เนื่องจากในคลิปนี้สตรีผู้นี้ใช้ศัพท์ "เดียรถีย์" มุสลิมจำเป็นที่จะต้องรู้ความหมายของศัพท์คำนี้:
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ เดียรถีย์ (อ่านว่า เดีย-ระ-ถี) ตามรากศัพท์เดิมแปลว่า "ท่าน้ำ" หรือผู้มีลัทธิศาสนาเปรียบเหมือนท่าน้ำสำหรับข้าม ในทาง วิกิพีเดีย และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา คำนี้มีความหมายหลักๆ ดังนี้ครับ:
ความหมายในสมัยพุทธกาลเขา ใช้เรียกนักบวชหรือผู้ถือลัทธิความเชื่ออื่นๆ ที่มิใช่พระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย เช่น ดาบส ปริพาชก นิครนถ์ และอเจลก (ชีเปลือย) ซึ่งในยุคโบราณเป็นคำกลางๆ หมายถึงเจ้าลัทธิหรือผู้ข้ามห้วงน้ำแห่งวัฏสงสารด้วยวิธีของตนเอง
ความหมายเชิงเปรียบเทียบบางคัมภีร์อุปมาว่า "ข้ามน้ำผิดท่า" คือผู้ที่มุ่งหวังความพ้นทุกข์แต่ไปปฏิบัติในทางที่ผิดจากความจริง
การใช้ในปัจจุบันเช่นเดียวกับที่สตรีผู้นี้ใช้ในคลิป มักถูกนำมาใช้ในความหมายเชิงลบเพื่อตำหนิผู้ที่ประพฤตินอกรีต นอกรอย นอกลู่คอกทางจากหลักธรรมคำสอนและพระวินัย กลายเป็น "คำดูถูกหรือคำด่าทอ"
.....สิ่งที่ผู้อ่านจำเป็นจะต้องเข้าใจคือ ถ้ากองทัพ ชาวเติร์ก-อัฟกัน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เพื่อให้ถูกจริยธรรมของพระพุทธศาสนา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พระพุทธศาสนาห้ามการไม่เคารพหลักการของศาสนาอื่น โดยมีพื้นฐานมาจากกรอบจริยธรรมหลักของวาจา อหิงสา และเมตตากรุณา แม้ว่าพุทธศาสนาจะแยกแยะหลักคำสอนหลักของตนออกจากสิ่งที่ตนนิยามว่าเป็น "ทัศนะที่ผิด" (เช่น ความเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างนิรันดร์หรือวิญญาณที่คงอยู่ถาวร) แต่คัมภีร์พื้นฐานและแบบอย่างทางประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาห้ามการเยาะเย้ย ใส่ร้าย หรือแสดงความอาฆาตพยาบาทต่อศาสนาอื่นอย่างเคร่งครัด
เราไม่ควรเรียกว่า "กองทัพอิสลาม" เช่นเดียวกับที่กองทัพพม่าเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา กระทำการเช่นเดียวกันกับ กองทัพ ชาวเติร์ก-อัฟกัน เผาวัด เผาพระพุทธรูป ฆ่าพระสงฆ์ ไม่ต่างจากที่กองทัพ ชาวเติร์ก-อัฟกัน ทำกับนาลันทา, หรือกองทัพ พม่าอาจจะทำรุนแรงกว่ากองทัพ ชาวเติร์ก-อัฟกันก็เป็นได้ (ดูจากซากสหักหักพังของวัดและพระพุทธรูป), และเมื่อกองทัพไทยป้องกันชายแดนไทย บุกฆ่าทหารเขมรด้วย F-16 เมื่อเร็วๆนี้ ทั้งเขมรและไทยต่างก็นับถือศาสนาพุทธด้วยกันเป็นการกระทำที่ผิดศีลข้อหนึ่งทั้งคู่ เราไม่เรียกว่า "กองทัพพุทธศาสนา"
นาลันทาถูกทำลายลงราวปี ค.ศ. 1193 โดยบัคติยาร์ คิลจี แม่ทัพชาวเติร์ก-อัฟกัน ในระหว่างการพิชิตอินเดียตอนเหนือและตะวันออก สาเหตุของการทำลายล้างก็คือ คิลจีมีเป้าหมายเพื่อขยายอาณาเขตและรวมอำนาจ อารามขนาดใหญ่เช่นนาลันทาที่ได้รับการเสริมกำลังอย่างแน่นหนา ทำให้ทหารผู้รุกรานเข้าใจผิดคิดว่าเป็นป้อมปราการทางทหาร อีกทั้ง นาลันทาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้สะสมความมั่งคั่ง สมบัติ และเงินบริจาคจากผู้ปกครองจำนวนมหาศาล ทำให้เป็นเป้าหมายหลักของการรุกราน
ในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้ทางพุทธศาสนาและนอกศาสนาที่สำคัญระดับโลก นาลันทาเป็นสัญลักษณ์ของประเพณีทางศาสนาที่กองกำลังชาวเติร์ก-อัฟกัน จากเอเชียกลางที่เข้ามาพยายามทำลายล้าง และได้ทำลายห้องสมุดโดยจุดไฟเผาห้องสมุดอันเลื่องชื่อ (ธรรมกันจา) บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าต้นฉบับจำนวนมหาศาลถูกเผาไหม้เป็นเวลาหลายเดือน
สมาคมปกป้องพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยจะต้องเข้าใจว่า พุทธศาสนาเปรียบเสมือนปรัชญาและประเพณีทางจิตวิญญาณและเส้นทางปฏิบัติที่แบ่งปันกัน ซึ่งไม่ได้เป็นของบุคคล องค์กร หรือสถาบันใดโดยเฉพาะ ทุกคนสามารถศึกษา ปฏิบัติ และประยุกต์ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้า (ธรรมะ) ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆ เพราะเป็นมรดกทางปัญญาของมนุษยชาติที่เป็นสาธารณะ
ในขณะที่นักคิดชาวตะวันตกมักเรียกพุทธศาสนาว่าเป็น "ปรัชญา" หรือ "จิตวิทยา" แห่งการพัฒนาตนเอง แต่ชาวพุทธดั้งเดิมและผู้ปฏิบัติธรรมมองว่ามันเป็นศาสนาหรือเส้นทางจิตวิญญาณที่สมบูรณ์ โดยที่ความเชื่อหลักรวม แนวคิดทางจักรวาลวิทยา เช่น กรรม การเกิดใหม่ และการหลุดพ้นทางจิต ซึ่งก้าวไปไกลกว่าปรัชญาเชิงวิชาการหรือทางโลกอย่างเดียว ไม่ว่าพุทธศาสนาจะเป็นปรัชญาหรือศาสนา มันยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงกันอยู่ แต่ประวัติศาสตร์และหลักคำสอนของพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่า สังคมชาวพุทธมักใช้กองทัพและสงครามเพื่อป้องกันตนเองจากการรุกราน แม้ว่าคำสอนหลักของพุทธศาสนาจะห้ามการฆ่าอย่างเด็ดขาด
แต่ความเป็นจริงในการปกครองรัฐมักนำไปสู่การที่ผู้นำ พระภิกษุ และสังคมชาวพุทธต้องหาเหตุผลหรือมีส่วนร่วมในการป้องกันทางทหาร
ในปัจจุบันไม่มี "ประเทศแห่งพุทธศาสนา" สักแห่ง เพราะพุทธศาสนาได้รับการปฏิบัติในหลายประเทศอธิปไตยที่แตกต่างกัน แต่ละประเทศมีกลยุทธ์ทางทหารและการป้องกันประเทศที่ทันสมัยของตนเอง ในขณะที่ปรัชญาพุทธศาสนาเน้นสันติภาพ การไม่ใช้ความรุนแรง และการมีสติ ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนกลับพึ่งพากลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์มาตรฐาน อาวุธที่ทันสมัย และพันธมิตรทางทหารเพื่อการป้องกันประเทศ ไม่ใช่แค่ปรัชญาเพียงอย่างเดียว
ในอดีตและปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศพุทธศาสนาและการป้องกันประเทศทางทหารได้เน้นย้ำถึง
ความเป็นจริง ตามความเป็นจริงทางทหารสมัยใหม่ในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน เช่น ไทย เมียนมาร์ กัมพูชา ศรีลังกา และญี่ปุ่น มีกองกำลังทหารที่ทันสมัยและครบครัน พวกเขาใช้รถถัง เครื่องบินรบ และอาวุธปืนที่ทันสมัย แทนที่จะพึ่งพาหลักการทางปรัชญาในการปกป้องพรมแดนของตน
แม้ว่าคำสอนหลักของพุทธศาสนาจะห้ามการฆ่าอย่างเด็ดขาดและสนับสนุนความเมตตากรุณาต่อทุกคน แต่สังคมพุทธหลายแห่งก็แยกแยะความแตกต่างระหว่างความรุนแรงที่ก้าวร้าวกับการป้องกันตนเอง ตลอดประวัติศาสตร์ กษัตริย์พุทธและรัฐบาลสมัยใหม่ต่างโต้แย้งว่าการรักษากองทัพเป็นภาระที่จำเป็นเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์และรักษารัฐไว้ ซึ่งเป็นการประนีประนอมอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างอุดมคติทางจิตวิญญาณและการอยู่รอดทางโลก
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงวางแบบแผนสำหรับรัฐสันติหรือยุทธศาสตร์ทางทหารที่ปราศจากการฆ่าฟัน แต่ทรงแนะนำผู้ปกครองให้รักษาความสงบสุขผ่านการปกครองด้วยคุณธรรม ความยุติธรรม และการลดความโลภ พระพุทธเจ้าทรงสอนกษัตริย์ เช่น พระเจ้าปเสนทิ ว่าประเทศชาติจะได้รับการปกป้องที่ดีที่สุดไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ด้วยการปกครองที่ชอบธรรม ความยุติธรรม และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ยากไร้ ซึ่งจะขจัดต้นตอของอาชญากรรมและการกบฏ
พระพุทธเจ้าทรงเข้าแทรกแซงอย่างแข็งขันเพื่อยุติข้อพิพาททางการทูต เช่น เมื่อพระองค์ทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเรื่องน้ำในแม่น้ำโรหิณีระหว่างชาวศากยะและชาวโกลิยะ โดยใช้เหตุผลและการประนีประนอมแทนอาวุธข
พระพุทธศาสนาสอนว่า วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องพระธรรม (คำสอนของพระพุทธเจ้า) คือการดำเนินชีวิต ปฏิบัติ และแสดงออกถึงพระธรรมนั้น มากกว่าการปกป้องด้วยกำลังทางการเมืองหรือการรุกราน, พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า พระธรรมจะยังคงเข้มแข็งอยู่ในโลกตราบใดที่ผู้ปฏิบัติธรรมปฏิบัติตามศีลธรรม (ศีล) และมรรคแปด การฝึกวินัยทางจิตผ่านการทำสมาธิจะช่วยป้องกันสภาวะที่ไม่ดี เช่น ความโลภ ความเกลียดชัง และความหลง ไม่ให้หยั่งราก ซึ่งจะช่วยรักษาความบริสุทธิ์ของคำสอนไว้ได้โดยธรรมชาติ
ในอดีต คำสอนได้รับการปกป้องและส่งต่อผ่านการท่องจำ การศึกษา และการปฏิบัติอย่างแท้จริง มากกว่าการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์หรือสงครามศาสนา พระพุทธศาสนาปฏิเสธการทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องอุดมการณ์ การกระทำต้องมีรากฐานมาจากความเมตตากรุณาและความรักเมตตา มากกว่าความโกรธหรือการปกป้องเผ่าพันธุ์ การคุ้มครองขั้นสูงสุดคือธรรมะเอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่พึ่งภายในจิตใจ เปลี่ยนแปลงวิธีที่บุคคลตอบสนองต่อภัยคุกคามโดยไม่เพิ่มความทุกข์ คำสอนทางปรัชญาเช่นนี้ที่ทำให้พุทธศาสนิกชนต้องสูญเสีย "นาลันทา" ไป เพราะไม่มีใครที่จะปกป้องได้
"ถ้าตัวเองไม่ช่วยตัวเอง"
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่สุภาพสตรีในคลิปผู้นี้จะต้องศึกษาพุทธศาสนาให้รู้แจ้งเสียก่อนๆที่จะปกป้องพุทธศาสนาด้วยการโจมตีหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่ตนเองไม่มีความรู้แม้แต่น้อย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องพระธรรม (คำสอนของพระพุทธเจ้า) คือการดำเนินชีวิต ปฏิบัติ และแสดงออกถึงพระธรรมนั้น มากกว่าการปกป้องด้วยกำลังทางการเมืองหรือการรุกราน, พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า พระธรรมจะยังคงเข้มแข็งอยู่ในโลกตราบใดที่ผู้ปฏิบัติธรรมปฏิบัติตามศีลธรรม (ศีล) และมรรคแปด การฝึกวินัยทางจิตผ่านการทำสมาธิจะช่วยป้องกันสภาวะที่ไม่ดี เช่น ความโลภ ความเกลียดชัง และความหลง ไม่ให้หยั่งราก ซึ่งจะช่วยรักษาความบริสุทธิ์ของคำสอนไว้ได้โดยธรรมชาติ
สปพ. ควรหาผู้ที่มีความรู้ในการทำคลิปเกี่ยวกับ"รัฐธรรมนูญไทยและศาสนาอิสลาม/ประชาชนชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม"
เราไม่ควรเรียกว่า "กองทัพอิสลาม" เช่นเดียวกับที่กองทัพพม่าเข้ามาตีกรุงศรีอยุทธยา กระทำการเช่นเดียวกันกับ กองทัพ ชาวเติร์ก-อัฟกัน เผาวัด เผาพระพุทธรูป ฆ่าพระสงฆ์ ไม่ต่างจากที่กองทัพ ชาวเติร์ก-อัฟกัน ทำกับนาลันทา, หรือกองทัพ พม่าอาจจะทำรุนแรงกว่ากองทัพ ชาวเติร์ก-อัฟกันก็เป็นได้ (ดูจากซากสหักหักพังของวัดและพระพุทธรูป), และเมื่อกองทัพไทยป้องกันชายแดนไทย บุกฆ่าทหารเขมรด้วย F-16 เมื่อเร็วๆนี้ ทั้งเขมรและไทยต่างก็นับถือศาสนาพุทธด้วยกันเป็นการกระทำที่ผิดศีลข้อหนึ่งทั้งคู่ เราไม่เรียกว่า "กองทัพพุทธศาสนา"
ในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้ทางพุทธศาสนาและนอกศาสนาที่สำคัญระดับโลก นาลันทาเป็นสัญลักษณ์ของประเพณีทางศาสนาที่กองกำลังชาวเติร์ก-อัฟกัน จากเอเชียกลางที่เข้ามาพยายามทำลายล้าง และได้ทำลายห้องสมุดโดยจุดไฟเผาห้องสมุดอันเลื่องชื่อ (ธรรมกันจา) บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าต้นฉบับจำนวนมหาศาลถูกเผาไหม้เป็นเวลาหลายเดือน
สมาคมปกป้องพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยจะต้องเข้าใจว่า พุทธศาสนาเปรียบเสมือนปรัชญาและประเพณีทางจิตวิญญาณและเส้นทางปฏิบัติที่แบ่งปันกัน ซึ่งไม่ได้เป็นของบุคคล องค์กร หรือสถาบันใดโดยเฉพาะ ทุกคนสามารถศึกษา ปฏิบัติ และประยุกต์ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้า (ธรรมะ) ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆ เพราะเป็นมรดกทางปัญญาของมนุษยชาติที่เป็นสาธารณะ
ในขณะที่นักคิดชาวตะวันตกมักเรียกพุทธศาสนาว่าเป็น "ปรัชญา" หรือ "จิตวิทยา" แห่งการพัฒนาตนเอง แต่ชาวพุทธดั้งเดิมและผู้ปฏิบัติธรรมมองว่ามันเป็นศาสนาหรือเส้นทางจิตวิญญาณที่สมบูรณ์ โดยที่ความเชื่อหลักรวม แนวคิดทางจักรวาลวิทยา เช่น กรรม การเกิดใหม่ และการหลุดพ้นทางจิต ซึ่งก้าวไปไกลกว่าปรัชญาเชิงวิชาการหรือทางโลกอย่างเดียว ไม่ว่าพุทธศาสนาจะเป็นปรัชญาหรือศาสนา มันยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงกันอยู่ แต่ประวัติศาสตร์และหลักคำสอนของพุทธศาสนาแสดงให้เห็นว่า สังคมชาวพุทธมักใช้กองทัพและสงครามเพื่อป้องกันตนเองจากการรุกราน แม้ว่าคำสอนหลักของพุทธศาสนาจะห้ามการฆ่าอย่างเด็ดขาด แต่ความเป็นจริงในการปกครองรัฐมักนำไปสู่การที่ผู้นำ พระภิกษุ และสังคมชาวพุทธต้องหาเหตุผลหรือมีส่วนร่วมในการป้องกันทางทหาร
ในปัจจุบันไม่มี "ประเทศแห่งพุทธศาสนา" สักแห่ง เพราะพุทธศาสนาได้รับการปฏิบัติในหลายประเทศอธิปไตยที่แตกต่างกัน แต่ละประเทศมีกลยุทธ์ทางทหารและการป้องกันประเทศที่ทันสมัยของตนเอง ในขณะที่ปรัชญาพุทธศาสนาเน้นสันติภาพ การไม่ใช้ความรุนแรง และการมีสติ ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนกลับพึ่งพากลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์มาตรฐาน อาวุธที่ทันสมัย และพันธมิตรทางทหารเพื่อการป้องกันประเทศ ไม่ใช่แค่ปรัชญาเพียงอย่างเดียว
ในอดีตและปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศพุทธศาสนาและการป้องกันประเทศทางทหารได้เน้นย้ำถึง ความเป็นจริง ตามความเป็นจริงทางทหารสมัยใหม่ในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน เช่น ไทย เมียนมาร์ กัมพูชา ศรีลังกา และญี่ปุ่น มีกองกำลังทหารที่ทันสมัยและครบครัน พวกเขาใช้รถถัง เครื่องบินรบ และอาวุธปืนที่ทันสมัย แทนที่จะพึ่งพาหลักการทางปรัชญาในการปกป้องพรมแดนของตน
แม้ว่าคำสอนหลักของพุทธศาสนาจะห้ามการฆ่าอย่างเด็ดขาดและสนับสนุนความเมตตากรุณาต่อทุกคน แต่สังคมพุทธหลายแห่งก็แยกแยะความแตกต่างระหว่างความรุนแรงที่ก้าวร้าวกับการป้องกันตนเอง ตลอดประวัติศาสตร์ กษัตริย์พุทธและรัฐบาลสมัยใหม่ต่างโต้แย้งว่าการรักษากองทัพเป็นภาระที่จำเป็นเพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์และรักษารัฐไว้ ซึ่งเป็นการประนีประนอมอย่างเป็นรูปธรรมระหว่างอุดมคติทางจิตวิญญาณและการอยู่รอดทางโลก
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงวางแบบแผนสำหรับรัฐสันติหรือยุทธศาสตร์ทางทหารที่ปราศจากการฆ่าฟัน แต่ทรงแนะนำผู้ปกครองให้รักษาความสงบสุขผ่านการปกครองด้วยคุณธรรม ความยุติธรรม และการลดความโลภ พระพุทธเจ้าทรงสอนกษัตริย์ เช่น พระเจ้าปเสนทิ ว่าประเทศชาติจะได้รับการปกป้องที่ดีที่สุดไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ด้วยการปกครองที่ชอบธรรม ความยุติธรรม และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้ยากไร้ ซึ่งจะขจัดต้นตอของอาชญากรรมและการกบฏ
พระพุทธเจ้าทรงเข้าแทรกแซงอย่างแข็งขันเพื่อยุติข้อพิพาททางการทูต เช่น เมื่อพระองค์ทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเรื่องน้ำในแม่น้ำโรหิณีระหว่างชาวศากยะและชาวโกลิยะ โดยใช้เหตุผลและการประนีประนอมแทนอาวุธข
พระพุทธศาสนาสอนว่า วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องพระธรรม (คำสอนของพระพุทธเจ้า) คือการดำเนินชีวิต ปฏิบัติ และแสดงออกถึงพระธรรมนั้น มากกว่าการปกป้องด้วยกำลังทางการเมืองหรือการรุกราน, พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า พระธรรมจะยังคงเข้มแข็งอยู่ในโลกตราบใดที่ผู้ปฏิบัติธรรมปฏิบัติตามศีลธรรม (ศีล) และมรรคแปด การฝึกวินัยทางจิตผ่านการทำสมาธิจะช่วยป้องกันสภาวะที่ไม่ดี เช่น ความโลภ ความเกลียดชัง และความหลง ไม่ให้หยั่งราก ซึ่งจะช่วยรักษาความบริสุทธิ์ของคำสอนไว้ได้โดยธรรมชาติ
ในอดีต คำสอนได้รับการปกป้องและส่งต่อผ่านการท่องจำ การศึกษา และการปฏิบัติอย่างแท้จริง มากกว่าการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์หรือสงครามศาสนา พระพุทธศาสนาปฏิเสธการทำร้ายผู้อื่นเพื่อปกป้องอุดมการณ์ การกระทำต้องมีรากฐานมาจากความเมตตากรุณาและความรักเมตตา มากกว่าความโกรธหรือการปกป้องเผ่าพันธุ์ การคุ้มครองขั้นสูงสุดคือธรรมะเอง ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่พึ่งภายในจิตใจ เปลี่ยนแปลงวิธีที่บุคคลตอบสนองต่อภัยคุกคามโดยไม่เพิ่มความทุกข์ คำสอนทางปรัชญาเช่นนี้ที่ทำให้พุทธศาสนิกชนต้องสูญเสีย "นาลันทา" ไป เพราะไม่มีใครที่จะปกป้องได้ "ถ้าตัวเองไม่ช่วยตัวเอง"
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่สุภาพสตรีในคลิปผู้นี้จะต้องศึกษาพุทธศาสนาให้รู้แจ้งเสียก่อนๆที่จะปกป้องพุทธศาสนาด้วยการโจมตีหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่ตนเองไม่มีความรู้แม้แต่น้อย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้