จีนเคลมชูซอกของเกาหลี เปิดประวัติศาสตร์ที่แท้จริง ทำไมเทศกาลไหว้พระจันทร์กับชูซอกถึงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ช่วงนี้เห็นดราม่าเล็กๆในโซเชียลที่ชาวเน็ตจีนบางกลุ่มออกมาเคลมว่า "เทศกาลชูซอก" (Chuseok) ของเกาหลี เป็นการขโมยวัฒนธรรมและลอกเลียนแบบ "เทศกาลไหว้พระจันทร์" (Zhongqiu Jie) ของจีน เพียงเพราะทั้งสองเทศกาลนี้จัดขึ้นในวันเดียวกันเป๊ะๆ คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ แต่ถ้าเราขุดลึกลงไปในหน้าประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และความเชื่อพื้นถิ่น จะพบว่าทั้งสองเทศกาลมี "DNA ทางวัฒนธรรม" ที่คนละขั้วกันอย่างสิ้นเชิง
​
ชูซอกของเกาหลี: จากรากเหง้า "ลัทธิชามัน" สู่การครอบงำของ "ขงจื๊อ"
​ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือการมองชูซอกผ่านเลนส์ของยุคปัจจุบัน โดยหารู้ไม่ว่าจุดกำเนิดที่แท้จริงของชูซอกนั้นฝังรากลึกอยู่ใน ลัทธิชามัน (Shamanism) หรือ "มูซอกชินอัง" (무속신앙) ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นเมืองดั้งเดิมที่สุดบนคาบสมุทรเกาหลี
​ในยุคสังคมเกษตรกรรมโบราณ ชาวเกาหลีเชื่อในจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติและผีสางเทวดา เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือน 8 พวกเขาจะจัดพิธีกรรมใหญ่ที่มีคนทรง (Shaman) เป็นผู้นำ เพื่อบวงสรวงขอบคุณเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าและผืนดินที่ประทานความอุดมสมบูรณ์ พิธีกรรมนี้เต็มไปด้วยการเต้นรำ การร้องเพลง และการเฉลิมฉลองด้วยผลผลิตแรกของปี ต่อมาในยุคอาณาจักรชิลลา เทศกาลนี้ถูกเรียกว่า "กาแบ" (Gabae) ซึ่งกษัตริย์ได้เพิ่มกุศโลบายให้มีการแข่งขันประกวดทอผ้าของหญิงสาวนานนับเดือน เพื่อสร้างความสามัคคีและกระตุ้นการผลิตในสังคม
​จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชูซอกมีหน้าตาเหมือนที่เราเห็นในซีรีส์ปัจจุบัน เกิดขึ้นในสมัย ราชวงศ์โชซอน เมื่อรัฐเข้ามารับเอา "ลัทธิขงจื๊อใหม่" (Neo-Confucianism) มาเป็นอุดมการณ์หลักในการปกครองประเทศ ลัทธิขงจื๊อได้เข้ามาปราบปรามและลดทอนบทบาทของลัทธิชามันลงอย่างหนัก  อาณาจักรโชซอนได้เปลี่ยนผ่านความเชื่อจากการขอบคุณเทพเจ้าธรรมชาติและคนทรงเจ้า มาสู่การเน้นย้ำเรื่อง "ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ" (Filial Piety) แบบปิตาธิปไตย ชูซอกจึงถูกจับใส่ตะกร้าล้างน้ำใหม่ กลายเป็นเทศกาลที่ต้องทำพิธี "ชารเย" (Charye - การตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษด้วยพืชผลแรก) และ "ซองมโย" (Seongmyo - การเดินทางไปทำความสะอาดหลุมศพ)
​สังเกตได้ว่าขนมประจำเทศกาลชูซอกอย่าง "ซงพยอน" (Songpyeon) ก็ไม่ได้ปั้นเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวง แต่ปั้นเป็น รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว เพราะตามคติเกาหลีโบราณ พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวหมายถึงการเจริญเติบโตที่กำลังจะมุ่งไปสู่ความสมบูรณ์แบบในอนาคตนั่นเอง

​เทศกาลไหว้พระจันทร์ของจีน: สุนทรียะแห่งการชมจันทร์และความกลมเกลียว
​ในขณะที่เกาหลีก้มหน้ามองผืนดินเพื่อขอบคุณผลผลิตและบรรพบุรุษ จีนกลับเงยหน้ามองฟ้าเพื่อชื่นชมความงามของจักรวาล
​เทศกาลไหว้พระจันทร์มีรากฐานเก่าแก่ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซางและโจว เริ่มจากกษัตริย์ทำพิธีบวงสรวงพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ และบวงสรวงพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง แต่เทศกาลนี้มาเบ่งบานถึงขีดสุดในระดับชาวบ้านในสมัย ราชวงศ์ถัง ยุคที่กวีและบัณฑิตนิยมความสุนทรีย์ การดื่มสุรา และการแต่งกลอนใต้แสงจันทร์ เทศกาลนี้จึงถูกผูกเข้ากับตำนานปรัมปราอันโรแมนติกอย่างเทพธิดาฉางเอ๋อกินยาอมตะแล้วลอยไปอยู่บนดวงจันทร์ รวมถึงตำนานกระต่ายหยกและโฮ่วอี้
​อิทธิพลหลักของเทศกาลนี้มาจาก ลัทธิเต๋า และปรัชญาหยินหยาง ที่เน้นความสอดคล้องกับธรรมชาติ ดวงจันทร์ที่กลมโตที่สุดในรอบปีในเดือน 8 กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ "ความกลมเกลียว" (Tuan Yuan - 团圆) หรือความสมบูรณ์แบบของครอบครัวที่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ขนมไหว้พระจันทร์ (Mooncake) จึงต้องทำเป็นรูปทรงกลมและมีรสชาติหวานมัน เพื่อสะท้อนถึงความมั่งคั่งและความสมบูรณ์ของชีวิตครอบครัว

​บทสรุปของความบังเอิญทางจันทรคติ
​ดราม่าการเคลมสิทธิ์นี้เกิดจากความจริงที่ว่า ทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกตกอยู่ใต้อิทธิพลของ "ปฏิทินจันทรคติ" แบบเดียวกัน วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 คือจุดตัดทางดาราศาสตร์และฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุดในการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยว ทั้งจีนและเกาหลีต่างหยิบเอาวันเวลาตามธรรมชาตินี้ มาสวมทับด้วยรากเหง้า ปรัชญา และวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง
​จีนเน้นที่ "ดวงจันทร์และครอบครัว" ส่วนเกาหลีเน้นที่ "ผืนดิน ลัทธิชามันที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังพิธีขงจื๊อ และบรรพบุรุษ" การบอกว่าใครก็อปใคร จึงเป็นการมองข้ามความลึกซึ้งทางมานุษยวิทยาที่แต่ละชนชาติใช้เวลานับพันปีในการก่อร่างสร้างประเพณีของตนเองขึ้นมา

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่