สวัสดี หลังจากห่างหาย pantip ไปค่อนข้างนาน มาขอแชร์ประสบการณ์ (ที่ไม่น่าจดจำที่สุดในชีวิต) คือเราเพิ่งไปผ่าตัดเนื้องอกต่อมน้ำลายกกหูหรือที่เรียกว่า Parotid Gland Tumor (ปล.ประสบการณ์นี้เป็นกรณีส่วนบุคคล ไม่ใช่แนวทางรักษาที่ใช้ได้กับทุกคน)
เริ่มแรกเรามีก้อนนี้มานานนนนมาก สัมผัสก้อนได้ช่วงเดิอน พฤศจิกา-ธันวา ปี 2562 โดยสังเกตว่าตอนเอาหัวตรงข้างหูวางทับมือแล้วจับได้ก้อนเล็กๆ แข็งๆ แต่ไม่ได้สนใจอะไร พอผ่านไปปีนึงก้อนก็โตนิดนึง ขนาดประมาณ 1.5 ซม. ตามที่วงในรูป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ตอนแรกคิดว่าไม่น่ามีอะไรเพราะไม่มีอาการอะไร ใช้ชิวิตได้ปกติ ก็ปล่อยมาเรื่อยๆ จนมาปีนี้ ก้อนมันโตจนเห็นชัดมาก หน้าเบี้ยวชัดเจน จนต้องไว้ผมยาวไว้จอนปิดที่ก้อน โดยจากรูปถ่ายตอนเดือนพฤษภา 2569 มีขนาด 4 ซม.กว่าๆ ระยะเวลา 6 ปี 6 เดือน ตามรูป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หากใครสงสัยว่าทำไมถึงปล่อยมานานจนโตขนาดนี้ ก็ตามที่กล่าวไว้ตอนแรกว่าเพราะไม่มีอาการอะไรเลย ปกติทุกอย่าง ประกอบกับเคยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ทั้งสาเหตุและวิธีรักษา ซึ่งมีวิธีเดียวคือต้องผ่าตัดเท่านั้น ส่วนตัวไม่เคยและไม่คิดว่าจะผ่าตัดมาก่อนเลยในชีวิต ปกติก็กลัวเจ็บอยู่แล้ว แถมถ้าผ่าแล้วมีผลข้างเคียงทั้งโอกาสใบหน้าอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตาปิดไม่สนิท เลยกลัวว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิม แต่ที่ผ่าตอนนี้เพราะถ้าก้อนมีขนาดเท่าเดิมอาจจะเลือกไม่ผ่า แต่ผ่านไปหลายปีก้อนมันค่อยๆ โตขึ้น จนใหญ่มากเกินไป ไปไหนใครๆ ก็ทัก คนไม่รู้จักก็มองมาตรงก้อน เวลาถ่ายรูปถ้าตัดผมก็หน้าเบี้ยวๆ แถมเพิ่มโอกาสเป็นเนื้อร้ายในอนาคตอีก ซึ่งเนื้องอกบางชนิดมีโอกาสเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้ แค่ไม่มีอาการอะไรเลยเรื่องเดียว เลยจำใจยอมผ่าตัด
พอต้องเลือกว่าจะรักษากับหมอที่ไหนดี จากที่เคยดูหลายๆ เคส จะเลือกหมอแผนก “หู คอ จมูก (ENT)” เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีความชำนาญผ่าตัดได้ แต่เราเลือกหมอศัลยกรรมแผนก “ศีรษะ คอและเต้านม” เพราะมีคนแนะนำว่าถ้าผ่าตัดเคสยากๆ ควรเป็นหมอที่นอกจากมีประสบการณ์แล้วควรเรียนจบด้านศัลยกรรมมาโดยตรงเพราะจะมีความชำนาญด้านการผ่าตัดดีกว่าหมอที่เรียนทางด้านตรวจทั่วไปแล้วมาเรียนด้านศัลยกรรมทีหลัง ซึ่งการผ่าตัดต่อมน้ำลายกกหูนั้นมีการผ่าตัดใกล้เส้นประสาทมาก หากผ่าไม่ดีมีสิทธิ์เจอผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้นได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าศัลยแพทย์โสต ศอ นาสิกจะผ่าไม่ได้ แค่มีคนแนะนำให้)
มาถึงขั้นตอนการตรวจและรักษามีดังนี้
1. นัดพบหมอวันที่ 28 ก.ค. 69 ไปถึงหมอก็ดูๆ ซักประวัติ จากนั้นก็เจาะ FNA ดูเซลล์ และ นัดไปทำ MRI จุดนี้หลายคนได้ทำ CT SCAN แทน ซึ่งจริงๆ หมอก็บอกว่าได้ผลภาพใกล้เคียง รู้ผลเร็วกว่าและค่าตรวจถูกกว่า แต่ส่วนตัวเลือก MRI เพราะภาพชัดกว่าและเราจะไม่ได้รับรังสีเลยเทียบกับ CT SCAN ถ้าหากไม่ติดเรื่องเงิน เวลากับกลัวในที่แคบ แนะนำ MRI ดีกว่า (แต่การเลือกตรวจขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของแพทย์) นัดฟังผลประมาณ 1 อาทิตย์กว่าๆ ผลเซลล์ไม่พบเซลล์เนื้อร้าย รวมกับผล MRI ก้อนขนาด 3.4x3.5x3.2 ซม. ที่ Superficial lobe หมอแจ้งว่าเป็นเนื้อดี (โล่งอก)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
จากนั้นก็นัดผ่าตัดคิวได้วันที่ 19 กันยา 69 ตอนบ่าย 3 โมง โดยอย่างน้อย 1 อาทิตย์ก่อนวันผ่าตัดห้ามทานสมุนไพรและอาหารเสริมทุกชนิด และวันผ่าต้องงดน้ำอาหารก่อน 9 โมงเช้าและมาตามนัดตอน 9 โมง แปลว่าต้องทานมื้อเช้าก่อน 9 โมง หลังจากนั้นห้ามดื่มทานอะไรทั้งนั้น ระหว่างนี้ก็ใช้ชีวิตปกติ
2. วันผ่าไปถึงโรงพยาบาลก่อน 9.00 น. ไปถึงวัดความดัน เจาะเลือด วัดคลื่นหัวใจ แล้วก็เจาะเข็มน้ำเกลือคาแขนไว้ เสร็จแล้วก็รอจนถึงบ่าย 3 โมง พยาบาลก็มาเข็นรอหน้าห้องผ่าตัด แต่กว่าจะได้ผ่าก็ 4 โมงกว่าๆ เพราะหมอมีเคสผ่าตัดก่อน ระหว่างรอมีหมอวิสัญญีมาวัดความดัน แจ้งผลเลือดและคลื่นหัวใจปกติ พอหมอพร้อมก็เข็นเข้าห้องผ่าตัด แล้วหมอวิสัญญีก็ใส่อุปกรณ์ทั้งสายวัดความดัน วัดคลื่นหัวใจ แล้วก็เอาหน้ากากดมยาสลบมาครอบปาก เป็นการดมยาสลบครั้งแรกในชีวิตเลย ครอบตอนแรกก็ยังมีสติไม่หลับก็รอว่าเมื่อไหร่จะหลับ แล้วเหมือนกำลังกะพริบตา 1-2 ทีก็โผล่มาตนที่เริ่มเจ็บคอ จากนั้นก็หมอก็เรียกชื่อ ตื่นมาก็มีท่อหายใจยัดติดจมูก แสบคอมากๆ ขาเกร็งเป็นตะคริว มองเวลาคร่าวๆ น่าจะใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ ความรู้สึกนอกจากเจ็บคอก็ปวดแผลตุบๆ ต้องให้พยาบาลฉีดมอร์ฟีนเพิ่ม
3. เข็นกลับเข้าห้องพักตัวมีสายระบายเลือดและน้ำเหลืองติดที่คอ เราต้องพกไปไหนมาไหนตลอดเวลาแม้แต่เข้าห้องน้ำ ที่คอก็มีที่ปิดแผลไว้ตามรูป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
จุดนี้ตั้งข้อสังเกตตัวใหญ่ๆ เลย เพราะเท่าที่ดูส่วนใหญ่หลังผ่าตัดจะพันหน้าพันหัวไว้แน่นมาก เหมือนกับที่ดาราบางคนไปผ่าอย่าง 2 ท่านนี้
https://women.kapook.com/view145873.html
https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_6558004
และดูเคสหลายๆ คนก็มีพันหัวลักษณะแบบนี้เยอะมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป ส่วนตัว(เดา)ว่ามีปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือฝีมือศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดว่ามีความชำนาญ ประสบการณ์มากน้อยแค่ไหนจะได้ใช้วิธีการผ่าตัดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยที่สุด รวมถึงตำแหน่งที่ก้อนขึ้นก็มีผลเหมือนกัน ของเรามีก้อนตรงกลีบส่วนตื้น (Superficial lobe) ไม่ใช่กลีบส่วนลึก (Deep lobe) น่าจะผ่าออกไปง่ายกว่า
หลังผ่าตัดแล้วมีการฉีดมอร์ฟีนทำให้เวลาพูดคุย ทานอาหาร แปรงฟัน ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยหลายชั่วโมง ตื่นตอนเช้าฤทธิ์ยาเริ่มหมดทำให้ทานข้าวเช้ารู้สึกบวมตึง จากนั้นหมอที่ผ่าก็เข้ามาดูแผล เห็นเลือดไม่ไหลมากแล้วก็ถอดสายระบายออก โชคดีที่ผลการผ่าตัดไม่มีใบหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรง ยิ้มปกติ หลับตาลืมตาได้ปกติเช่นกัน แล้วให้กลับบ้านในวันนั้นเลย!!! (แต่ขอนอนอีกคืนเพราะรู้สึกสบายใจกว่า) อาการระหว่างนอนพักที่โรงพยาบาลก็มีเจ็บตึงตอนเคี้ยวคำใหญ่ๆ หรือของแข็งๆ บ่อยๆ นอกนั้นก็ไม่มีอาการอะไร พอจะกลับบ้าน หมอให้อีก 1 อาทิตย์มาฟังผลชิ้นเนื้อ ระหว่างอยู่บ้านก็ทำตัวตามปกติ แล้วก็ทานยาตามที่ให้ไว้ ช่วงนี้ก็จะเหมือนกับช่วงอยุ่โรงพยาบาลคือเคี้ยวของแข็งกับของชิ้นใหญ่ไม่ได้ จะปวดมาก แต่มีอาการข้างเคียงเพิมมาคือมีน้ำลายรั่วไหลออกจากแผลผ่าตัดตอนที่เคี้ยวอาหาร ต้องคอยเช็ดบ่อยๆ แต่ไม่เจ็บอะไร ครบ 1 อาทิตย์ก็กลับไปหาหมอๆ ก็แจ้งผลชิ้นเนื้อเป็น Pleomorphic Adenoma ซึ่งเป็นเนื้อธรรมดา โชคดีไป ส่วนอาการน้ำลายรั่วจะค่อยๆ หายไปเอง จากนั้นอาการทั่วไปก็ค่อยๆ ดีขึ้น ตามลำดับ รวมระยะเวลามีก้อนเนื้อจนวันผ่าตัดประมาณ
6 ปี 10 เดือน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สรุปค่าใช้จ่ายค่าตรวจ ค่าผ่าตัด รวมค่าอาหาร ค่าห้อง 2 คืนประมาณ 2 แสนบาท อยากบอกว่าใครมีก้อนไม่ยุบไม่หายหลายๆ ปีควรไปตรวจที่โรงพยาบาลเพราะบางครั้งอาจไม่โชคดีเป็นเนื้อธรรมดาเหมือนเรา
แชร์ประสบการณ์ผ่าตัดเนื้องอกต่อมน้ำลายอายุ 6 ปี 10 เดือน
เริ่มแรกเรามีก้อนนี้มานานนนนมาก สัมผัสก้อนได้ช่วงเดิอน พฤศจิกา-ธันวา ปี 2562 โดยสังเกตว่าตอนเอาหัวตรงข้างหูวางทับมือแล้วจับได้ก้อนเล็กๆ แข็งๆ แต่ไม่ได้สนใจอะไร พอผ่านไปปีนึงก้อนก็โตนิดนึง ขนาดประมาณ 1.5 ซม. ตามที่วงในรูป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ตอนแรกคิดว่าไม่น่ามีอะไรเพราะไม่มีอาการอะไร ใช้ชิวิตได้ปกติ ก็ปล่อยมาเรื่อยๆ จนมาปีนี้ ก้อนมันโตจนเห็นชัดมาก หน้าเบี้ยวชัดเจน จนต้องไว้ผมยาวไว้จอนปิดที่ก้อน โดยจากรูปถ่ายตอนเดือนพฤษภา 2569 มีขนาด 4 ซม.กว่าๆ ระยะเวลา 6 ปี 6 เดือน ตามรูป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หากใครสงสัยว่าทำไมถึงปล่อยมานานจนโตขนาดนี้ ก็ตามที่กล่าวไว้ตอนแรกว่าเพราะไม่มีอาการอะไรเลย ปกติทุกอย่าง ประกอบกับเคยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ทั้งสาเหตุและวิธีรักษา ซึ่งมีวิธีเดียวคือต้องผ่าตัดเท่านั้น ส่วนตัวไม่เคยและไม่คิดว่าจะผ่าตัดมาก่อนเลยในชีวิต ปกติก็กลัวเจ็บอยู่แล้ว แถมถ้าผ่าแล้วมีผลข้างเคียงทั้งโอกาสใบหน้าอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตาปิดไม่สนิท เลยกลัวว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิม แต่ที่ผ่าตอนนี้เพราะถ้าก้อนมีขนาดเท่าเดิมอาจจะเลือกไม่ผ่า แต่ผ่านไปหลายปีก้อนมันค่อยๆ โตขึ้น จนใหญ่มากเกินไป ไปไหนใครๆ ก็ทัก คนไม่รู้จักก็มองมาตรงก้อน เวลาถ่ายรูปถ้าตัดผมก็หน้าเบี้ยวๆ แถมเพิ่มโอกาสเป็นเนื้อร้ายในอนาคตอีก ซึ่งเนื้องอกบางชนิดมีโอกาสเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้ แค่ไม่มีอาการอะไรเลยเรื่องเดียว เลยจำใจยอมผ่าตัด
พอต้องเลือกว่าจะรักษากับหมอที่ไหนดี จากที่เคยดูหลายๆ เคส จะเลือกหมอแผนก “หู คอ จมูก (ENT)” เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีความชำนาญผ่าตัดได้ แต่เราเลือกหมอศัลยกรรมแผนก “ศีรษะ คอและเต้านม” เพราะมีคนแนะนำว่าถ้าผ่าตัดเคสยากๆ ควรเป็นหมอที่นอกจากมีประสบการณ์แล้วควรเรียนจบด้านศัลยกรรมมาโดยตรงเพราะจะมีความชำนาญด้านการผ่าตัดดีกว่าหมอที่เรียนทางด้านตรวจทั่วไปแล้วมาเรียนด้านศัลยกรรมทีหลัง ซึ่งการผ่าตัดต่อมน้ำลายกกหูนั้นมีการผ่าตัดใกล้เส้นประสาทมาก หากผ่าไม่ดีมีสิทธิ์เจอผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้นได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าศัลยแพทย์โสต ศอ นาสิกจะผ่าไม่ได้ แค่มีคนแนะนำให้)
มาถึงขั้นตอนการตรวจและรักษามีดังนี้
1. นัดพบหมอวันที่ 28 ก.ค. 69 ไปถึงหมอก็ดูๆ ซักประวัติ จากนั้นก็เจาะ FNA ดูเซลล์ และ นัดไปทำ MRI จุดนี้หลายคนได้ทำ CT SCAN แทน ซึ่งจริงๆ หมอก็บอกว่าได้ผลภาพใกล้เคียง รู้ผลเร็วกว่าและค่าตรวจถูกกว่า แต่ส่วนตัวเลือก MRI เพราะภาพชัดกว่าและเราจะไม่ได้รับรังสีเลยเทียบกับ CT SCAN ถ้าหากไม่ติดเรื่องเงิน เวลากับกลัวในที่แคบ แนะนำ MRI ดีกว่า (แต่การเลือกตรวจขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของแพทย์) นัดฟังผลประมาณ 1 อาทิตย์กว่าๆ ผลเซลล์ไม่พบเซลล์เนื้อร้าย รวมกับผล MRI ก้อนขนาด 3.4x3.5x3.2 ซม. ที่ Superficial lobe หมอแจ้งว่าเป็นเนื้อดี (โล่งอก)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
จากนั้นก็นัดผ่าตัดคิวได้วันที่ 19 กันยา 69 ตอนบ่าย 3 โมง โดยอย่างน้อย 1 อาทิตย์ก่อนวันผ่าตัดห้ามทานสมุนไพรและอาหารเสริมทุกชนิด และวันผ่าต้องงดน้ำอาหารก่อน 9 โมงเช้าและมาตามนัดตอน 9 โมง แปลว่าต้องทานมื้อเช้าก่อน 9 โมง หลังจากนั้นห้ามดื่มทานอะไรทั้งนั้น ระหว่างนี้ก็ใช้ชีวิตปกติ
2. วันผ่าไปถึงโรงพยาบาลก่อน 9.00 น. ไปถึงวัดความดัน เจาะเลือด วัดคลื่นหัวใจ แล้วก็เจาะเข็มน้ำเกลือคาแขนไว้ เสร็จแล้วก็รอจนถึงบ่าย 3 โมง พยาบาลก็มาเข็นรอหน้าห้องผ่าตัด แต่กว่าจะได้ผ่าก็ 4 โมงกว่าๆ เพราะหมอมีเคสผ่าตัดก่อน ระหว่างรอมีหมอวิสัญญีมาวัดความดัน แจ้งผลเลือดและคลื่นหัวใจปกติ พอหมอพร้อมก็เข็นเข้าห้องผ่าตัด แล้วหมอวิสัญญีก็ใส่อุปกรณ์ทั้งสายวัดความดัน วัดคลื่นหัวใจ แล้วก็เอาหน้ากากดมยาสลบมาครอบปาก เป็นการดมยาสลบครั้งแรกในชีวิตเลย ครอบตอนแรกก็ยังมีสติไม่หลับก็รอว่าเมื่อไหร่จะหลับ แล้วเหมือนกำลังกะพริบตา 1-2 ทีก็โผล่มาตนที่เริ่มเจ็บคอ จากนั้นก็หมอก็เรียกชื่อ ตื่นมาก็มีท่อหายใจยัดติดจมูก แสบคอมากๆ ขาเกร็งเป็นตะคริว มองเวลาคร่าวๆ น่าจะใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ ความรู้สึกนอกจากเจ็บคอก็ปวดแผลตุบๆ ต้องให้พยาบาลฉีดมอร์ฟีนเพิ่ม
3. เข็นกลับเข้าห้องพักตัวมีสายระบายเลือดและน้ำเหลืองติดที่คอ เราต้องพกไปไหนมาไหนตลอดเวลาแม้แต่เข้าห้องน้ำ ที่คอก็มีที่ปิดแผลไว้ตามรูป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
จุดนี้ตั้งข้อสังเกตตัวใหญ่ๆ เลย เพราะเท่าที่ดูส่วนใหญ่หลังผ่าตัดจะพันหน้าพันหัวไว้แน่นมาก เหมือนกับที่ดาราบางคนไปผ่าอย่าง 2 ท่านนี้
https://women.kapook.com/view145873.html
https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_6558004
และดูเคสหลายๆ คนก็มีพันหัวลักษณะแบบนี้เยอะมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป ส่วนตัว(เดา)ว่ามีปัจจัยสำคัญ 2 อย่างคือฝีมือศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดว่ามีความชำนาญ ประสบการณ์มากน้อยแค่ไหนจะได้ใช้วิธีการผ่าตัดที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายน้อยที่สุด รวมถึงตำแหน่งที่ก้อนขึ้นก็มีผลเหมือนกัน ของเรามีก้อนตรงกลีบส่วนตื้น (Superficial lobe) ไม่ใช่กลีบส่วนลึก (Deep lobe) น่าจะผ่าออกไปง่ายกว่า
หลังผ่าตัดแล้วมีการฉีดมอร์ฟีนทำให้เวลาพูดคุย ทานอาหาร แปรงฟัน ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยหลายชั่วโมง ตื่นตอนเช้าฤทธิ์ยาเริ่มหมดทำให้ทานข้าวเช้ารู้สึกบวมตึง จากนั้นหมอที่ผ่าก็เข้ามาดูแผล เห็นเลือดไม่ไหลมากแล้วก็ถอดสายระบายออก โชคดีที่ผลการผ่าตัดไม่มีใบหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรง ยิ้มปกติ หลับตาลืมตาได้ปกติเช่นกัน แล้วให้กลับบ้านในวันนั้นเลย!!! (แต่ขอนอนอีกคืนเพราะรู้สึกสบายใจกว่า) อาการระหว่างนอนพักที่โรงพยาบาลก็มีเจ็บตึงตอนเคี้ยวคำใหญ่ๆ หรือของแข็งๆ บ่อยๆ นอกนั้นก็ไม่มีอาการอะไร พอจะกลับบ้าน หมอให้อีก 1 อาทิตย์มาฟังผลชิ้นเนื้อ ระหว่างอยู่บ้านก็ทำตัวตามปกติ แล้วก็ทานยาตามที่ให้ไว้ ช่วงนี้ก็จะเหมือนกับช่วงอยุ่โรงพยาบาลคือเคี้ยวของแข็งกับของชิ้นใหญ่ไม่ได้ จะปวดมาก แต่มีอาการข้างเคียงเพิมมาคือมีน้ำลายรั่วไหลออกจากแผลผ่าตัดตอนที่เคี้ยวอาหาร ต้องคอยเช็ดบ่อยๆ แต่ไม่เจ็บอะไร ครบ 1 อาทิตย์ก็กลับไปหาหมอๆ ก็แจ้งผลชิ้นเนื้อเป็น Pleomorphic Adenoma ซึ่งเป็นเนื้อธรรมดา โชคดีไป ส่วนอาการน้ำลายรั่วจะค่อยๆ หายไปเอง จากนั้นอาการทั่วไปก็ค่อยๆ ดีขึ้น ตามลำดับ รวมระยะเวลามีก้อนเนื้อจนวันผ่าตัดประมาณ 6 ปี 10 เดือน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
สรุปค่าใช้จ่ายค่าตรวจ ค่าผ่าตัด รวมค่าอาหาร ค่าห้อง 2 คืนประมาณ 2 แสนบาท อยากบอกว่าใครมีก้อนไม่ยุบไม่หายหลายๆ ปีควรไปตรวจที่โรงพยาบาลเพราะบางครั้งอาจไม่โชคดีเป็นเนื้อธรรมดาเหมือนเรา