อยู่ดี ๆ ตาข้างหนึ่งมืดลง
เหมือนมีม่านสีดำมาปิด
หรือภาพตรงหน้าหายไปบางส่วนแบบฉับพลัน
ที่น่ากลัวคือ บางครั้ง ไม่ได้ปวดตาเลยครับ
หลายคนอาจคิดว่า
“เดี๋ยวพักสายตาแล้วคงดีขึ้น”
แต่มีภาวะหนึ่งที่ผมไม่อยากให้รอดูครับ
เพราะมันคือ เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตาเกิดการอุดตัน
พูดง่าย ๆ คือ
“สโตรกที่เกิดกับตา”
1. ทำไม “ตา” ถึงสโตรกได้?
จอประสาทตา หรือ retina
เป็นเนื้อเยื่อที่ต้องใช้เลือดและออกซิเจนตลอดเวลา
ถ้าเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงเกิดอุดตัน
เลือดไปไม่ถึง เซลล์จอประสาทตาก็ขาดออกซิเจนได้เหมือนสมองเวลามี stroke ครับ
ภาวะนี้เรียกว่า retinal artery occlusion
นึกภาพง่าย ๆ ว่า
จอประสาทตาเหมือนเซนเซอร์รับภาพของกล้อง
ถ้าเลือดที่เลี้ยงมันหายไปทันที
ภาพที่เราเห็นก็สามารถหายไปทันทีเหมือนกันครับ
2. อาการแบบไหนต้องรีบ?
จุดสำคัญที่สุดคือคำว่า “เกิดขึ้นฉับพลัน”
อาการที่ควรระวัง เช่น
2.1 อยู่ดี ๆ มองไม่เห็นตาข้างหนึ่ง
2.2 เหมือนมีม่านดำหรือเงามาบัง
2.3 ภาพหายไปบางส่วนแบบทันที
2.4 การมองเห็นลดลงมาก โดยที่อาจไม่ได้ปวดตา
ถ้าเป็นแบบนี้
ผมไม่อยากให้รอดูว่า “พรุ่งนี้จะดีขึ้นไหม” ครับ
เพราะอาการมองเห็นหายแบบเฉียบพลัน
ถือเป็นภาวะที่ต้องประเมินฉุกเฉิน
3. แล้วทำไมต้องรีบขนาดนั้น?
เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับตาอย่างเดียวครับ
ถ้าลิ่มเลือดหรือคราบไขมันสามารถไปอุดเส้นเลือดที่ตาได้
เราก็ต้องคิดต่อว่า หลอดเลือดที่สมอง หัวใจ
หรือคอ มีปัญหาอยู่หรือเปล่า
คนที่มี retinal artery occlusion
จึงมักต้องได้รับการประเมินเรื่องหลอดเลือด
และปัจจัยเสี่ยงของ stroke ร่วมด้วย
ทั้งความดัน
น้ำตาล
ไขมัน
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
รวมถึงหลอดเลือดบริเวณคอครับ
4. ใครเสี่ยงมากขึ้น?
เรื่องนี้ใช้ปัจจัยเสี่ยงชุดเดียวกับโรคหลอดเลือดหลายอย่างเลยครับ
ความดันสูง
เบาหวาน
LDL หรือไขมันในเลือดสูง
สูบบุหรี่
มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือด
หรือมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น Atrial Fibrillation หรือ AF
พอปัจจัยเหล่านี้สะสมไปนาน ๆ
โอกาสเกิดคราบไขมัน ลิ่มเลือด และการอุดตันของหลอดเลือดก็เพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้น “ตาสโตรก”
จริง ๆ แล้วเป็นอีกภาพหนึ่งของปัญหาหลอดเลือดทั้งร่างกายครับ
แล้วอาการมองไม่เห็นชั่วคราวล่ะ?
อันนี้ก็สำคัญมากครับ
ถ้าอยู่ดี ๆ ตาข้างหนึ่งมืดลง
แล้วผ่านไปไม่กี่นาทีหรือไม่นาน
การมองเห็นกลับมาเหมือนเดิม
อย่าเพิ่งสบายใจว่า
“กลับมาเห็นแล้วก็คงไม่มีอะไร”
อาการแบบนี้อาจเป็นสัญญาณเตือน
ของการขาดเลือดชั่วคราวที่จอประสาทตาได้
ในทางการแพทย์เรามักเรียกว่า amaurosis fugax
ตรงนี้ควรประเมินหาสาเหตุเหมือนกันครับ
เพราะบางครั้งมันเป็นเหมือนเสียงเตือน
ก่อนจะเกิดปัญหาหลอดเลือดที่ใหญ่กว่านั้น
ถ้าไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น ป้องกันตรงไหนได้บ้าง?
อันนี้คือส่วนที่ผมอยากให้ใส่ใจตั้งแต่วันนี้ครับ
1. คุมความดัน
ความดันสูงทำร้ายผนังหลอดเลือดแบบเงียบ ๆ ได้หลายปี
ยิ่งคุมไม่ดี
หลอดเลือดทั้งสมอง หัวใจ ไต และตาก็รับภาระเพิ่มครับ
2. คุมน้ำตาล
เบาหวานทำให้หลอดเลือดเสียหายง่ายขึ้น
โดยเฉพาะหลอดเลือดเล็ก
การคุมน้ำตาลจึงไม่ได้ป้องกันแค่เบาหวานขึ้นตา
แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงหลอดเลือดในภาพรวมด้วยครับ
3. คุม LDL และไขมันก่อหลอดเลือด
LDL ที่สูงต่อเนื่อง
ทำให้เกิดการสะสมของคราบไขมันในผนังหลอดเลือด
ถ้าคราบนั้นไม่เสถียรหรือเกิดลิ่มเลือดตามมา
มันสามารถไปอุดหลอดเลือดปลายทางได้ครับ
4. ไม่สูบบุหรี่
บุหรี่กระทบทั้งผนังหลอดเลือด
เพิ่มการอักเสบ
เพิ่มแนวโน้มการเกิดลิ่มเลือด
และทำให้หลอดเลือดหดตัว
อันนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ลดแล้วได้ประโยชน์กับทั้งตา สมอง และหัวใจพร้อมกันครับ
5. ถ้ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ต้องรักษาให้เหมาะสม
โดยเฉพาะ AF
เพราะหัวใจที่เต้นผิดจังหวะบางแบบ
สามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ แล้วลิ่มเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดที่อื่นได้
การรักษาจึงไม่ได้มีเป้าหมายแค่ทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะ
แต่ยังรวมถึงการลดความเสี่ยงลิ่มเลือดในคนที่เข้าเกณฑ์ด้วยครับ
แล้วตาสโตรกต่างจากจอตาลอกหรือไมเกรนตายังไง?
อาการมองเห็นผิดปกติแบบเฉียบพลันมีได้หลายสาเหตุครับ
จอตาลอก
เลือดออกในวุ้นตา
ไมเกรนที่มีอาการทางตา
หรือปัญหาหลอดเลือด
ล้วนทำให้การมองเห็นเปลี่ยนได้
สิ่งที่ผมไม่อยากให้ทำคือ
นั่งแยกเองที่บ้านว่า “น่าจะอันไหน”
ถ้าเกิด มองไม่เห็นหรือการมองเห็นลดลงฉับพลัน
ให้ไปประเมินก่อนครับ
เพราะบางสาเหตุแข่งกับเวลา
เรื่องนี้อยากให้จำไว้สั้น ๆ
ตาสโตรกไม่ใช่เรื่องของตาอย่างเดียวครับ
มันคือเรื่องของ หลอดเลือดทั้งระบบ
ถ้ายังไม่มีอาการ
สิ่งที่ทำได้วันนี้คือคุม
ความดัน น้ำตาล ไขมัน บุหรี่ และโรคหัวใจ
แต่ถ้าวันหนึ่งอยู่ดี ๆ
ตาข้างหนึ่งมืดลง
เหมือนมีม่านบัง
หรือภาพหายไปฉับพลัน
อย่ารอเช้าวันพรุ่งนี้ครับ
เพราะสำหรับจอประสาทตา
เวลาที่เสียไป อาจกลายเป็นการมองเห็นที่เสียไปด้วยครับ
Cr. FBหมอเจด
ตาก็เป็น “สโตรก” ได้! ไม่อยากเสียสายตาถาวร ต้องอ่านโพสต์นี้!