ขอเริ่มต้นเล่าว่า แมวเราเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองค่ะ แต่จากการหาข้อมูลแล้วชวนให้ใจแป้วมาก โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษากลับกลายเป็นว่าน้องจากไปในช่วงที่รักษานั่นแหละ ซึ่งไม่เชิงว่าเป็นเพราะยาคีโมหรือการฉายแสง แต่เป็นเรื่องการวางยาสลบน้องแต่ละครั้ง มันทำให้ลังเลสุดๆ เลยว่าจะรักษาหรือไม่รักษาดี
แต่ตอนนี้แมวเราผ่านมันมาได้แล้วค่ะ
เราเลยอยากจะมาเขียนเล่าเผื่อใครที่กำลังหาข้อมูลว่าจะไปต่อดีไหม เหมือนกับที่บ้านเราก็ตั้งคำถามนี้เหมือนกัน เราอยากให้รู้ว่า มันมีเคสที่น้องสามารถผ่านความยากลำบากในการรักษามาได้จนจบ และยังใช้ชีวิตอยู่ได้
ถ้าทรัพยากรที่มีพอจะไปไหว อย่าเพิ่งตัดโอกาสการรักษาของน้องเลยนะคะ
แมวเราเป็นแมวจรอายุราวๆ 13 ปีหรืออาจจะมากกว่านั้น
น้องร่างกายแข็งแรง แทบไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเลย พาไปฉีดวัคซีนตามปกติ น้องกินอาหารเม็ดเป็นหลัก ไม่ก็กินอาหารเปียกบ้าง และไม่กินอะไรซี้ซั้ว นิสัยมีระเบียบมากในระดับที่ถ้าอาหารตกพื้นจะไม่กิน จะกินเฉพาะสิ่งที่อยู่ในชามเท่านั้น ดังนั้น ค่าเลือดมักอยู่ในเกณฑ์มาตลอด
ป่วยใหญ่ครั้งแรกก็คือ หนักเลย เป็นก้อนเนื้องอกที่ปากค่ะ ตอนนั้นอายุประมาณ 9 ปี แต่มะเร็งนี้ไม่ใช่โรคหลักที่ต้องการแชร์ เล่าแบบรวบๆ ก็คือ ก้อนเนื้อร้ายนี้ ผ่าตัดออกไปเรียบร้อยก็จบ ใช้ชีวิตร่าเริงสบายดีมาได้อีก 4 ปีจนกระทั่งมาเจอกับโรคหนักอีกโรคหนึ่ง นั่นคือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
เหตุเริ่มต้นจากที่น้องหายใจฟืดฟาด เลยนึกว่าเป็นหวัด พาไปหาหมอ หมอพบว่าข้างในจมูกของน้องมีก้อนบวมอยู่ ไม่ใช่หวัดธรรมดาแน่ๆ แล้วข้อสันนิษฐานก็คือ มันเป็นข้างเดียวกับที่เคยเป็นเนื้องอกมาก่อน หมอสันนิษฐานว่ามะเร็งซึ่งอาจจะเป็นชนิดเดียวกับปากอาจจะลามขึ้นไปในโพรงจมูกของน้องหรือเปล่า
จากประสบการณ์เนื้องอกที่ปากของน้อง โรงพยาบาลสัตว์ที่เกษตรฯ เท่านั้น ดังนั้นจึงไปพบหมอที่นั่น ทำ CT Scan ตรวจชิ้นเนื้อ อื่นใด แน่นอนว่ามันมีกระบวนการของมันอยู่ที่กว่าจะเริ่มกระบวนการรักษาได้ ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน
แต่ที่คาดไม่ถึงคือ มันไม่ใช่มะเร็งชนิดเดียวกับปาก ตรงปากมันขยายค่อนข้างช้า บ้านเราเลยคิดว่ามันน่าจะพอรอได้ ปรากฏว่าไม่ค่ะ มันขยายเร็วมาก นี่คือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ก่อตัวในโพรงจมูก แม้ว่าหมอมีให้ยาลดบวม ช่วยแก้ไขสถานการณ์เบื้องต้นในระหว่างการรอในช่วงหนึ่งเดือนที่ยังอยู่ในกระบวนการวางแผนรักษา แต้เจ้าก้อนนี้ขยายจนทำให้แมวจมูกตันไปข้างหนึ่ง เหลือจมูกข้างเดียวที่หายใจได้ กินข้าวลำบากมาก ต้องใช้กระบอกฉีดยาป้อนอาหารสำหรับแมวป่วย สิ่งที่หมอกังวลในตอนที่พาไปหาก็คือ ถ้าก้อนนี้โตมากขึ้น มันจะขึ้นไปสมอง หรือเบียดตา ถ้าแย่สุดคือ เบียดจนลูกตาออกจากเบ้าได้เลย
และแมวเราตาเริ่มเขอย่างที่หมอบอกแล้วค่ะ
ผลที่ได้ออกมา ก้อนเนื้อมันขยายตามที่คิด ถ้าเบียดลูกตาว่าแย่ แต่เจ้าก้อนนี้เริ่มขึ้นไปถึงสมองแล้ว ถ้าจะมีอาการออกมา แมวน่าจะออกแนวชักกระตุกค่ะ ถ้าฉายแสงอาจจะสะเทือนถึงสมองได้ จึงเปลี่ยนแผนการรักษาให้เป็นคีโมก่อน 25 ครั้งต่อหนึ่งคอร์ส และทุกครั้งจะเช็คเลือดก่อนว่าน้องไหวไหม
ตอนนั้นน้ำตาร่วงกันทั้งบ้านค่ะ เมื่อหาข้อมูลก็พบว่า น้องๆ ของบางบ้านพาไปฉายแสงแล้วไม่ได้กลับมาก็มี กี่คนๆ ก็บอกว่าน้องไประหว่างการรักษา จะบอกว่าเคสแมวเรามีตัวเลือกก็คือ
1. ต้องเห็นแมวตัวเองที่ควรใช้ชีวิตปกติลูกตาถูกดันหลุดจากเบ้าและลงไปชักกระตุกเป็นพักๆ ไม่รู้นานแค่ไหนจนกระทั่งน้องจากไป
2. พาน้องไปรักษาแล้วอาจหลับไปตลอดกาล
3. ให้หมอช่วยให้น้องจากไป
ข้อ 3 ตัดไปก่อนเลย นั่นคือ ตัวเลือกสุดท้ายเท่านั้น ส่วน 1 เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำใจได้ ไม่สามารถทำใจได้แน่นอน ที่จริงมันควรมีอีกตัวเลือกหนึ่ง นั่นคือ รักษาแบบประคับประคอง แต่เคสแมวเรา มันเป็นไปไม่ได้ จะประคับประคองให้ใช้ชีวิตอย่างสบายจนจากไปโดยไม่เจ็บไม่ปวดยังไงได้ ทั้งหมดนี้ ยอมรักษาน้องจนถึงที่สุดจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเรา ถ้าจะจากไปก็ขอให้จากไปโดยไม่ต้องทนกับความเจ็บ (แค่นึกว่าเป็นตัวเอง มีเนื้องอกที่ดันลูกตาออกจากเบ้านี่มันจะต้องเจ็บในระดับไหนกัน)
การให้คีโมเป็นไปประมาณสองอาทิตย์ แล้วมาถึงวันนัดฉายแสง ที่จริงการฉายแสงเราแค่จองไว้ก่อนในตอนที่ยังไม่รู้ผลตรวจชิ้นเนื้อด้วยซ้ำ แต่ก้อนเนื้อนี้ตอบสนองต่อคีโมน้อยมาก หมอจึงให้ฉายแสงร่วมด้วย ซึ่งการฉายแสงหนึ่งคอร์สคือ 8 ครั้ง พูดง่ายๆ คือ น้องเจอทั้งฉายแสง เจอทั้งคีโม แต่โอเค คีโมจนกระทั่งจบคอร์สไม่ได้ถึง 25 ครั้ง แต่ฉายแสงครบค่ะ
ทุกครั้งที่ไป จะต้องพาน้องไปตรวจเลือดก่อนว่าสามารถเข้ารับการฉายแสงได้ไหม แต่น้องถือว่ามีแต้มสะสมในเรื่องอาหารการกินที่มีวินัยมาตลอด ทำให้ค่าเลือดดีพอที่จะเข้ารับการรักษาได้ ประเด็นที่เป็นปัญหาหลักของน้อง คือ น้ำหนักตัวค่ะ
น้องเป็นแมวผอมมาแต่ไหนแต่ไร อาจเป็นเพราะว่ามีก้อนเนื้อที่ปาก กินอาหารแล้วเจ็บน้องเลยกินน้อย จนกระทั่งผ่าตัดก้อนเนื้อออกไป เลยกินได้มากขึ้น ตอนก่อนฉายแสงน้ำหนักประมาณ 4.2 กิโล (นี่คืออ้วนสุดในชีวิตแล้ว ตอนช่วงที่วางแผนการรักษาน้ำหนักลงมาเหลือแค่ 3.6 กิโล) และน้ำหนักหายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ไปฉายแสงอยู่ที่ 3.2 กิโลค่ะ
สิ่งที่ค่อนข้างเหลือเชื่อก็คือ หลังจากไปฉายแสงครั้งแรก มันตอบสนองการรักษาด้วยการฉายแสงดีมาก (หมอก็บอกก่อนหน้านี้แหละว่ามะเร็งชนิดนี้การฉายแสงน่าจะเหมาะกว่า แต่พอดีด้วยเงื่อนไขคิวนัดและก้อนมันขึ้นไปถึงสมองแล้ว ทำให้เลือกใช้คีโม) เรื่องก็คือ จมูกข้างที่ตันเริ่มกลับมาหายใจได้ และตาที่ออกอาการเหล่ก็กลับมาอยู่ในรูปเดิมจนเกือบปกติ
มันเห็นผลเร็วแบบสุดๆ เลยทำให้ที่บ้านมีกำลังใจขึ้นเยอะมาก และเชื่อว่ามันน่าจะไหว พวกเราน่าจะไปต่อกันได้
ตอนฉายแสงเสร็จทุกครั้ง บอกตามตรงว่าเครียด และกลัวไม่ได้กลับมา แต่ก็กลับมาบ้านได้ทุกครั้ง เราว่าแมวเราเข้าใจในสิ่งที่คนในบ้านพูดนะคะ การปรึกษาเรื่องการรักษา มีสมาชิกในบ้านรวมทั้งแมวเราเองก็ร่วมรับรู้ด้วย
คือ มันออกจะน้ำเน่าอยู่สักหน่อยนะคะ แต่ตอนที่แมวมาอยู่ที่บ้าน พี่ชายเรา (ผู้คุยกับแมวรู้เรื่อง คู่นี้เขาเข้าใจกันเอง) ได้คุยกับแมวไว้ว่า แมวมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่นะ และพี่ชายจะดูแลแมวเราให้ดีที่สุด ซึ่งแมวเราก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดี มีอู้บ้างแต่ก็ยังคงทำหน้าที่สม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ครั้งนี้พี่ชายเราคุยกับแมวแบบจริงจัง ถ้าแมวเราเจ็บและต้องการจากไป สิ่งที่เคยสัญญากันไว้ว่าให้ดูแลพ่อแม่ พี่ชายขอถอนคำสัญญานี้ ให้จากไปแบบไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ แต่ถ้าแมวเราต้องการอยู่เพื่อดูแลพ่อแม่ต่อไป ก็ต้องกินอาหาร กินไม่ลงยังไงก็ต้องกิน เพื่อจะได้รักษาตัวให้หายแล้วทำในสิ่งที่อยากทำต่อไป
หลังจากนั้นแมวเรายอมกินข้าวค่ะ เป็นเพราะฉายแสงครั้งแรกทำให้สองวันแรกหายตัวไปเลย หาไม่เจอจนกระทั่งกังวลกันว่าเป็นอะไรหรือเปล่า จนกระทั่งวันที่สามจึงยอมออกมา พี่ชายถึงต้องจับมาปรับทัศนคติว่าต้องกินข้าวถึงจะหาย
หลังจากฉายแสงครั้งสุดท้าย และหยุดยาคีโมได้แล้ว หลังจากนั้นหนึ่งเดือนพาน้องไปทำ CT Scan พบว่ามะเร็งนี้หายไปได้สัก 90% ส่วนอีก 10% ที่เหลืออาจจะกลายเป็นมะเร็งที่ตามมาหลังจากนี้ได้อีก แต่นั่นให้เป็นเรื่องของอนาคตต่อไป
พี่ชายเราก็คุยกับแมวอีกว่า จากนี้ให้ใช้ชีวิตให้คุ้ม และถ้ามะเร็งกลับมาอีก ขอให้แมวหลับไปเลย เพราะสิ่งนี้เกินขีดจำกัดของพวกเราแล้ว ประสบการณ์ของการที่พาไปหาหมอ แล้วนั่งรอโดยที่กังวลตลอดเวลาว่าไม่รู้จะได้พากลับมาบ้านอีกไหม ไม่ใช่ความรู้สึกที่พวกเราจะทนมันไหวอีกถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง
จนตอนนี้ไม่ได้มีบทสรุปอะไรเหมือนนิยาย เพียงแค่แมวเรายังใช้ชีวิตดูแลพ่อแม่ต่อไปเท่านั้นเองค่ะ สามเดือนหลังจากรักษาคือ ช่วงที่เฝ้าระวังว่ามะเร็งจะกลับมาไหม ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงนี้ยังต้องรอดูกันต่อ แต่เอาเป็นว่าบ้านเราพอใจกับการรักษาครั้งนี้ ที่เหลือให้เป็นเรื่องของอนาคตต่อไปค่ะ
ต้องขอบคุณทั้งคุณหมอคลินิคสัตว์ใกล้บ้าน รวมทั้งคุณหมอที่ดูและเคสของน้อง และเจ้าหน้าที่ทุกท่านของโรงพยาบาลสัตว์ที่เกษตรฯ คือ หมอทุกท่านก็สู้หนักมากกับเคสของแมวเราค่ะ ทั้งตัวแมวก็ให้ความร่วมมือกินข้าวทำน้ำหนักจนสามารถฉายแสงได้ครบคอร์ส รวมทั้งสมาชิกในบ้านทุกคนเพราะการดูและแมวป่วยใช้ทรัพยากรหนักมากจริงๆ
เรายังคงย้อนกลับมาที่คำเดิมในตอนต้นนะคะ หากว่าพอมีทรัพยากรอยู่บ้าง และน้องแมวยังไม่ได้อาการถึงทางตัน ลองให้โอกาสน้องได้รับการรักษาก่อน อย่าเพิ่งถอดใจ บางครั้งมันยังพอมีทางที่จะรักษาหาย แต่ถ้าทิ้งระยะเวลานานเกินไป ทางรอดที่เคยมีอาจถูกปิดลงก็เป็นได้ อย่างน้อยที่สุด มันเคยมีเคสที่รักษาหาย ไม่ได้มีแต่เคสที่น้องจากไปเพียงอย่างเดียวค่ะ
(แต่ถ้าทรัพยากรจำกัด ก็ขอให้เป็นตามแต่วาสนาค่ะ เงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าเมื่อไหร่ที่มีจำกัด การจัดสรรลำดับความสำคัญของทรัพยากรเป็นเรื่องเข้าใจได้และไม่ใช่เรื่องผิดหากเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งหนึ่งมากกว่าสิ่งหนึ่ง)
แชร์ประสบการณ์แมวรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองค่ะ
แต่ตอนนี้แมวเราผ่านมันมาได้แล้วค่ะ
เราเลยอยากจะมาเขียนเล่าเผื่อใครที่กำลังหาข้อมูลว่าจะไปต่อดีไหม เหมือนกับที่บ้านเราก็ตั้งคำถามนี้เหมือนกัน เราอยากให้รู้ว่า มันมีเคสที่น้องสามารถผ่านความยากลำบากในการรักษามาได้จนจบ และยังใช้ชีวิตอยู่ได้
ถ้าทรัพยากรที่มีพอจะไปไหว อย่าเพิ่งตัดโอกาสการรักษาของน้องเลยนะคะ
แมวเราเป็นแมวจรอายุราวๆ 13 ปีหรืออาจจะมากกว่านั้น
น้องร่างกายแข็งแรง แทบไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรเลย พาไปฉีดวัคซีนตามปกติ น้องกินอาหารเม็ดเป็นหลัก ไม่ก็กินอาหารเปียกบ้าง และไม่กินอะไรซี้ซั้ว นิสัยมีระเบียบมากในระดับที่ถ้าอาหารตกพื้นจะไม่กิน จะกินเฉพาะสิ่งที่อยู่ในชามเท่านั้น ดังนั้น ค่าเลือดมักอยู่ในเกณฑ์มาตลอด
ป่วยใหญ่ครั้งแรกก็คือ หนักเลย เป็นก้อนเนื้องอกที่ปากค่ะ ตอนนั้นอายุประมาณ 9 ปี แต่มะเร็งนี้ไม่ใช่โรคหลักที่ต้องการแชร์ เล่าแบบรวบๆ ก็คือ ก้อนเนื้อร้ายนี้ ผ่าตัดออกไปเรียบร้อยก็จบ ใช้ชีวิตร่าเริงสบายดีมาได้อีก 4 ปีจนกระทั่งมาเจอกับโรคหนักอีกโรคหนึ่ง นั่นคือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
เหตุเริ่มต้นจากที่น้องหายใจฟืดฟาด เลยนึกว่าเป็นหวัด พาไปหาหมอ หมอพบว่าข้างในจมูกของน้องมีก้อนบวมอยู่ ไม่ใช่หวัดธรรมดาแน่ๆ แล้วข้อสันนิษฐานก็คือ มันเป็นข้างเดียวกับที่เคยเป็นเนื้องอกมาก่อน หมอสันนิษฐานว่ามะเร็งซึ่งอาจจะเป็นชนิดเดียวกับปากอาจจะลามขึ้นไปในโพรงจมูกของน้องหรือเปล่า
จากประสบการณ์เนื้องอกที่ปากของน้อง โรงพยาบาลสัตว์ที่เกษตรฯ เท่านั้น ดังนั้นจึงไปพบหมอที่นั่น ทำ CT Scan ตรวจชิ้นเนื้อ อื่นใด แน่นอนว่ามันมีกระบวนการของมันอยู่ที่กว่าจะเริ่มกระบวนการรักษาได้ ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน
แต่ที่คาดไม่ถึงคือ มันไม่ใช่มะเร็งชนิดเดียวกับปาก ตรงปากมันขยายค่อนข้างช้า บ้านเราเลยคิดว่ามันน่าจะพอรอได้ ปรากฏว่าไม่ค่ะ มันขยายเร็วมาก นี่คือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ก่อตัวในโพรงจมูก แม้ว่าหมอมีให้ยาลดบวม ช่วยแก้ไขสถานการณ์เบื้องต้นในระหว่างการรอในช่วงหนึ่งเดือนที่ยังอยู่ในกระบวนการวางแผนรักษา แต้เจ้าก้อนนี้ขยายจนทำให้แมวจมูกตันไปข้างหนึ่ง เหลือจมูกข้างเดียวที่หายใจได้ กินข้าวลำบากมาก ต้องใช้กระบอกฉีดยาป้อนอาหารสำหรับแมวป่วย สิ่งที่หมอกังวลในตอนที่พาไปหาก็คือ ถ้าก้อนนี้โตมากขึ้น มันจะขึ้นไปสมอง หรือเบียดตา ถ้าแย่สุดคือ เบียดจนลูกตาออกจากเบ้าได้เลย
และแมวเราตาเริ่มเขอย่างที่หมอบอกแล้วค่ะ
ผลที่ได้ออกมา ก้อนเนื้อมันขยายตามที่คิด ถ้าเบียดลูกตาว่าแย่ แต่เจ้าก้อนนี้เริ่มขึ้นไปถึงสมองแล้ว ถ้าจะมีอาการออกมา แมวน่าจะออกแนวชักกระตุกค่ะ ถ้าฉายแสงอาจจะสะเทือนถึงสมองได้ จึงเปลี่ยนแผนการรักษาให้เป็นคีโมก่อน 25 ครั้งต่อหนึ่งคอร์ส และทุกครั้งจะเช็คเลือดก่อนว่าน้องไหวไหม
ตอนนั้นน้ำตาร่วงกันทั้งบ้านค่ะ เมื่อหาข้อมูลก็พบว่า น้องๆ ของบางบ้านพาไปฉายแสงแล้วไม่ได้กลับมาก็มี กี่คนๆ ก็บอกว่าน้องไประหว่างการรักษา จะบอกว่าเคสแมวเรามีตัวเลือกก็คือ
1. ต้องเห็นแมวตัวเองที่ควรใช้ชีวิตปกติลูกตาถูกดันหลุดจากเบ้าและลงไปชักกระตุกเป็นพักๆ ไม่รู้นานแค่ไหนจนกระทั่งน้องจากไป
2. พาน้องไปรักษาแล้วอาจหลับไปตลอดกาล
3. ให้หมอช่วยให้น้องจากไป
ข้อ 3 ตัดไปก่อนเลย นั่นคือ ตัวเลือกสุดท้ายเท่านั้น ส่วน 1 เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำใจได้ ไม่สามารถทำใจได้แน่นอน ที่จริงมันควรมีอีกตัวเลือกหนึ่ง นั่นคือ รักษาแบบประคับประคอง แต่เคสแมวเรา มันเป็นไปไม่ได้ จะประคับประคองให้ใช้ชีวิตอย่างสบายจนจากไปโดยไม่เจ็บไม่ปวดยังไงได้ ทั้งหมดนี้ ยอมรักษาน้องจนถึงที่สุดจึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเรา ถ้าจะจากไปก็ขอให้จากไปโดยไม่ต้องทนกับความเจ็บ (แค่นึกว่าเป็นตัวเอง มีเนื้องอกที่ดันลูกตาออกจากเบ้านี่มันจะต้องเจ็บในระดับไหนกัน)
การให้คีโมเป็นไปประมาณสองอาทิตย์ แล้วมาถึงวันนัดฉายแสง ที่จริงการฉายแสงเราแค่จองไว้ก่อนในตอนที่ยังไม่รู้ผลตรวจชิ้นเนื้อด้วยซ้ำ แต่ก้อนเนื้อนี้ตอบสนองต่อคีโมน้อยมาก หมอจึงให้ฉายแสงร่วมด้วย ซึ่งการฉายแสงหนึ่งคอร์สคือ 8 ครั้ง พูดง่ายๆ คือ น้องเจอทั้งฉายแสง เจอทั้งคีโม แต่โอเค คีโมจนกระทั่งจบคอร์สไม่ได้ถึง 25 ครั้ง แต่ฉายแสงครบค่ะ
ทุกครั้งที่ไป จะต้องพาน้องไปตรวจเลือดก่อนว่าสามารถเข้ารับการฉายแสงได้ไหม แต่น้องถือว่ามีแต้มสะสมในเรื่องอาหารการกินที่มีวินัยมาตลอด ทำให้ค่าเลือดดีพอที่จะเข้ารับการรักษาได้ ประเด็นที่เป็นปัญหาหลักของน้อง คือ น้ำหนักตัวค่ะ
น้องเป็นแมวผอมมาแต่ไหนแต่ไร อาจเป็นเพราะว่ามีก้อนเนื้อที่ปาก กินอาหารแล้วเจ็บน้องเลยกินน้อย จนกระทั่งผ่าตัดก้อนเนื้อออกไป เลยกินได้มากขึ้น ตอนก่อนฉายแสงน้ำหนักประมาณ 4.2 กิโล (นี่คืออ้วนสุดในชีวิตแล้ว ตอนช่วงที่วางแผนการรักษาน้ำหนักลงมาเหลือแค่ 3.6 กิโล) และน้ำหนักหายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ไปฉายแสงอยู่ที่ 3.2 กิโลค่ะ
สิ่งที่ค่อนข้างเหลือเชื่อก็คือ หลังจากไปฉายแสงครั้งแรก มันตอบสนองการรักษาด้วยการฉายแสงดีมาก (หมอก็บอกก่อนหน้านี้แหละว่ามะเร็งชนิดนี้การฉายแสงน่าจะเหมาะกว่า แต่พอดีด้วยเงื่อนไขคิวนัดและก้อนมันขึ้นไปถึงสมองแล้ว ทำให้เลือกใช้คีโม) เรื่องก็คือ จมูกข้างที่ตันเริ่มกลับมาหายใจได้ และตาที่ออกอาการเหล่ก็กลับมาอยู่ในรูปเดิมจนเกือบปกติ
มันเห็นผลเร็วแบบสุดๆ เลยทำให้ที่บ้านมีกำลังใจขึ้นเยอะมาก และเชื่อว่ามันน่าจะไหว พวกเราน่าจะไปต่อกันได้
ตอนฉายแสงเสร็จทุกครั้ง บอกตามตรงว่าเครียด และกลัวไม่ได้กลับมา แต่ก็กลับมาบ้านได้ทุกครั้ง เราว่าแมวเราเข้าใจในสิ่งที่คนในบ้านพูดนะคะ การปรึกษาเรื่องการรักษา มีสมาชิกในบ้านรวมทั้งแมวเราเองก็ร่วมรับรู้ด้วย
คือ มันออกจะน้ำเน่าอยู่สักหน่อยนะคะ แต่ตอนที่แมวมาอยู่ที่บ้าน พี่ชายเรา (ผู้คุยกับแมวรู้เรื่อง คู่นี้เขาเข้าใจกันเอง) ได้คุยกับแมวไว้ว่า แมวมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่นะ และพี่ชายจะดูแลแมวเราให้ดีที่สุด ซึ่งแมวเราก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดี มีอู้บ้างแต่ก็ยังคงทำหน้าที่สม่ำเสมอตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ครั้งนี้พี่ชายเราคุยกับแมวแบบจริงจัง ถ้าแมวเราเจ็บและต้องการจากไป สิ่งที่เคยสัญญากันไว้ว่าให้ดูแลพ่อแม่ พี่ชายขอถอนคำสัญญานี้ ให้จากไปแบบไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ แต่ถ้าแมวเราต้องการอยู่เพื่อดูแลพ่อแม่ต่อไป ก็ต้องกินอาหาร กินไม่ลงยังไงก็ต้องกิน เพื่อจะได้รักษาตัวให้หายแล้วทำในสิ่งที่อยากทำต่อไป
หลังจากนั้นแมวเรายอมกินข้าวค่ะ เป็นเพราะฉายแสงครั้งแรกทำให้สองวันแรกหายตัวไปเลย หาไม่เจอจนกระทั่งกังวลกันว่าเป็นอะไรหรือเปล่า จนกระทั่งวันที่สามจึงยอมออกมา พี่ชายถึงต้องจับมาปรับทัศนคติว่าต้องกินข้าวถึงจะหาย
หลังจากฉายแสงครั้งสุดท้าย และหยุดยาคีโมได้แล้ว หลังจากนั้นหนึ่งเดือนพาน้องไปทำ CT Scan พบว่ามะเร็งนี้หายไปได้สัก 90% ส่วนอีก 10% ที่เหลืออาจจะกลายเป็นมะเร็งที่ตามมาหลังจากนี้ได้อีก แต่นั่นให้เป็นเรื่องของอนาคตต่อไป
พี่ชายเราก็คุยกับแมวอีกว่า จากนี้ให้ใช้ชีวิตให้คุ้ม และถ้ามะเร็งกลับมาอีก ขอให้แมวหลับไปเลย เพราะสิ่งนี้เกินขีดจำกัดของพวกเราแล้ว ประสบการณ์ของการที่พาไปหาหมอ แล้วนั่งรอโดยที่กังวลตลอดเวลาว่าไม่รู้จะได้พากลับมาบ้านอีกไหม ไม่ใช่ความรู้สึกที่พวกเราจะทนมันไหวอีกถ้ามันเกิดขึ้นอีกครั้ง
จนตอนนี้ไม่ได้มีบทสรุปอะไรเหมือนนิยาย เพียงแค่แมวเรายังใช้ชีวิตดูแลพ่อแม่ต่อไปเท่านั้นเองค่ะ สามเดือนหลังจากรักษาคือ ช่วงที่เฝ้าระวังว่ามะเร็งจะกลับมาไหม ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงนี้ยังต้องรอดูกันต่อ แต่เอาเป็นว่าบ้านเราพอใจกับการรักษาครั้งนี้ ที่เหลือให้เป็นเรื่องของอนาคตต่อไปค่ะ
ต้องขอบคุณทั้งคุณหมอคลินิคสัตว์ใกล้บ้าน รวมทั้งคุณหมอที่ดูและเคสของน้อง และเจ้าหน้าที่ทุกท่านของโรงพยาบาลสัตว์ที่เกษตรฯ คือ หมอทุกท่านก็สู้หนักมากกับเคสของแมวเราค่ะ ทั้งตัวแมวก็ให้ความร่วมมือกินข้าวทำน้ำหนักจนสามารถฉายแสงได้ครบคอร์ส รวมทั้งสมาชิกในบ้านทุกคนเพราะการดูและแมวป่วยใช้ทรัพยากรหนักมากจริงๆ
เรายังคงย้อนกลับมาที่คำเดิมในตอนต้นนะคะ หากว่าพอมีทรัพยากรอยู่บ้าง และน้องแมวยังไม่ได้อาการถึงทางตัน ลองให้โอกาสน้องได้รับการรักษาก่อน อย่าเพิ่งถอดใจ บางครั้งมันยังพอมีทางที่จะรักษาหาย แต่ถ้าทิ้งระยะเวลานานเกินไป ทางรอดที่เคยมีอาจถูกปิดลงก็เป็นได้ อย่างน้อยที่สุด มันเคยมีเคสที่รักษาหาย ไม่ได้มีแต่เคสที่น้องจากไปเพียงอย่างเดียวค่ะ
(แต่ถ้าทรัพยากรจำกัด ก็ขอให้เป็นตามแต่วาสนาค่ะ เงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าเมื่อไหร่ที่มีจำกัด การจัดสรรลำดับความสำคัญของทรัพยากรเป็นเรื่องเข้าใจได้และไม่ใช่เรื่องผิดหากเราจะให้ความสำคัญกับสิ่งหนึ่งมากกว่าสิ่งหนึ่ง)