วันนี้เป็นครั้งแรกที่ตั้งใจจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมค่ะ เป็นผู้ประกันตนและอยู่ในระบบประกันสังคมมานานกว่า 25 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยไปใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมเลย จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งนี้ในปี 2569 เพราะการเลือกตั้งครั้งแรกปี 2566 ไม่ได้ข่าว -_-“
เมื่อลองค้นเน็ตและวิเคราะห์กับเอไอเรื่องการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ก็รู้สึกว่าเป็นปัญหาโลกแตกในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าควรกำหนดให้ผู้ประกันตนไปเลือกตั้งที่ไหน เพื่อให้คนสามารถออกไปใช้สิทธิได้จริงมากที่สุด
เมื่อมองย้อนกลับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกในปี 2566 ใช้ระบบที่ผู้ประกันตนต้องลงทะเบียนล่วงหน้าและเลือกพื้นที่ที่จะไปใช้สิทธิ การลงทะเบียนเปิดระหว่างวันที่ 12 ตุลาคมถึง 10 พฤศจิกายน 2566 ในครั้งนั้น มีผู้ประกันตนลงทะเบียน 945,609 คน แต่หลังตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผ่านเกณฑ์ 854,414 คน และมีผู้มาใช้สิทธิ 156,870 คน คิดเป็นอัตราการใช้สิทธิ 18.36% ส่วนนายจ้างนายจ้างที่ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมมี 4,209 ราย หลังตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง 3,129 ราย มาใช้สิทธิจริง 1,465 ราย คิดเป็นอัตราการใช้สิทธิ 46.82%
เมื่อดูตัวเลขอัตราการใช้สิทธิที่ประกาศออกมาก็ถือไม่ได้แย่ แต่ไม่มีบอกว่าอัตราการใช้สิทธิที่มาจากผู้มีสิทธิจริงทั้งหมดเป็นเท่าไหร่ จขบ. หาไม่เจอว่าผู้มีสิทธิลงทะเบียนทั้งหมดมีกี่คน เงื่อนไขคือผู้ประกันตนต้องมีสัญชาติไทย ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนเดือนที่ประกาศเลือกตั้ง และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายในช่วง 6 เดือนที่กำหนด ส่วนนายจ้างต้องมีสัญชาติไทย ขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน และส่งเงินสมทบตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้น่าจะมีคนถูกตัดสิทธิพอสมควร เช่น ผู้ประกันตนที่เป็นคนต่างชาติ หรือคนที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบ ฯลฯ
เพื่อหาตัวเลขมาเทียบ ถึงจะไม่แม่นยำแต่ก็ดีกว่าไม่มี เลยใช้รายงานข้อมูลสถิติแรงงาน เดือนพฤศจิกายน 2566 พบว่า มีผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 11,868,817 คน, ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1,805,655 คน, ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 10,955,096 คน คือมีผู้ประกันตนรวม 24,629,568 คน และมีสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป จำนวน 520,164 แห่ง
ถ้าคิดแบบนี้คือผู้ประกันตนสนใจลงทะเบียนเลือกตั้งประมาณ 3.84% ผ่านคุณสมบัติ 3.47% มาออกเสียงจริง 0.64% ส่วนนายจ้างลงทะเบียนเลือกตั้งประมาณ มาออกเสียงจริง ส่วนนายจ้างสนใจลงทะเบียนเลือกตั้งประมาณ 0.81% ผ่านคุณสมบัติ 0.60% มาออกเสียงจริง 0.28% ถึงจะลดความผิดพลาดจากผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ตัวเลขก็ไม่น่าจะสูงได้เกินสองเท่า นั่นก็คือจำนวนผู้มาใช้สิทธิต่อจำนวนผู้มีสิทธิ ไม่ว่าจะประเภทไหนก็เป็นตัวเลขที่ดูไม่ได้เอาเลย -_-"
ตัวเลขนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมผู้มีสิทธิจำนวนมากจึงไม่ได้ออกไปใช้สิทธิ และในบรรดาปัจจัยต่าง ๆ ความสะดวกในการเดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งมีส่วนมากน้อยเพียงใด
การเลือกตั้งปี 2569 แรกเริ่มระบบกำหนดให้ผู้มีสิทธิต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะใช้สิทธิได้ เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม 2569 และต่อมาขยายกำหนดเวลาไปถึง 20 กรกฎาคม 2569 จำนวนผู้ลงทะเบียนคือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 1,437,696 คน, ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 118,554 คน, ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 46,889 คน อดีตผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์ (โดยไม่ทราบว่ามาจากมาตราไหน) 26,706 คน คือมีผู้ประกันตนรวม 1,629,845 คน และมีสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป จำนวน 16,066 แห่ง
เนื่องจากไม่ทราบจำนวนผู้มีสิทธิจริง เลยลองเทียบตัวเลขกับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ของเดือนพฤษภาคม 2569 มีผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,189,960 คน, ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1,641,029 คน, ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 10,994,718 คน รวม 24,825,707 คน และมีสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป จำนวน 545,316 แห่ง
สรุปผลคืออัตราส่วนของผู้ลงทะเบียนต่อผู้ประกันตนของมาตรา 33 คือ 11.80%, ผู้ประกันตนมาตรา 39 7.18%, ผู้ประกันตนมาตรา 40 0.43% และเมื่อรวมผู้ประกันตนทั้งหมด (รวมอดีตผู้ประกันตนที่มีสิทธิ) คือ 6.55% ส่วนสัดส่วนของสถานประกอบการที่คือ 3.02% ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าจำนวนน้อยมาก
ช่วงเปิดให้ลงทะเบียน จขบ ได้เก็บข้อมูลผู้ลงทะเบียนแล้วมาพลอตเทียบกับจำนวนผู้ประกันตนและสถานประกอบการได้ตามที่เห็น
แต่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามเงื่อนไขการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับแนวทางให้สอดคล้องกับคำสั่งศาลและเปิดทางให้ผู้มีสิทธิที่ไม่ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าสามารถใช้สิทธิได้ด้วย
เมื่อไม่สามารถใช้การลงทะเบียนล่วงหน้าเป็นวิธีระบุพื้นที่ใช้สิทธิสำหรับทุกคนได้เหมือนเดิม สำนักงานประกันสังคมจึงต้องอาศัยข้อมูลที่มีอยู่เพื่อกำหนดพื้นที่ให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียน หลักเกณฑ์ที่ใช้แบ่งตามประเภทผู้ประกันตน ได้แก่ ผู้ประกันตนมาตรา 33 ใช้สถานประกอบการหรือสถานที่ทำงานเป็นเกณฑ์ ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 ใช้ข้อมูลที่อยู่ซึ่งลงทะเบียนไว้กับสำนักงานประกันสังคมเป็นเกณฑ์
ในเชิงการบริหาร วิธีนี้มีข้อดีตรงที่หน่วยงานมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ทุกคนลงทะเบียนใหม่ แต่คำถามคือ ข้อมูลที่หน่วยงานมีอยู่ เป็นข้อมูลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกำหนดสถานที่ให้คนไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งหรือไม่ ลองพิจารณาสองทางเลือกนี้ในเชิงหลักการและกฎหมายกันค่ะ
ทางเลือกที่หนึ่ง ใช้สถานประกอบการเป็นเกณฑ์
ข้อดีคือสามารถเชื่อมโยงผู้ประกันตนมาตรา 33 กับนายจ้างและสถานที่ทำงานได้ค่อนข้างชัดเจน สถานที่ทำงานเป็นข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ และอาจสะท้อนพื้นที่ที่ผู้ประกันตนใช้ชีวิตอยู่เป็นประจำได้ดีสำหรับคนบางกลุ่ม
แต่การใช้สถานที่ทำงานเป็นเกณฑ์ก็มีข้อจำกัด เพราะสถานที่ทำงานไม่ได้แปลว่าเป็นสถานที่พักอาศัยจริง และไม่ได้แปลว่าผู้ประกันตนจะอยู่ใกล้สถานที่ทำงานในวันเลือกตั้งเสมอไป ยกตัวอย่างคนที่มีสถานที่ทำงานอยู่ชลบุรี แต่พักอาศัยจริงในกรุงเทพฯ หากวันเลือกตั้งอยู่กรุงเทพฯ การต้องเดินทางไปชลบุรีเพื่อใช้สิทธิก็อาจเป็นอุปสรรคได้
ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้จัดในวันอาทิตย์ เดิมวันที่ 27 กันยายน 2569 แล้วเลื่อนเป็น 11 ตุลาคม 2569 เนื่องจากน้ำท่วม วันอาทิตย์ไม่ใช่วันทำงานตามปกติ สถานที่ทำงานจึงอาจไม่ได้เป็นตัวแทนที่ดีนักของสถานที่ที่ผู้ประกันตนจะอยู่ในวันนั้น แม้จะต้องยอมรับว่าบางอาชีพยังคงทำงานในวันอาทิตย์ก็ตาม
ทางเลือกที่สอง ใช้ทะเบียนบ้านเป็นเกณฑ์
ส่วนตัวมองว่าทะเบียนบ้านมีเหตุผลรองรับมากขึ้นสำหรับการเลือกตั้งที่จัดในวันหยุด เพราะเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกับภูมิลำเนาตามทะเบียนราษฎร และไม่ผูกการใช้สิทธิเข้ากับสถานที่ทำงานของผู้ประกันตนโดยตรง
ในทางกฎหมาย มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 วางหลักไว้ว่า ผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอยู่และมีภูมิลำเนา ณ ที่นั้น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านจะพักอาศัยอยู่ที่นั่นจริงในปัจจุบัน กฎหมายทะเบียนราษฎรยังมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแจ้งย้ายที่อยู่ โดยมีกรอบเวลา 15 วันในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่ไม่ควรตีความอย่างง่ายๆ ว่าใครก็ตามที่ไปพักอาศัยในจังหวัดอื่นเกิน 15 วันจะต้องย้ายทะเบียนบ้านทันที เพราะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเงื่อนไขเรื่องการย้ายที่อยู่และภูมิลำเนาตามกฎหมายด้วย
ดังนั้น ทะเบียนบ้านจึงเป็นหลักเกณฑ์ที่มีฐานทางกฎหมายและเป็นข้อมูลทางทะเบียนที่ตรวจสอบได้ แต่ก็ยังไม่ใช่หลักประกันว่าผู้มีสิทธิจะสะดวกเดินทางไปใช้สิทธิ ณ พื้นที่นั้นจริง คนที่ย้ายมาทำงานในกรุงเทพฯ หลายปี แต่ยังมีทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด ก็อาจต้องเดินทางกลับบ้านเพื่อใช้สิทธิ หากกำหนดหน่วยตามทะเบียนบ้านเพียงอย่างเดียว ในทางกลับกัน หากกำหนดตามสถานที่ทำงาน ก็อาจสะดวกกับคนที่ทำงานและพักอาศัยใกล้กัน แต่ไม่สะดวกกับคนที่พักอยู่คนละจังหวัด
จึงไม่มีเกณฑ์ใดที่ตอบโจทย์ทุกคนได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หากต้องเลือกระหว่างสองแนวทางนี้สำหรับการเลือกตั้งที่จัดในวันอาทิตย์ ส่วนตัวคิดว่าทะเบียนบ้านเป็นจุดตั้งต้นที่มีเหตุผลให้พิจารณามากกว่า เพราะไม่ได้ผูกพื้นที่ใช้สิทธิกับนายจ้าง และมีหลักเกณฑ์ทางทะเบียนรองรับ แต่ข้อเสนอนี้ควรได้รับการตรวจสอบด้วยข้อมูลจริง โดยเฉพาะข้อมูลว่าผู้ประกันตนเดินทางไปใช้สิทธิจากพื้นที่ใดได้สะดวกกว่ากัน
แล้วข้อมูลจากการเลือกตั้งปี 2566 ช่วยตอบคำถามนี้ได้หรือไม่?
สิ่งที่อยากรู้มากคือ ในปี 2566 ผู้ประกันตนที่ลงทะเบียนเลือกพื้นที่ใช้สิทธินั้น เลือกพื้นที่แบบไหนกันบ้าง และมีความสัมพันธ์กับการไปใช้สิทธิจริงหรือไม่
ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนมาตรา 33 เลือกพื้นที่ใกล้ที่ทำงานหรือใกล้บ้านมากกว่ากัน ผู้ประกันตนที่เลือกพื้นที่ซึ่งต้องเดินทางไกลมีอัตราการมาใช้สิทธิต่ำกว่าคนที่เลือกพื้นที่ใกล้ตัวหรือไม่ หรือการเลือกพื้นที่ที่สะดวกขึ้นช่วยเพิ่มโอกาสในการออกไปลงคะแนนจริงหรือเปล่า
หากสำนักงานประกันสังคมมีข้อมูลการลงทะเบียนแยกตามพื้นที่ และข้อมูลจำนวนผู้มาใช้สิทธิแยกตามหน่วยเลือกตั้ง ก็น่าจะสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
จากข้อมูลสาธารณะที่ค้นหา ยังไม่พบรายงานส่วนกลางที่แสดงการวิเคราะห์อย่างชัดเจนว่า ผู้ประกันตนเลือกพื้นที่ใช้สิทธิในลักษณะใด และการเลือกพื้นที่นั้นสัมพันธ์กับอัตราการมาใช้สิทธิอย่างไร ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าสำนักงานประกันสังคมไม่เคยวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว แต่อยากทราบว่ามีการศึกษาเรื่องนี้ไว้หรือไม่ และมีการนำผลไปใช้ปรับปรุงการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างไรบ้าง
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ การให้ผู้มีสิทธิเลือกพื้นที่เอง ฟังดูเหมือนเป็นทางออกที่ดี แต่ถ้าตอนลงทะเบียนยังไม่ทราบตำแหน่งหน่วยเลือกตั้งที่แน่นอน ก็อาจช่วยได้ไม่มากนัก เพราะการเลือกพื้นที่กับการเลือกสถานที่ที่เดินทางไปได้สะดวกจริงๆ เป็นคนละเรื่องกัน ถ้าผู้มีสิทธิไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะต้องไปลงคะแนนที่ไหน อยู่ห่างจากบ้านหรือที่ทำงานเท่าไร และเดินทางอย่างไร ก็ยากที่จะประเมินได้ว่าพื้นที่ที่เลือกนั้นเหมาะกับตัวเองจริงหรือไม่
ตอน จขบ. ลงทะเบียนก็ยอมรับว่างงจะเลือกพื้นที่ไหนดี (เล่าประสบการณ์เพิ่มเติมในกระทู้ก่อนหน้า
https://pantip.com/topic/44112308) สุดท้ายผลที่ได้ก็ถือว่าโอเค เพราะสถานที่เลือกตั้งที่เลือก ซึ่งไม่ใช่เขตบ้านและที่ทำงาน ยังเดินทางไปได้ไม่ลำบากนัก แต่พอรู้ว่าสถานที่เลือกตั้งในเขตบ้านอยู่ใกล้กว่า ห่างไปราวกิโลเดียว พอเดินไปได้สบายๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าตอนลงทะเบียนรู้ข้อมูลสถานที่จริงอย่างชัดเจนก่อน อาจตัดสินใจเลือกอีกแบบก็ได้ [ต่อใน คห 1]
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมวันนี้ ปัญหาโลกแตกเรื่องที่ตั้งหน่วย