ทำไมถึงต้องเตือนว่าจะเกิด "มหาอุทกภัย" ภายใน 120 ชั่วโมง และฝนตกหนักแช่ทั้งวันทั้งคืน

การโพสเตือนความเสี่ยง "มหาอุทกภัย" และเตือนฝนตกหนักแช่ทั้งวันทั้งคืน ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกช่วงวันที่ 23-27 กันยายน 2569 มีที่มาจากการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของแบบจำลองสภาพอากาศ ECMWF (จากยุโรป) ซึ่งแสดงแนวโน้มความรุนแรงของสภาพอากาศจากปัจจัยหลัก ดังนี้

1. ปริมาณฝนสะสมวิกฤต (Extreme Precipitation Forecast) :
แบบจำลองประเมินปริมาณฝนสะสมรวมในช่วงเวลา 4-5 วันดังกล่าวไว้สูงถึง 300-500 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขปริมาณน้ำฝนที่สูงมากในระยะเวลาอันสั้น เกินกว่าความจุของแหล่งน้ำและระบบระบายน้ำตามธรรมชาติจะรองรับได้ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมทุ่ง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำหลาก (เป็นระดับที่หลายพื้นที่ ของประเทศไทย ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนสะสมระดับนี้ ภายใน 4-5วัน ได้)
.
2. พบระบบการแช่ตัวของระบบสภาพอากาศในพื้นที่ (Stationary Weather Systems) :
จากแบบจำลอง ECMWF ซึ่งทำการวิเคราะห์ช่วงสภาพอากาศดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนตัวที่ช้ามากของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เกาะตามแนวร่องมรสุม ซึ่งพาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออกโดยตรง การที่ระบบไม่เคลื่อนที่ทำให้กลุ่มเมฆฝนก่อตัวและตกแช่ในพื้นที่เดิมต่อเนื่องข้ามวันข้ามคืน ประกอบกับแบบจำลองวิเคราะห์ให้พื้นที่ดังกล่าวเสี่ยงฝนทุกช่วงเวลา (จึงมีความเป็นไปได้ว่า บริเวณดังนั้น จะเกิดฝนตกหนักแช่ แบบทั้งวันทั้งคืน)
.
3. ลมมรสุมปะทะแนวเทือกเขาและชายฝั่ง (Orographic rainfall) :
แบบจำลองคำนวณความแรงของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดสอบเข้าหาฝั่ง เมื่อมวลอากาศชื้นปริมาณมหาศาลปะทะกับแนวเทือกเขาในภาคตะวันออก ภาคตะวันตก (เช่น เทือกเขาใหญ่ เทือกเขาจันทบุรี เทือกเขาตะนาวศรี) และแนวชายฝั่งของจังหวัด ชลบุรี ระยอง จึงเกิดการยกตัวของมวลอากาศอย่างรุนแรง ทำให้พื้นที่ต้นน้ำอย่าง นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี รวมถึงจังหวัด ชลบุรี และระยอง มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่าปกติ
.
4. การเคลื่อนตัวของกลุ่มฝนที่ตกแบบหมุนวน (Spiral rainband) :
จากการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของแบบจำลอง พบเป็นกลุ่มฝนหนักที่จะตกแบบหมุนวนหลายช่วงเวลาในพื้นที่ภาคตะวันออก (เช่น นครนายก ปราจีนบุรี) ซึ่งมีเทือกเขาใหญ่คอยรับน้ำหลาก และพื้นที่ภาคกลาง/กรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นพื้นที่ราบลุ่มรับน้ำ หากมีฝนตกหนักแช่ตัวเกิน 24–48 ชั่วโมง ปริมาณน้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มได้อย่างรวดเร็ว
.
5. การจำลองสถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) :
แบบจำลองสภาพอากาศระดับโลกมักคำนวณและแสดงผลลัพธ์ที่รุนแรง หรือฉากทัศน์ที่เลวร้าย ที่สุดที่อาจเป็นไปได้ ผมจึงนำตัวเลขที่แบบจำลองคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนสะสมที่สูงผิดปกตินี้ มาวิเคราะห์ร่วมกับความเสี่ยงของพื้นที่ราบลุ่มและพื้นที่รับน้ำ นำไปสู่การใช้คำเตือนระดับสูงสุดอย่าง "มหาอุทกภัย" เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเตรียมพร้อมอพยพ ยกของขึ้นที่สูง และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้าก่อนที่มวลน้ำจะมาถึงจริง ซึ่งเป็นการโพสเตือนช่วงระยะเวลาที่เหลือ ภายใน 120ชั่วโมง หรือ 5 วัน หลังจากการเตือน ทั้งนี้เพื่อลดความสูญเสียทางทรัพย์สินและชีวิต รวมถึงความเสี่ยงของสถานการณ์ที่อาจจะคาดไม่ถึงได้
.
อนึ่ง ไม่เพียงแต่ที่จะใช้การวิเคราะห์สภาพอากาศ เพียงแบบจำลองเดียว “แล้วสามารถยืนยันได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ” เพราะบนโลกนี้มีแบบจำลองสภาพอากาศ หลายเขต ไม่ว่าจะเขตร้อนหรือเขตหนาว โดยผมได้นำแบบจำลองทั้ง ECMWF, GFS ซึ่งเป็นของฝั่งอเมริกาฯ, ICON ซึ่งเป็นของฝั่งเยอรมนี, ACCESS ซึ่งเป็นของฝั่งออสเตรเลีย, รวมถึง JMA ซึ่งเป็นของฝั่งญี่ปุ่น
.
"ผมจึงได้ทำการศึกษาข้อมูล ค่าพารามิเตอร์ โดยใช้ข้อมูลของค่าความกดอากาศ, ปริมาณฝนสะสมที่คาดการณ์, ระบบลมการไหลเวียนของอากาศ ในช่วงดังกล่าว จากแบบจำลองดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งพบผลลัพธ์ที่คล้ายกัน เมื่อผลลัพธ์การวิเคราะห์ที่คล้ายกัน “จึงทำให้มีความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่วิเคราะห์มากขึ้น”
.
เพราะถ้าหากมีการคาดการณ์ล่วงหน้าของผลลัพธ์ที่รุนแรง แค่เพียงแบบจำลองเดียว นั้นทำให้ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่คาดการณ์ลดลง และไม่น่าเชือถือ
.
โดยมีภาพข้อมูลฝนสะสม ประกอบกับ คลิปผลการ Simulate ของแบบจำลองECMWF ช่วงดังกล่าว
.
ที่มา :ที' ลมฟ้าอากาศ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่