เริ่มขี้ลืม อย่ารอจนจำคนไม่ได้! 7 ระยะความจำเสื่อมที่คนใกล้ตัวต้องรู้!



พ่อถามว่า “วันนี้วันอะไรนะ?”
เราตอบไป ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง พ่อถามอีกครั้ง
เราก็เริ่มแซว “ถามไปแล้วไงพ่อ จำไม่ได้เหรอ”

แม่หาโทรศัพท์ไม่เจอ
เราเดินไปช่วยหา แล้วพบว่าอยู่ในตู้เย็น
ทุกคนหัวเราะกัน “แก่แล้วก็แบบนี้แหละแม่”

อีกวันหนึ่ง แม่ลืมจ่ายค่าน้ำ
เดือนต่อมาเริ่มกินยาซ้ำ
จากที่เคยไปตลาดเองทุกเช้า วันหนึ่งกลับจำทางเข้าบ้านไม่ถูก

แล้วคำว่า “ขี้ลืมตามวัย”
ที่เราเคยพูดเล่น ๆ เริ่มไม่ตลกแล้วครับ
สิ่งที่ผมอยากชวนลูกหลานทุกบ้านทำวันนี้ ไม่ใช่จับพ่อแม่มานั่งสอบความจำ
แต่ลองมองเขาให้นานขึ้นอีกนิดครับ

เพราะความจำเสื่อมหลายแบบไม่ได้เริ่มจากวันที่จำชื่อลูกไม่ได้
มันอาจเริ่มจากเรื่องเล็กมาก
ถามซ้ำ ลืมนัด ทำกับข้าวผิดขั้นตอน จัดยาเริ่มสับสน เงินทอนเริ่มคิดไม่ถูก
แล้วค่อย ๆ เอาความสามารถที่เขาเคยมีออกไปทีละอย่าง

วันนี้ผมเลยอยากพาดู 7 ระยะของการเสื่อมด้านความคิดและความจำ โดยอิงแนวคิดของ Global Deterioration Scale หรือ GDS
ไม่ใช่ทุกคนจะเดินตาม 7 ขั้นแบบเป๊ะ ๆ และกรอบนี้ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยด้วยตัวเองนะครับ
แต่มันช่วยให้ลูกหลานเห็นว่า

“ตรงไหนยังเป็นความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย และตรงไหนที่เราไม่ควรพูดว่า แก่แล้วก็แบบนี้”
1. ระยะที่ 1 — ยังปกติดี แต่ช่วงนี้แหละที่ควร “เก็บความสามารถ” เอาไว้ให้เยอะที่สุด
พ่อยังขับรถเองได้
แม่ยังทำกับข้าวได้
ไปตลาด จ่ายบิล นัดหมอ จัดยาเอง
เรื่องพวกนี้ดูธรรมดามากครับ
จนวันที่มันหายไป เราถึงจะรู้ว่ามีค่าขนาดไหน
ในระยะนี้ยังไม่มีความผิดปกติด้านความจำชัดเจน
ลืมชื่อคนบ้าง
เดินไปอีกห้องแล้วลืมว่าจะมาหยิบอะไร
วางกุญแจไม่ถูกที่บ้าง
เกิดได้กับคนทั่วไป โดยเฉพาะวันที่นอนน้อย เครียด หรือทำหลายอย่างพร้อมกันครับ
สิ่งที่ลูกหลานช่วยได้ตอนนี้ไม่ใช่ทำทุกอย่างแทน
แต่คือชวนพ่อแม่ ใช้สมองและใช้ชีวิตต่อไป
ให้เขาเลือกของเอง
วางแผนทริปเอง ทำอาหาร เจอเพื่อน ออกกำลัง
จัดการเรื่องเล็ก ๆ ของตัวเองเท่าที่ทำได้
เพราะสมองก็เหมือนกล้ามเนื้อครับ
ชีวิตประจำวันคือสนามซ้อมของมัน

2. ระยะที่ 2 — เจ้าตัวเริ่มพูดเองว่า “ช่วงนี้พ่อขี้ลืมขึ้นนะ”
ช่วงนี้คนในบ้านอาจยังไม่เห็นอะไรชัดครับ
แต่เจ้าตัวเริ่มรู้สึกแล้ว
“ชื่อคนอยู่ตรงปากแต่นึกไม่ออก”
“เมื่อกี้จะมาหยิบอะไรนะ”
“โทรศัพท์วางไว้ไหนอีกแล้ว”
ถ้าพ่อแม่พูดแบบนี้ ผมไม่อยากให้ตอบทันทีว่า
“คิดมากน่า คนแก่ก็ลืมกันทั้งนั้น”

บางครั้งมันเป็นเรื่องธรรมดาจริงครับ
แต่คำพูดนั้นอาจทำให้เขาไม่กล้าบอกเราอีกเวลาความจำเริ่มแย่ลงจริง ๆ
สิ่งที่ทำได้ดีกว่าคือ “ช่วงนี้ลืมบ่อยขึ้นเหรอ เดี๋ยวเราช่วยกันสังเกตนะ”
ฟังดูเล็กมาก แต่สำหรับคนที่เริ่มกลัวว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไป ผมว่าคำนี้อบอุ่นกว่ากันเยอะครับ

3. ระยะที่ 3 — จาก “เจ้าตัวรู้สึก” กลายเป็น “คนในบ้านเริ่มเห็น”
ตรงนี้เริ่มมีน้ำหนักขึ้นครับ
เพิ่งเล่าเรื่องไปเมื่อวาน วันนี้ถามใหม่
นัดหมอแล้วลืม
เรียนรู้อะไรใหม่ยากขึ้น
ทำงานที่ต้องวางแผนหลายขั้นเริ่มผิดพลาด
ของหายบ่อยและหายแบบแปลกขึ้น
แต่ยังดูแลตัวเองได้ดีอยู่
ระยะนี้บางคนอาจเข้ากับ Mild Cognitive Impairment หรือ MCI ซึ่งหมายถึงภาวะความคิดหรือความจำบกพร่องเล็กน้อย แต่ยังใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างดี
ตรงนี้ผมอยากให้ลูกหลานใส่ใจครับ
เพราะยังมีหลายสาเหตุที่ทำให้สมองดูแย่ลงได้ โดยไม่ใช่โรคสมองเสื่อมถาวรเสมอไป
เช่น นอนหลับไม่ดี ซึมเศร้า ยาบางชนิด ไทรอยด์ผิดปกติ ขาดวิตามิน B12 หรือการได้ยินแย่ลง
ผมชอบให้มาตรวจช่วงนี้
เพราะถ้าเจอสาเหตุที่แก้ได้ เราอาจช่วยเขาได้ตั้งแต่ยังดูแลตัวเองได้ดีครับ

4. ระยะที่ 4 — เริ่มไม่ได้เสียแค่ “ความจำ” แต่เสีย “ความสามารถในการจัดการชีวิต”
นี่คือจุดที่หลายบ้านเริ่มรู้สึกว่า
“แม่เปลี่ยนไปจริง ๆ”
เมื่อก่อนแม่จัดเงินเก่งมาก
ตอนนี้เริ่มจ่ายบิลซ้ำ
พ่อเคยจัดยาเองทุกวัน
ช่วงหลังเริ่มลืมว่ากินไปหรือยัง
เคยทำกับข้าวได้โดยไม่ต้องคิด
ตอนนี้ทำไปแล้วหยุดกลางทาง ไม่รู้จะทำอะไรต่อ
สิ่งที่กำลังเริ่มเสียคือกิจกรรมที่เรียกว่า IADL หรือกิจวัตรที่ซับซ้อนในชีวิตประจำวัน
เช่น
จัดการเงิน ซื้อของ ทำอาหาร เดินทาง จัดยา
วางแผนเรื่องต่าง ๆ
สำหรับผม ตรงนี้มีความหมายมากกว่าคำว่า “ขี้ลืม” ครับ
เพราะสมองไม่ได้แค่เก็บข้อมูลได้น้อยลง
มันเริ่มกระทบความเป็นอิสระของเขาแล้ว
ถ้าถึงจุดนี้ ผมไม่อยากให้รอว่า
“เดี๋ยวถ้าหนักกว่านี้ค่อยตรวจ”
นี่คือเวลาที่ควรประเมินจริงจังครับ

5. ระยะที่ 5 — ลูกหลานเริ่มต้อง “เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน” มากขึ้น
ช่วงนี้ภาพในบ้านจะเปลี่ยนชัดครับ
แม่เริ่มไม่แน่ใจว่าวันนี้วันอะไร
พ่อจำที่อยู่บางส่วนไม่ได้
เลือกเสื้อผ้าไม่เหมาะกับสถานการณ์
จัดยาเองไม่ได้
เริ่มต้องมีคนช่วยเตือนเรื่องกินข้าว อาบน้ำ หรือออกจากบ้าน
หลายครอบครัวจะเริ่มเหนื่อยตรงนี้
เพราะคนที่เคยเป็น “พ่อที่ดูแลเรา”
วันหนึ่งกลับกลายเป็นคนที่เราต้องโทรหาเช้า–เย็นว่า
“กินยาหรือยัง”
“กินข้าวหรือยัง”
“อยู่บ้านนะ อย่าออกไปไหนคนเดียว”
ผมอยากให้ระวังเรื่องความปลอดภัยเพิ่มขึ้นครับ
เตาแก๊ส
การขับรถ
การโอนเงิน
การเดินออกจากบ้าน
และการกินยาซ้ำ
เพราะคนในระยะนี้ยังดูเหมือนทำอะไรได้หลายอย่าง
แต่ “ความผิดพลาดเล็ก ๆ” อาจเริ่มมีผลใหญ่ได้แล้ว

6. ระยะที่ 6 — วันหนึ่งเขาอาจจำเราไม่ได้ แต่ความรู้สึกยังอยู่
อันนี้เป็นช่วงที่ผมว่าลูกหลานเจ็บมากที่สุดครับ
แม่มองหน้าลูกแล้วถามว่า
“คุณเป็นใคร?”
หรือพ่อเรียกลูกด้วยชื่อพี่ชายของตัวเองที่เสียไปนานแล้ว
หลายคนจะรู้สึกเหมือน
“พ่อไม่อยู่แล้ว ทั้งที่ยังนั่งอยู่ตรงหน้า”
ผมเข้าใจเลยครับว่ามันหนัก
ในระยะนี้ ความจำระยะยาวก็เริ่มเสียมากขึ้น การแต่งตัว อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ หรือการควบคุมการขับถ่ายอาจต้องมีคนช่วย
บางคนมีพฤติกรรมเปลี่ยน
ระแวง หงุดหงิด เดินไปมา ตื่นกลางคืน
คิดว่ามีคนมาขโมยของ
ตรงนี้ผมอยากฝากลูกหลานเรื่องหนึ่งครับ
ถ้าเขาถามเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สิบ
สำหรับเรา มันคือครั้งที่สิบ
แต่สำหรับเขา อาจรู้สึกเหมือนเป็น ครั้งแรกทุกครั้ง
การพูดว่า
“บอกไปกี่รอบแล้ว!”
มักไม่ได้ทำให้เขาจำขึ้นครับ
มีแต่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเจ็บมากขึ้น

7. ระยะที่ 7 — วันที่เป้าหมายไม่ใช่ “ให้จำได้เหมือนเดิม” อีกต่อไป
ในระยะท้าย ความสามารถหลายอย่างจะค่อย ๆ หายไปครับ
การพูดลดลง
เดินไม่ได้
นั่งเองลำบาก
กลืนลำบาก
ต้องพึ่งคนอื่นแทบทุกอย่าง
ตอนนี้คำถามของครอบครัวจะเปลี่ยนไป
จาก
“ทำยังไงให้แม่จำได้?”
เป็น
“ทำยังไงให้แม่สบายที่สุด?”
ดูแลการกลืน อาหาร
แผลกดทับ การติดเชื้อ
การเคลื่อนไหว ความเจ็บปวด
และความสงบ
บางวันเขาอาจจำชื่อเราไม่ได้แล้ว
แต่การจับมือ
น้ำเสียง
เพลงที่คุ้นเคย
หรือการมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ
ยังมีความหมายครับ
ผมว่าเรื่องนี้สำคัญมาก
เพราะการดูแลสมองเสื่อมในระยะท้าย บางครั้งไม่ได้อยู่ที่ “ทำให้เขาจำเรา”
แต่อยู่ที่ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้อยู่คนเดียว
แล้ววันนี้เราควรดูพ่อแม่ยังไง?
ผมอยากให้เลิกถามแค่ว่า
“จำชื่อเราได้ไหม?”

แล้วลองดูเรื่องที่ใกล้ชีวิตจริงกว่านั้นครับ
เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เขายังจัดยาเองได้ไหม
ยังจ่ายเงินและคิดเงินได้ไหม
ยังทำอาหารเมนูเดิมได้ไหม
ยังเดินทางในที่คุ้นเคยได้ไหม
ยังนัดหมายและวางแผนเรื่องต่าง ๆ ได้หรือเปล่า
เพราะสิ่งที่บอกเราได้ดีมาก ไม่ใช่แค่ “ลืมกี่ครั้ง”

แต่คือ
เขากำลังเสียความสามารถอะไรไปบ้าง
และถ้าเริ่มเห็นชัด อย่ารอจนถึงวันที่เขาหลงทางกลับบ้านไม่ได้ก่อนครับ
บางสาเหตุของความจำแย่รักษาได้
บางโรคชะลอหรือวางแผนดูแลได้

และอย่างน้อยที่สุด การรู้เร็วทำให้ครอบครัวมีเวลาคุยกันเรื่องความปลอดภัย การเงิน การขับรถ และการดูแลในอนาคต
วันนี้กลับบ้าน ลองมองพ่อแม่แบบไม่ต้องสอบอะไรเขาครับ
ลองนั่งกินข้าวด้วยกัน
ลองฟังว่าเขาเล่าเรื่องเดิมซ้ำมากขึ้นไหม
ลองดูว่าเรื่องที่เคยทำคล่อง เริ่มต้องขอความช่วยเหลือหรือเปล่า
บางครั้งความรักของลูกหลานไม่ใช่แค่
พาไปหาหมอตอนป่วย ซื้อยาให้

หรือหาอาหารดี ๆ ให้กิน
แต่คือ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในวันที่เขายังพูดกับเรารู้เรื่อง ยังเดินมาหาเราเองได้ และยังมีเวลาวางแผนร่วมกัน
คำว่า “แก่แล้วก็ขี้ลืม” พูดง่ายครับ
แต่ถ้าวันหนึ่งมันไม่ใช่แค่ขี้ลืม

ผมอยากให้บ้านเราเห็นมันเร็วพอที่จะช่วยกันครับ
วันนี้ถ้ายังมีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านอยู่ ลองโทรหาเขาสักหน่อยครับ ไม่ต้องถามว่า “จำอะไรได้บ้าง”
ถามแค่ว่า
“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง มีอะไรที่ทำแล้วเริ่มรู้สึกยากขึ้นไหม?”

Cr. FBหมอเจด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่