คุณเห็นรูปคุณลุงคนนี้แล้วใช่ไหมครับ
หน้าตาก็ดูเหมือนคนแก่ธรรมดาทั่วไป ใช้ชีวิตในบั้นปลาย มีลูกหลานคอยดูแล
ไม่มีอะไรผิดปกติ....
หากแต่ในอดีตเมื่อ 58 ปีที่แล้ว.. ชายผู้นี้คือ 1 ในผู้ที่เขาอ้างว่าตนเองได้สังหารเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติด้วยกันมากที่สุด
มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอินโดนีเซีย คนกว่า 1,000 ต้องหมดลมหายใจด้วยน้ำมือของเขา
ชายผู้นี้ชื่อว่า อันวาร์ คองโก
ปี 1965 รัฐบาลอินโดนีเซียถูกกองทัพยึดอำนาจ..
หากใครต่อต้านเผด็จการทหารจะถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ซึ่งมีทั้งบรรดาสมาชิกสหภาพแรงงาน ปัญญาชน พ่อค้าชาวจีนที่มีฐานะ ไปจนถึงชาวนาที่ไร้ที่ดินทำกิน
เพียงไม่ถึงปี และการได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากบรรดาชาติตะวันตก
มีประชาชนที่ถูกจัดให้ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกสังหารมากกว่า 1 ล้านคน
กองทัพใช้กลุ่มกำลังกึ่งทหารและแก๊งนักเลงหัวไม้ หรือพวกอันธพาลเป็นมือสังหาร
บุคคลเหล่านี้อยู่ในอำนาจ และประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามตลอดมานับแต่นั้น
ทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ได้ติดต่อจนพบมือสังหารหลักเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น
พวกเขาได้เล่าถึงสิ่งที่เคยทำลงไปอย่างภาคภูมิใจ
เพื่อที่จะเข้าใจในเหตุผล
ทีมงานขอให้พวกเขาได้จำลองฉากสังหารขึ้นใหม่ ในรูปแบบที่พวกเขาต้องการ
หนังเรื่องนี้ได้ติดตามกระบวนการเหล่านั้น และบันทึกถึงผลลัพธ์ที่ตามมา
และทั้งหมด จึงกลายเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้...
ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยให้เห็นถึงช่วงเวลาเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวอินโดนีเซียช่วงระหว่างปี 1965-1966
เมื่อซูฮาร์โตโค่นล้มซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกแห่งอินโดนีเซีย
และหลังจากการรัฐประหารที่ล้มเหลวของขบวนการ 30 กันยายน 1965
อันวาร์ คองโก และอาดี ซุลคาดรี ในเมดาน (สุมาตราเหนือ) อันธพาลในพื้นที่สองคนที่คอยขายตั๋วหนังในตลาดมืด
ก็ได้เลื่อนตำแหน่งไปสู่ผู้ที่ลงมือสังหารเพื่อนร่วมชาติที่สามารถชี้ชะตาชีวิตของใครก็ได้ที่ผ่านสายตาเขา ..
โดยเฉพาะอันวาร์ ที่ได้ยอมรับว่าเขาลงมือฆ่าไปมากกว่า 1,000 คน
โดย อันวาร์นั้นได้รับการยอมรับอย่างสูงจากองค์กรกึ่งทหาร เปมูดา ปัญจศิลา ซึ่งเติบโตมาจากหน่วยสังหาร
องค์กรนี้มีอำนาจมากล้นคับฟ้า และมีส่วนเกี่ยวพันกับบรรดานักการเมืองระดับสูงทั้งรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด
รวมไปถึงหน่วยงานต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทที่เชื่อมโยงกับองค์กรนี้ทั้งสิ้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
Joshua Oppenheimer (โจชัว ออปเพนไฮเมอร์) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ติดตามชีวิตของบรรดาอดีตนักฆ่า
ในเหตุการณ์กวาดล้างคอมมิวนิสต์ระหว่างปี 1965-66 โดยทุกอย่างสร้างจากบันทึกความทรงจำ
และความรู้สึกเกี่ยวกับการฆาตกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยออปเพนไฮเมอร์ ได้จำลองสถานการณ์ตามอย่างที่พวกเขาต้องการทั้งหมด
โดยมีแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ตะวันตกในอดีตที่พวกเขาชื่นชอบ
ซึ่งฉากที่จำลองขึ้นมาใหม่จะเริ่มเข้าครอบงำการเล่าเรื่อง ออพเพนไฮเมอร์เรียกผลลัพธ์นี้ว่า "สารคดีแห่งจินตนาการ"
ที่อยู่ในสปอยคือภาพนะครับ ผมลงไว้ให้เห็นตรงๆไม่ได้...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เราจะได้เห็นทุกอย่างที่เรียกได้ว่าความชั่วช้าสามานย์ ความผิดบาปที่เหลือเชื่อจริงๆว่า ทุกอย่างนั้นเป็นการพูดคุยออกมาอย่างสบายๆ
ไม่รู้สึกรู้สาใดๆ ทั้งการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการลงมือฆ่า กับสิ่งต่างๆที่อธิบายออกมา
การปฏิบัติกับเหยื่อ การคอรัปชั่น การรีดไถเงิน และอีกมากมาย ...
ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้มันทำให้คนดูอย่างเราอึดอัด และขยะแขยงอย่างถึงที่สุดจริงๆครับ
แต่ระหว่างที่สารคดีแห่งจินตนาการของเหล่านักฆ่าดำเนินไปเรื่อยๆนั้น..
เราจะค่อยๆเริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกของตัวเอกในเรื่องอย่าง อันวาร์
ผู้ซึ่งมั่นใจอย่างเหลือเกินมาตลอดชีวิตว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เขาเปรียบเสมือนกับวีรบุรุษของชาติ
หากแต่เมื่ออยู่ในหนังที่ตัวเองเล่นเองจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาเอง จิตสำนึกของเขาก็ได้บอกตัวเองว่า..
ไอ้สิ่งที่แกเป็นและคิดมาตลอดนั้น.. มันผิดทุกอย่าง และสุดท้ายตัวตนของเขาก็ถูกทำลายลงเหมือนแก้วที่แตกกระจายไม่มีชิ้นดี.....
ปัจจุบันนั้น อันวาร์ คองโก ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคชราเมื่อปี 2019 อายุได้ 82 ปี
โดยหลังจากที่หนังฉายไปทั่วโลก อันวาร์ได้เผยความรู้สึกว่า นี่คือภาพยนตร์ที่ตัวเขาคาดหวังไว้ว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น..
และ.เขายังพูดกับออปเพนไฮเมอร์อีกว่า "นับจากนี้ชีวิตเขาคงไม่มีอะไรหลงเหลืออีกแล้ว นอกจากรอวันตายเท่านั้น.."
ในส่วนของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ถูกห้ามฉายในอินโดนีเซีย (แน่นอนว่าฉายไม่ได้ชัดเจน)
ส่วนทีมงานเบื้องหลังจำนวนมากที่ทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้มีความประสงค์ที่จะไม่ขอขึ้นชื่อเครดิตตอนท้าย
เนื่องจากกลัวว่าจะถูกลงโทษทั้งทางกฎหมายและวิสามัญฆาตกรรมจากผู้ไม่ประสงค์ดีจากการเข้าร่วมของพวกเขา...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
อันวาร์ เป็นแค่ 1 ในฟันเฟืองชิ้นเล็กๆที่เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมืองในเวลานั้น
คอยปลุกปั่นและกรอกหู ล้างสมองถึงความชั่วร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย ซึ่งไม่มีอยู่จริง ..
การฆ่าคนอย่างไม่เลือกหน้า ไม่สนว่าเป็นผู้หญิง เด็ก หรือคนชรา ขอแค่ได้รับรู้ว่าเป้าหมายคือคอมมิวนิสต์ (ที่ถูกยัดเยียดให้เป็น)
ทุกคนมีปลายทางเดียวเท่านั้นนั่นคือ ความตายในทันที....
The Act of Killing เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 86 สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ซึ่งได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
เพราะเหล่ามือสังหารทั้งหมดนอกจากอันวาร์ที่เคยก่อเหตุ ทุกคนไม่มีใครได้รับโทษตามกฎหมาย
แถมยังมีความรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งตัวเองทำจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งนั่นทำให้ โจชัว ออปเพนไฮเมอร์ สร้างหนังสารคดีอีกเรื่องที่ชื่อว่า The Look of Silence
อันเป็นบทสรุปของเหยื่อของเหตุการณ์นี้ในช่วงเวลาหลังจากนั้น.... ซึ่งผมจะมารีวิวต่อในครั้งหน้าครับ...
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
== The Act of Killing (2012) นาฏสังหาร. ละคร.. ฆาตกร.. ฆาตกรรม.. ==
คุณเห็นรูปคุณลุงคนนี้แล้วใช่ไหมครับ
หน้าตาก็ดูเหมือนคนแก่ธรรมดาทั่วไป ใช้ชีวิตในบั้นปลาย มีลูกหลานคอยดูแล
ไม่มีอะไรผิดปกติ....
หากแต่ในอดีตเมื่อ 58 ปีที่แล้ว.. ชายผู้นี้คือ 1 ในผู้ที่เขาอ้างว่าตนเองได้สังหารเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติด้วยกันมากที่สุด
มากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอินโดนีเซีย คนกว่า 1,000 ต้องหมดลมหายใจด้วยน้ำมือของเขา
ชายผู้นี้ชื่อว่า อันวาร์ คองโก
ปี 1965 รัฐบาลอินโดนีเซียถูกกองทัพยึดอำนาจ..
หากใครต่อต้านเผด็จการทหารจะถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ซึ่งมีทั้งบรรดาสมาชิกสหภาพแรงงาน ปัญญาชน พ่อค้าชาวจีนที่มีฐานะ ไปจนถึงชาวนาที่ไร้ที่ดินทำกิน
เพียงไม่ถึงปี และการได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากบรรดาชาติตะวันตก
มีประชาชนที่ถูกจัดให้ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกสังหารมากกว่า 1 ล้านคน
กองทัพใช้กลุ่มกำลังกึ่งทหารและแก๊งนักเลงหัวไม้ หรือพวกอันธพาลเป็นมือสังหาร
บุคคลเหล่านี้อยู่ในอำนาจ และประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามตลอดมานับแต่นั้น
ทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ได้ติดต่อจนพบมือสังหารหลักเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น
พวกเขาได้เล่าถึงสิ่งที่เคยทำลงไปอย่างภาคภูมิใจ
เพื่อที่จะเข้าใจในเหตุผล
ทีมงานขอให้พวกเขาได้จำลองฉากสังหารขึ้นใหม่ ในรูปแบบที่พวกเขาต้องการ
หนังเรื่องนี้ได้ติดตามกระบวนการเหล่านั้น และบันทึกถึงผลลัพธ์ที่ตามมา
และทั้งหมด จึงกลายเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้...
ภาพยนตร์เรื่องนี้เผยให้เห็นถึงช่วงเวลาเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวอินโดนีเซียช่วงระหว่างปี 1965-1966
เมื่อซูฮาร์โตโค่นล้มซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกแห่งอินโดนีเซีย
และหลังจากการรัฐประหารที่ล้มเหลวของขบวนการ 30 กันยายน 1965
อันวาร์ คองโก และอาดี ซุลคาดรี ในเมดาน (สุมาตราเหนือ) อันธพาลในพื้นที่สองคนที่คอยขายตั๋วหนังในตลาดมืด
ก็ได้เลื่อนตำแหน่งไปสู่ผู้ที่ลงมือสังหารเพื่อนร่วมชาติที่สามารถชี้ชะตาชีวิตของใครก็ได้ที่ผ่านสายตาเขา ..
โดยเฉพาะอันวาร์ ที่ได้ยอมรับว่าเขาลงมือฆ่าไปมากกว่า 1,000 คน
โดย อันวาร์นั้นได้รับการยอมรับอย่างสูงจากองค์กรกึ่งทหาร เปมูดา ปัญจศิลา ซึ่งเติบโตมาจากหน่วยสังหาร
องค์กรนี้มีอำนาจมากล้นคับฟ้า และมีส่วนเกี่ยวพันกับบรรดานักการเมืองระดับสูงทั้งรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด
รวมไปถึงหน่วยงานต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีบทบาทที่เชื่อมโยงกับองค์กรนี้ทั้งสิ้น
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
Joshua Oppenheimer (โจชัว ออปเพนไฮเมอร์) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ติดตามชีวิตของบรรดาอดีตนักฆ่า
ในเหตุการณ์กวาดล้างคอมมิวนิสต์ระหว่างปี 1965-66 โดยทุกอย่างสร้างจากบันทึกความทรงจำ
และความรู้สึกเกี่ยวกับการฆาตกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยออปเพนไฮเมอร์ ได้จำลองสถานการณ์ตามอย่างที่พวกเขาต้องการทั้งหมด
โดยมีแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ตะวันตกในอดีตที่พวกเขาชื่นชอบ
ซึ่งฉากที่จำลองขึ้นมาใหม่จะเริ่มเข้าครอบงำการเล่าเรื่อง ออพเพนไฮเมอร์เรียกผลลัพธ์นี้ว่า "สารคดีแห่งจินตนาการ"
ที่อยู่ในสปอยคือภาพนะครับ ผมลงไว้ให้เห็นตรงๆไม่ได้...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เราจะได้เห็นทุกอย่างที่เรียกได้ว่าความชั่วช้าสามานย์ ความผิดบาปที่เหลือเชื่อจริงๆว่า ทุกอย่างนั้นเป็นการพูดคุยออกมาอย่างสบายๆ
ไม่รู้สึกรู้สาใดๆ ทั้งการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการลงมือฆ่า กับสิ่งต่างๆที่อธิบายออกมา
การปฏิบัติกับเหยื่อ การคอรัปชั่น การรีดไถเงิน และอีกมากมาย ...
ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้มันทำให้คนดูอย่างเราอึดอัด และขยะแขยงอย่างถึงที่สุดจริงๆครับ
แต่ระหว่างที่สารคดีแห่งจินตนาการของเหล่านักฆ่าดำเนินไปเรื่อยๆนั้น..
เราจะค่อยๆเริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกของตัวเอกในเรื่องอย่าง อันวาร์
ผู้ซึ่งมั่นใจอย่างเหลือเกินมาตลอดชีวิตว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เขาเปรียบเสมือนกับวีรบุรุษของชาติ
หากแต่เมื่ออยู่ในหนังที่ตัวเองเล่นเองจำลองเหตุการณ์ขึ้นมาเอง จิตสำนึกของเขาก็ได้บอกตัวเองว่า..
ไอ้สิ่งที่แกเป็นและคิดมาตลอดนั้น.. มันผิดทุกอย่าง และสุดท้ายตัวตนของเขาก็ถูกทำลายลงเหมือนแก้วที่แตกกระจายไม่มีชิ้นดี.....
ปัจจุบันนั้น อันวาร์ คองโก ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยโรคชราเมื่อปี 2019 อายุได้ 82 ปี
โดยหลังจากที่หนังฉายไปทั่วโลก อันวาร์ได้เผยความรู้สึกว่า นี่คือภาพยนตร์ที่ตัวเขาคาดหวังไว้ว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้น..
และ.เขายังพูดกับออปเพนไฮเมอร์อีกว่า "นับจากนี้ชีวิตเขาคงไม่มีอะไรหลงเหลืออีกแล้ว นอกจากรอวันตายเท่านั้น.."
ในส่วนของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ถูกห้ามฉายในอินโดนีเซีย (แน่นอนว่าฉายไม่ได้ชัดเจน)
ส่วนทีมงานเบื้องหลังจำนวนมากที่ทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้มีความประสงค์ที่จะไม่ขอขึ้นชื่อเครดิตตอนท้าย
เนื่องจากกลัวว่าจะถูกลงโทษทั้งทางกฎหมายและวิสามัญฆาตกรรมจากผู้ไม่ประสงค์ดีจากการเข้าร่วมของพวกเขา...
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
อันวาร์ เป็นแค่ 1 ในฟันเฟืองชิ้นเล็กๆที่เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมืองในเวลานั้น
คอยปลุกปั่นและกรอกหู ล้างสมองถึงความชั่วร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในอินโดนีเซีย ซึ่งไม่มีอยู่จริง ..
การฆ่าคนอย่างไม่เลือกหน้า ไม่สนว่าเป็นผู้หญิง เด็ก หรือคนชรา ขอแค่ได้รับรู้ว่าเป้าหมายคือคอมมิวนิสต์ (ที่ถูกยัดเยียดให้เป็น)
ทุกคนมีปลายทางเดียวเท่านั้นนั่นคือ ความตายในทันที....
The Act of Killing เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 86 สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ซึ่งได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
เพราะเหล่ามือสังหารทั้งหมดนอกจากอันวาร์ที่เคยก่อเหตุ ทุกคนไม่มีใครได้รับโทษตามกฎหมาย
แถมยังมีความรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งตัวเองทำจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งนั่นทำให้ โจชัว ออปเพนไฮเมอร์ สร้างหนังสารคดีอีกเรื่องที่ชื่อว่า The Look of Silence
อันเป็นบทสรุปของเหยื่อของเหตุการณ์นี้ในช่วงเวลาหลังจากนั้น.... ซึ่งผมจะมารีวิวต่อในครั้งหน้าครับ...
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===