คนท้องไม่ควรกินอะไรกันแน่ น้ำมะพร้าว, พริก, ไข่, ปู, หอยทาก? หรือจริงๆ ทั้งหมดเป็นเพียง ‘ความเชื่อ’ ของคนสมัยก่อน?

แม้ว่าทุกวันนี้คนจะไม่ค่อยมีลูกกันมากนัก แต่เราอยู่ในยุคที่แทบไม่มีคนเสียชีวิตเพราะคลอดลูกอีกแล้ว เนื่องจากวิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวไกลสุดๆ
.
แต่ในอดีตไม่เป็นแบบนั้น การตั้งท้องและการคลอดลูกเป็นเรื่องความเป็นความตาย การเสียชีวิตขณะคลอดบุตรเป็นเรื่องปกติ และในยุคก่อนที่วิทยาศาสตร์จะเป็นกระบวนคิดหลักของสังคม 'ความเชื่อโบราณ' จำนวนมากมายก็รายล้อมกระบวนการต้ังครรภ์ของผู้หญิง และเรื่องพื้นฐานที่น่าจะมีแทบทุกวัฒนธรรม คือ 'อาหารต้องห้ามสำหรับคนท้อง'
.
ของไทย ถ้าไปถามคนแก่ๆ เขาก็จะบอกว่าคนท้อง 'ห้ามกินน้ำมะพร้าว' เพราะเชื่อกันว่าอาจทำให้แท้งลูกได้ แต่จริงๆ ความเชื่อถึง 'ของที่คนท้องกินแล้วไม่ดี' นั้นพบไปได้ทุกสังคมและวัฒนธรรม ญี่ปุ่นเคยเชื่อกันว่าคนท้องถ้ากินพริก จะส่งผลให้ลูกเป็นคนอารมณ์ร้อน คนจีนเชื่อว่าถ้าคนท้องกินปู ลูกจะออกมามี 11 นิ้ว คนเม็กซิโก เชื่อว่าถ้าแม่กินไข่ ลูกจะออกมาตัวเหม็น ส่วนคนแทนซาเนียเชื่อว่าคนท้องไม่ควรจะกินเนื้อสัตว์เลย เพราะถ้ากินเนื้อสัตว์ชนิดไหน ลูกก็จะมีลักษณะเหมือนสัตว์ที่แม่กิน ซึ่งก็คล้ายๆ กับคนไนจีเรียที่เชื่อว่าแม่ไ่ม่ควรจะกินหอยทาก เพราะจะทำให้ลูกออกมาเป็นคนเฉื่อยชา
.
เรื่องเหล่านี้จริงๆ ก็น่าจะไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากว่าเป็น 'ความเชื่อ' เพราะไม่ได้มีพื้นฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์นัก
.
แล้วสมัยนี้ 'วิทยาศาสตร์' ไม่ได้ห้าม 'คนท้อง' กินอะไรเลยหรือ?
.
คำตอบคือไม่ใช่ มันมีของจำนวนหนึ่งที่คนท้อง 'ไม่ควร' กินตามความรู้วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน อย่างหนึ่งคือของที่กินไปแล้วเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่นบรรดาเนื้อสัตว์ดิบทั้งหลาย พวกนี้ไม่ได้วางบนฐานความเชื่ออะไร แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าถ้าแม่กินไปแล้วมีการติดเชื้อที่ปะปนมากับอาหารไม่ปรุงสุก มันอาจทำให้แม่เจ็บป่วย และส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้ เช่นเดียวกันถ้าเป็นฝั่งตะวันตกเขาก็จะห้ามกินพวกชีสที่บ่มแบบ 'ขึ้นรา' ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะกลัวแม่ติดเชื้อ และในวัฒนธรรมที่นิยมของหมักดองบางทีก็จะห้ามของหมักดอง ไม่ใช่เพราะของพวกนี้อันตรายโดยตรง เท่ากับถ้าแม่กินของพวกนี้แบบที่ทำมาไม่สะอาด ก็อาจเจ็บป่วยได้ นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ในวัฒนธรรมที่กินปลาทะเลเยอะๆ เขาจะห้าม ก็คือพวกปลาตัวใหญ่ๆ ที่อยู่ส่วนบนของห่วงโซ่อาหาร เพราะปลาพวกนี้จะมี 'สารปรอท' สะสมอยู่เยอะ ถ้าแม่กินเข้าไปมันจะเข้าสู่ตัวลูกได้ แต่หลายๆ วัฒนธรรมก็จะไม่ห้าม เพราะมันไม่ใช่อาหารปกติที่กินกันอยู่แล้ว และก็มักจะมีราคาสูง (อย่างหนึ่งที่ห้ามคือ 'ฉลาม' ซึ่งมีคนไม่กี่วัฒนธรรมที่กินฉลามกันเป็นเรื่องปกติ)
.
ใดๆ ก็ตามถ้าเป็นในบริบทไทย โดยรวมคือในความรู้ปัจจุบันก็แทบจะไม่มีข้อห้ามคนท้องกินอะไรที่คนไทยกินกันเป็นปกติเลย ในปริมาณปกติ นอกจากพวก 'ของดิบ' (ซึ่งถ้าไปถามบุคลากรด้านสาธารณสุข ถึงไม่ท้อง เขาก็มักจะไม่แนะนำให้กินอยู่แล้ว)
.
และสิ่งที่สำคัญกว่าการห้ามกินของต่างๆ ตามความรู้ปัจจุบัน ก็คือการให้แม่กินอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนมากกว่า เพราะคนท้องมักจะมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ทำให้กินของที่เคยกินแล้วไม่อร่อยอีก และทำให้มีความเสี่ยงเบื่ออาหารแล้วได้รับสารอาหารไม่ครบ ซึ่งก็จะส่งผลต่ออีกชีวิตที่กำลังก่อตัวอยู่ในท้องของแม่แน่ๆ
.
ที่มา :BrandThink
คนท้องไม่ควรกินอะไรกันแน่ น้ำมะพร้าว, พริก, ไข่, ปู, หอยทาก? หรือจริงๆ เป็นเพียง ‘ความเชื่อ’ ของคนสมัยก่อน?
แม้ว่าทุกวันนี้คนจะไม่ค่อยมีลูกกันมากนัก แต่เราอยู่ในยุคที่แทบไม่มีคนเสียชีวิตเพราะคลอดลูกอีกแล้ว เนื่องจากวิทยาศาสตร์การแพทย์ก้าวไกลสุดๆ
.
แต่ในอดีตไม่เป็นแบบนั้น การตั้งท้องและการคลอดลูกเป็นเรื่องความเป็นความตาย การเสียชีวิตขณะคลอดบุตรเป็นเรื่องปกติ และในยุคก่อนที่วิทยาศาสตร์จะเป็นกระบวนคิดหลักของสังคม 'ความเชื่อโบราณ' จำนวนมากมายก็รายล้อมกระบวนการต้ังครรภ์ของผู้หญิง และเรื่องพื้นฐานที่น่าจะมีแทบทุกวัฒนธรรม คือ 'อาหารต้องห้ามสำหรับคนท้อง'
.
ของไทย ถ้าไปถามคนแก่ๆ เขาก็จะบอกว่าคนท้อง 'ห้ามกินน้ำมะพร้าว' เพราะเชื่อกันว่าอาจทำให้แท้งลูกได้ แต่จริงๆ ความเชื่อถึง 'ของที่คนท้องกินแล้วไม่ดี' นั้นพบไปได้ทุกสังคมและวัฒนธรรม ญี่ปุ่นเคยเชื่อกันว่าคนท้องถ้ากินพริก จะส่งผลให้ลูกเป็นคนอารมณ์ร้อน คนจีนเชื่อว่าถ้าคนท้องกินปู ลูกจะออกมามี 11 นิ้ว คนเม็กซิโก เชื่อว่าถ้าแม่กินไข่ ลูกจะออกมาตัวเหม็น ส่วนคนแทนซาเนียเชื่อว่าคนท้องไม่ควรจะกินเนื้อสัตว์เลย เพราะถ้ากินเนื้อสัตว์ชนิดไหน ลูกก็จะมีลักษณะเหมือนสัตว์ที่แม่กิน ซึ่งก็คล้ายๆ กับคนไนจีเรียที่เชื่อว่าแม่ไ่ม่ควรจะกินหอยทาก เพราะจะทำให้ลูกออกมาเป็นคนเฉื่อยชา
.
เรื่องเหล่านี้จริงๆ ก็น่าจะไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากว่าเป็น 'ความเชื่อ' เพราะไม่ได้มีพื้นฐานความคิดแบบวิทยาศาสตร์นัก
.
แล้วสมัยนี้ 'วิทยาศาสตร์' ไม่ได้ห้าม 'คนท้อง' กินอะไรเลยหรือ?
.
คำตอบคือไม่ใช่ มันมีของจำนวนหนึ่งที่คนท้อง 'ไม่ควร' กินตามความรู้วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน อย่างหนึ่งคือของที่กินไปแล้วเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่นบรรดาเนื้อสัตว์ดิบทั้งหลาย พวกนี้ไม่ได้วางบนฐานความเชื่ออะไร แต่มันเป็นเรื่องที่ว่าถ้าแม่กินไปแล้วมีการติดเชื้อที่ปะปนมากับอาหารไม่ปรุงสุก มันอาจทำให้แม่เจ็บป่วย และส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้ เช่นเดียวกันถ้าเป็นฝั่งตะวันตกเขาก็จะห้ามกินพวกชีสที่บ่มแบบ 'ขึ้นรา' ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะกลัวแม่ติดเชื้อ และในวัฒนธรรมที่นิยมของหมักดองบางทีก็จะห้ามของหมักดอง ไม่ใช่เพราะของพวกนี้อันตรายโดยตรง เท่ากับถ้าแม่กินของพวกนี้แบบที่ทำมาไม่สะอาด ก็อาจเจ็บป่วยได้ นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ในวัฒนธรรมที่กินปลาทะเลเยอะๆ เขาจะห้าม ก็คือพวกปลาตัวใหญ่ๆ ที่อยู่ส่วนบนของห่วงโซ่อาหาร เพราะปลาพวกนี้จะมี 'สารปรอท' สะสมอยู่เยอะ ถ้าแม่กินเข้าไปมันจะเข้าสู่ตัวลูกได้ แต่หลายๆ วัฒนธรรมก็จะไม่ห้าม เพราะมันไม่ใช่อาหารปกติที่กินกันอยู่แล้ว และก็มักจะมีราคาสูง (อย่างหนึ่งที่ห้ามคือ 'ฉลาม' ซึ่งมีคนไม่กี่วัฒนธรรมที่กินฉลามกันเป็นเรื่องปกติ)
.
ใดๆ ก็ตามถ้าเป็นในบริบทไทย โดยรวมคือในความรู้ปัจจุบันก็แทบจะไม่มีข้อห้ามคนท้องกินอะไรที่คนไทยกินกันเป็นปกติเลย ในปริมาณปกติ นอกจากพวก 'ของดิบ' (ซึ่งถ้าไปถามบุคลากรด้านสาธารณสุข ถึงไม่ท้อง เขาก็มักจะไม่แนะนำให้กินอยู่แล้ว)
.
และสิ่งที่สำคัญกว่าการห้ามกินของต่างๆ ตามความรู้ปัจจุบัน ก็คือการให้แม่กินอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนมากกว่า เพราะคนท้องมักจะมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ทำให้กินของที่เคยกินแล้วไม่อร่อยอีก และทำให้มีความเสี่ยงเบื่ออาหารแล้วได้รับสารอาหารไม่ครบ ซึ่งก็จะส่งผลต่ออีกชีวิตที่กำลังก่อตัวอยู่ในท้องของแม่แน่ๆ
.
ที่มา :BrandThink