช ปุตฺโต โย มยฺหํ ปริจารโกติ"

      เทพองค์ไหนไม่ประเสริฐ มาตกในกาลมิใช่ฤดู
บุตรของเราผู้บำรุงเลี้ยงเรา ก็ไปเสียแล้ว

      พระโพธิสัตว์ปลอบมารดาว่า
"อุฏฺเฐหิ อมฺม กึ เสสิ อาคโต ตฺยาหมตฺรโช
มุตฺโตมฺหิ กาสิราเชน เวเทเหน ยสสฺสินาติ"

      ลุกขึ้นเถิดแม่ ท่านนอนอยู่ไยเล่า ลูกผู้เกิดแต่อกของแม่กลับมาแล้ว
กษัตริย์แห่งกาสีผู้ทรงปัญญาและยศ ได้ปล่อยลูกแล้ว

      มารดาดีใจยิ่งนัก อนุโมทนาต่อพระราชาด้วยคาถาสุดท้ายว่า
"จิรํ ชีวตุ โส ราชา กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน
โย เม ปุตฺตํ ปโมเจสิ สทา วุฑฺฒาปจายิกนฺติ"

      ขอพระราชาผู้ทรงเพิ่มพูนแว่นแคว้นแห่งชาวกาสี ผู้ทรงปล่อยบุตรของข้าพเจ้า
ผู้เคารพอ่อนน้อมต่อผู้เฒ่าอยู่เสมอ จงทรงพระชนม์ยืนนานเถิด



บั้นปลายแห่งความกตัญญู

      พระราชาทรงเลื่อมใสในพระคุณของพระโพธิสัตว์ ให้สร้างหมู่บ้านไว้ใกล้ถ้ำ
และจัดภัตตาหารเป็นนิตย์ถวายแก่ทั้งสองแม่ลูก ภายหลังเมื่อมารดาสิ้นชีพ พระโพธิสัตว์ทรงจัดการศพให้เรียบร้อย
แล้วเสด็จไปยังอาศรมบทชื่อกรัณฑกะ ที่ซึ่งฤๅษีห้าร้อยตนลงมาจากหิมวันต์อาศัยอยู่ พระองค์ทรงถวายเสบียงที่ได้แก่ฤๅษีเหล่านั้น

      พระราชาทรงให้สร้างรูปศิลาเหมือนพระโพธิสัตว์ และจัดงานสักการะใหญ่
ชาวชมพูทวีปต่างมาชุมนุมกันทุกปี จัดเป็นงานที่เรียกว่า "หัตถิมหะ" คืองานบูชาช้าง



การประชุมชาดก

      พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดง ประกาศอริยสัจจ์
แล้วทรงประชุมชาดก (เมื่อจบสัจจะ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล) ว่า
- พระราชาในครั้งนั้น คือ พระอานนท์
- บุรุษผู้ลามก คือ พระเทวทัต
- นายหัตถาจารย์ คือ พระสารีบุตร
- ช้างตัวเมียผู้เป็นมารดา คือ พระนางมหามายา
- ส่วนพญาช้างผู้เลี้ยงมารดา คือ เราตถาคตผู้สัมมาสัมพุทธเจ้านี้แล

      "มาตุโปสกนาโค ปน อหเมว สมฺมาสมฺพุทฺโธติ"
มาตุโปสกชาตกํ ปฐมํ ฯ

อ้างอิงจาก "มาตุโปสกชาดก"
https://84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=40&A=1
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1493



ข้อคิดจากชาดก

      เรื่องนี้สอนว่า ความกตัญญูมิได้ขึ้นกับชาติกำเนิด แม้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็อาจมีธรรมสูงกว่ามนุษย์ได้ พญาช้างยอมสละทั้งอิสริยยศและโภชนะอันเลิศ เพื่อมารดาผู้พิการเพียงหนึ่งเดียว อีกทั้งยังรักษาศีลและขันติไว้ได้แม้เมื่อตกในอันตราย ไม่ใช้กำลังตอบโต้ผู้ที่ทรยศต่อตน



พญาช้างผู้เลี้ยงมารดา

      แม้กายใหญ่เกรียงไกรในไพรสณฑ์
มีบริวารล้อมตนจนไพศาล
ยังมิเทียบพระคุณอันยืนนาน
ของมารดาผู้ผ่านการเลี้ยงดู

      ยศแปดหมื่นมิชื่นเท่าหนึ่งแม่
แม้ต้องแปรจากโขลงก็ยอมสู้
ละความสุขคืนไพรเพื่ออุ้มชู
ผู้เคยเลี้ยงเคยอยู่คู่ชีวา

      ครั้นคนหลงทางป่ามาร่ำไห้
ยังมีใจช่วยพ้นภัยกลางพฤกษา
แต่ความดีตอบแทนด้วยมารยา
ถูกนำพาสู่พันธนาการ

      แม้มีกำลังล้างแค้นแสนสะดวก
กลับสงบระงับโกรธไม่รุกราน
ยอมรักษาศีลมั่นมิผันผ่าน
แม้ทรมานก็ไม่ยอมพร้อมโกรธา

      ราชวังมีอาหารอันเลิศล้ำ
แต่หัวใจครวญคร่ำถึงมารดา
หากแม่ยังอดอยากไร้ข้าวปลา
ลูกจะกลืนลงคอได้อย่างไร

      พระราชาทรงสดับกลับสลด
จึงปลดปล่อยพญาช้างคืนไพรใหญ่
กลับสู่ถ้ำพรมน้ำด้วยห่วงใย
แม่ลืมภัยได้ยินเสียงลูกยา

      “ลุกขึ้นเถิดแม่จ๋า ลูกกลับแล้ว
พ้นจากแนวพันธนาการแล้วหนา”
เพียงถ้อยคำคืนชีวาแห่งมารดา
น้ำตาแห่งปิติเอ่อท้นทรวง

      โอ้ความดีมิได้มีเพียงให้
แต่คือใจมั่นคงไม่แหนหวง
แม้ถูกหลอกยังรักษาธรรมทั้งปวง
มิปล่อยบ่วงความโกรธครอบงำใจ

      มาตุโปสกชาดกฝากคำสอน
ให้ย้อนมองพระคุณอันยิ่งใหญ่
กตัญญูรู้คุณเกื้อหนุนไป
คือแสงธรรมส่องใจในโลกา

      ยศและทรัพย์อาจพรากจากเราได้
แต่ความดีที่ทำไว้มีคุณค่า
ผู้รู้คุณผู้มีใจเมตตา
ย่อมงามกว่าผู้ยิ่งใหญ่ไร้คุณธรรม
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่