เปิดตำนาน "ท่อซิ่งพญานาค" จากภูมิปัญญาชาวบ้านสู่วีรบุรุษกู้ภัย
คำว่า
"ท่อซิ่ง" กลายเป็นชื่อที่คุ้นหูและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังจากเคยสร้างชื่อเสียงและความประทับใจ
ในวิกฤตการณ์กู้ภัยทีมหมูป่าอะคาเดมี ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เมื่อหลายปีก่อน ล่าสุด
"วิทยาศาสตร์ติดดิน โดย อาจารย์ใบ๋" ได้นำเรื่องราวของนวัตกรรมสายเลือดไทยนี้มาถ่ายทอด เพื่อชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีและบทบาทสำคัญในการพลิกสถานการณ์ระดับโลก
บทบาทของปั๊ม
"ท่อซิ่ง" ในภารกิจช่วยชีวิตทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ถือเป็น
"จุดเปลี่ยนสำคัญ" ของปฏิบัติการ โดยทีมจิตอาสาจากนครปฐมและสมุทรสาครได้ระดมนำ
"ท่อซิ่ง" ขนาดยักษ์ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สิบล้อโมดิฟายเข้าไปเร่งสูบระบายมวลน้ำมหาศาลออกจากโถงถ้ำ
ส่งผลให้น้ำที่ท่วมมิดเพดานลดระดับลงอย่างรวดเร็วและเกิดช่องว่างอากาศ ช่วยให้หน่วยซีลและนักดำน้ำระดับโลกสามารถรุกคืบเข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการในโถง 3 และเดินทางไปจนถึงตัวเด็ก ๆ ได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ด้วยระบบใบพัดตักดันตามแนวแกน (Axial Flow) อันทรงพลัง ท่อซิ่งจึงสามารถสูบระบายน้ำที่ปนเปื้อนดินโคลน ทราย และเศษหินหนาแน่นได้โดยไม่เกิดการอุดตันหรือเครื่องยนต์ไหม้เหมือนปั๊มน้ำทั่วไป ทั้งยังสามารถเปิดเครื่องเดินมาราธอนติดต่อกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง และอีกบทบาทสำคัญคือการนำ
"ท่อซิ่ง" ไปติดตั้งตามแหล่งน้ำภายนอกอย่างถ้ำทรายทองและหนองน้ำพุ เพื่อเร่งพร่องน้ำใต้ดินไม่ให้ไหลย้อนกลับเข้าไปเติมในถ้ำหลวงอีกทางหนึ่ง จนทำให้ทีมงานทุกคนได้รับการยกย่องให้เป็นฮีโร่เสื้อเปื้อนโคลนผู้พลิกสถานการณ์ในภารกิจกู้ภัยระดับโลกครั้งนี้
วิวัฒนาการของปั๊มพญานาคในประเทศไทย เริ่มต้นจากภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีตที่ใช้ระหัดวิดน้ำไม้ ขับเคลื่อนด้วยแรงงานคนและสัตว์ ซึ่งได้น้ำน้อยและล่าช้า
จนกระทั่งช่วงปี พ.ศ. 2500–2510 ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ได้คิดค้น
"ท่อสูบน้ำเทพฤทธิ์" หรือปั๊มไหลตามแนวแกนรุ่นแรกที่ดัดแปลงมาจากใบพัดเรือ มีลักษณะท่อยาวเลื้อยพ่นน้ำแรงจนชาวบ้านเรียกว่าปั๊มพญานาค โดยยุคแรกจะใช้เครื่องยนต์เกษตรกรรมขนาดเล็ก ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2530 โรงงานท้องถิ่นได้พัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนวัสดุจากท่อเหล็กสังกะสีมาเป็น เหล็กหล่อและสแตนเลสเนื้อหนา เพื่อให้ทนต่อสนิมและน้ำกร่อยในบ่อกุ้งบ่อปลา พร้อมปรับปรุงดีไซน์ใบพัดให้ตักน้ำได้แรงขึ้น
จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่เกิดการโมดิฟายครั้งใหญ่กลายเป็น
"ท่อซิ่งพญานาคยักษ์" ขยายหน้าท่อกว้างถึง 15–22 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลรถบรรทุกสิบล้อพ่วงเทอร์โบและชุดเกียร์รถยนต์ ทำให้สามารถเร่งรอบใบพัดจนสูบน้ำได้หลักแสนถึงหลักล้านลิตรต่อชั่วโมง พลิกโฉมจากเครื่องมือเกษตรกรรมสู่วีรบุรุษกู้ภัยในภารกิจระบายน้ำท่วมระดับประเทศ และในอนาคตกำลังพัฒนาไปสู่ระบบพญานาคไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าน้ำมันได้อย่างยั่งยืน
ที่มา
ที่มา
เปิดตำนาน "ท่อซิ่งพญานาค" จากภูมิปัญญาชาวบ้านสู่วีรบุรุษกู้ภัย
คำว่า "ท่อซิ่ง" กลายเป็นชื่อที่คุ้นหูและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง หลังจากเคยสร้างชื่อเสียงและความประทับใจในวิกฤตการณ์กู้ภัยทีมหมูป่าอะคาเดมี ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เมื่อหลายปีก่อน ล่าสุด "วิทยาศาสตร์ติดดิน โดย อาจารย์ใบ๋" ได้นำเรื่องราวของนวัตกรรมสายเลือดไทยนี้มาถ่ายทอด เพื่อชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีและบทบาทสำคัญในการพลิกสถานการณ์ระดับโลก
บทบาทของปั๊ม "ท่อซิ่ง" ในภารกิจช่วยชีวิตทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ของปฏิบัติการ โดยทีมจิตอาสาจากนครปฐมและสมุทรสาครได้ระดมนำ "ท่อซิ่ง" ขนาดยักษ์ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สิบล้อโมดิฟายเข้าไปเร่งสูบระบายมวลน้ำมหาศาลออกจากโถงถ้ำ
ส่งผลให้น้ำที่ท่วมมิดเพดานลดระดับลงอย่างรวดเร็วและเกิดช่องว่างอากาศ ช่วยให้หน่วยซีลและนักดำน้ำระดับโลกสามารถรุกคืบเข้าไปตั้งฐานปฏิบัติการในโถง 3 และเดินทางไปจนถึงตัวเด็ก ๆ ได้สำเร็จ
นอกจากนี้ ด้วยระบบใบพัดตักดันตามแนวแกน (Axial Flow) อันทรงพลัง ท่อซิ่งจึงสามารถสูบระบายน้ำที่ปนเปื้อนดินโคลน ทราย และเศษหินหนาแน่นได้โดยไม่เกิดการอุดตันหรือเครื่องยนต์ไหม้เหมือนปั๊มน้ำทั่วไป ทั้งยังสามารถเปิดเครื่องเดินมาราธอนติดต่อกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง และอีกบทบาทสำคัญคือการนำ "ท่อซิ่ง" ไปติดตั้งตามแหล่งน้ำภายนอกอย่างถ้ำทรายทองและหนองน้ำพุ เพื่อเร่งพร่องน้ำใต้ดินไม่ให้ไหลย้อนกลับเข้าไปเติมในถ้ำหลวงอีกทางหนึ่ง จนทำให้ทีมงานทุกคนได้รับการยกย่องให้เป็นฮีโร่เสื้อเปื้อนโคลนผู้พลิกสถานการณ์ในภารกิจกู้ภัยระดับโลกครั้งนี้
วิวัฒนาการของปั๊มพญานาคในประเทศไทย เริ่มต้นจากภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีตที่ใช้ระหัดวิดน้ำไม้ ขับเคลื่อนด้วยแรงงานคนและสัตว์ ซึ่งได้น้ำน้อยและล่าช้า
จนกระทั่งช่วงปี พ.ศ. 2500–2510 ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ได้คิดค้น "ท่อสูบน้ำเทพฤทธิ์" หรือปั๊มไหลตามแนวแกนรุ่นแรกที่ดัดแปลงมาจากใบพัดเรือ มีลักษณะท่อยาวเลื้อยพ่นน้ำแรงจนชาวบ้านเรียกว่าปั๊มพญานาค โดยยุคแรกจะใช้เครื่องยนต์เกษตรกรรมขนาดเล็ก ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2530 โรงงานท้องถิ่นได้พัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนวัสดุจากท่อเหล็กสังกะสีมาเป็น เหล็กหล่อและสแตนเลสเนื้อหนา เพื่อให้ทนต่อสนิมและน้ำกร่อยในบ่อกุ้งบ่อปลา พร้อมปรับปรุงดีไซน์ใบพัดให้ตักน้ำได้แรงขึ้น
จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปัจจุบันที่เกิดการโมดิฟายครั้งใหญ่กลายเป็น "ท่อซิ่งพญานาคยักษ์" ขยายหน้าท่อกว้างถึง 15–22 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลรถบรรทุกสิบล้อพ่วงเทอร์โบและชุดเกียร์รถยนต์ ทำให้สามารถเร่งรอบใบพัดจนสูบน้ำได้หลักแสนถึงหลักล้านลิตรต่อชั่วโมง พลิกโฉมจากเครื่องมือเกษตรกรรมสู่วีรบุรุษกู้ภัยในภารกิจระบายน้ำท่วมระดับประเทศ และในอนาคตกำลังพัฒนาไปสู่ระบบพญานาคไฮบริดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าน้ำมันได้อย่างยั่งยืน
ที่มา
ที่มา