🍽️ ทำไมถึงเรียกว่า "ส้มตำ"... ทั้งที่ไม่ได้มีส้มเลย!?



หลายคนอาจสงสัยว่า... ก็เห็นใส่มะละกอแท้ ๆ แล้วทำไมเรียก “ส้ม” ตำล่ะ?

จริง ๆ แล้ว คำว่า “ส้ม” ในภาษาไทยโบราณไม่ได้หมายถึง “ผลส้ม” แต่หมายถึง “รสเปรี้ยว” ส่วนคำว่า “ตำ” ก็คือการโขลก บด หรือใช้สากตำในครก

ดังนั้น “ส้มตำ” แปลตรงตัวได้ว่า “ของที่โขลกให้มีรสเปรี้ยว” ไม่ได้จำกัดวัตถุดิบว่าจะต้องเป็นผลไม้ชนิดใดเลย!

แล้วทำไมต้องใช้มะละกอ?

เพราะ มะละกอดิบ มีเนื้อกรุบกรอบ เคี้ยวเพลิน และดูดซึมรสชาติได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะรสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวานแบบไทย ๆ แถมยังเป็นพืชที่ปลูกง่ายในแถบอีสานและลาว เลยกลายมาเป็นวัตถุดิบหลักของส้มตำไปโดยปริยาย

จุดเริ่มต้นของส้มตำ: จากบ้าน ๆ สู่จานแซ่บทั่วประเทศ

ส้มตำ หรือที่คนอีสานเรียกว่า “ตำบักหุ่ง” (บักหุ่ง = มะละกอ) ถือกำเนิดในภาคอีสานของไทยและลาว ใช้วัตถุดิบบ้าน ๆ อย่างมะละกอดิบ พริก กระเทียม น้ำปลา ปูนา ปลาร้า และมะนาว โขลกรวมกันในครกดินเผา

จุดประสงค์คือ “ทำอาหารง่าย ๆ ที่รสจัด กินกับข้าวเหนียวได้เลย” ไม่ต้องใช้เตา!

ในฝั่งลาวและอีสาน ส้มตำดั้งเดิมมักมีรสจัด เปรี้ยว เค็ม เผ็ด และที่ขาดไม่ได้เลยคือน้ำปลาร้ากับปูนา  ที่มีกลิ่นรสเฉพาะตัวแบบบ้าน ๆ

เมื่อลูกหลานอีสานพาส้มตำเข้ากรุง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้คนจากอีสานได้เริ่มย้ายเข้ามากรุงเทพฯ พร้อมพาส้มตำติดกระเป๋ามาด้วย แต่...
คนเมืองไม่คุ้นกับกลิ่นปลาร้า และไม่ถนัดรสจัดเท่าไหร่ จึงเกิด "ส้มตำสูตรปรับลุค" หรือ “ส้มตำไทย”
ที่เปลี่ยนปลาร้าเป็นน้ำปลาใส เพิ่มความหวานจากน้ำตาลปี๊บ เสริมกุ้งแห้ง ถั่วลิสง มะเขือเทศ และถั่วฝักยาว กลายเป็นเวอร์ชันที่เข้าถึงง่าย รสกลมกล่อม ถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ที่มา  จานโปรด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่