เมื่อ 3,500-4,000 ปีที่แล้ว
กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก
(มอญ-เขมร) เริ่มอพยพลงมาจากจีนตอนใต้ก่อน
กลุ่มชาวมอญกับเขมรและชาติพันธุ์ย่อยอื่นๆ เริ่มแยกสายออกจากกันในช่วงเวลานี้
ชาวมอญ
อพยพและตั้งรกตามลุ่มแม่น้ำทางภาคเหนือ(ปิง วัง ยม น่าน) ภาคกลาง(เจ้าพระยา) ไล่ไปจนถึงภาคตะวันตก และภาคใต้ตอนบนของประเทศไทยในปัจจุบัน และบริเวณภาคใต้ของประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันด้วย
ชาวเขมร
อพยพและตั้งรกรากตามลุ่มแม่น้ำมูล โตนเลสาบ และไล่ไปจนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
ชาวเวียด
(เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก) อพยพและตั้งรกรากตามลุ่มแม่น้ำแดง ประเทศเวียดนามปัจจุบัน
ชาวขมุ
(เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก) อพยพและตั้งรกรากตามภูเขาสูงในประเทศลาวปัจจุบัน
ชาวโอรังอัซลี
(เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก) อพยพและตั้งรกรากตามคาบสมุทรมลายู ภาคกลางบริเวณแหลมมลายูในประเทศมาเลเซียปัจจุบัน
จนกระทั่ง
เมื่อ 1,000-1,200 ปีที่แล้ว
เกิดการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท-กะได จากจีนตอนใต้มากขึ้นเรื่อยๆ
โดยอพยพลงมาและตั้งรกรากตามลุ่มแม่น้ำโขง สาละวิน ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา ท่าจีน ฯลฯ
เริ่มมาอาศัยอยู่ร่วมกับกลุ่มคนพื้นถิ่นเดิม (ชาวมอญโบราณ) เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษา
เดิมทีกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได นับถือผีและบรรพบุรุษ แต่เริ่มเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธเถรวาท ตามชาวมอญโบราณในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กำแพงกั้นวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กันและกันถูกทลายลง
จนเกิดการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับสภาพแวดล้อมและสังคม มีคนพูดภาษาไทมากกว่า ทำให้รุ่นลูกรุ่นหลานหลายรุ่นต่อมา เริ่มเปลี่ยนมาพูดภาษาไทเป็นหลักมากขึ้นเรื่อยๆ และประกอบกับอิทธิพลของอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา ล้านนา ล้านช้าง ฯลฯ ที่กลุ่มผู้ปกครองปกครองแผ่นดินบริเวณนี้ พูดภาษาตระกูลไท-กะได แทบทั้งหมดมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
และภาษาไท-กะได เริ่มขยายอิทธิพลผ่านการค้าและอพยพมากขึ้นตั้งแต่เหนือจรดใต้
จนภาษามอญเดิมในหลายพื้นที่ถูกลดบทบาทลงหรือสูญหายไปในที่สุด ภายในไม่กี่ชั่วอายุคน
ผลงานวิจัย DNA หลายแห่ง
บอกว่า คนไทยส่วนใหญ่มี DNA กลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะไดจากจีนตอนใต้ ผสมปะปนกับกลุ่มออสโตรเอเชียติก (ชาวมอญโบราณ) กับกลุ่มจีนฮั่น ในสัดส่วนที่ไล่เลี่ยกัน
คนไทยภาคเหนือ
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = ไท-กะได + มอญ + ละว้า , ฯลฯ
คนไทยภาคอีสานตอนบน
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = ไท-กะได + มอญ , ฯลฯ
คนไทยภาคอีสานตอนล่าง
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = เขมร + ไท-กะได , ฯลฯ
คนไทยภาคกลาง
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = มอญ + ไท-กะได + จีนฮั่น , ฯลฯ
คนไทยภาคใต้
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = ไท-กะได + มอญ + มลายู + อินเดีย + จีนฮั่น , ฯลฯ
โดยเฉพาะภาคกลาง
คนส่วนใหญ่มี DNA คนมอญในตัวสูงมากจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งๆที่คนนั้นพ่อแม่ปู่ย่าตายายและตัวเอง ไม่มีใครพูดภาษามอญได้
ซึ่งสะท้อนถึงการถึงแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ของบรรพบุรุษในอดีต และการเกิด Language Shift
ในความเป็นจริง
เราก็อาจจะสามารถพูดได้ว่าอาณาจักรทวารวดี หริภุญชัย เป็นของบรรพบุรุษคนไทยในปัจจุบัน
ถ้ามองในแง่ DNA
จริงไหม คนไทยปัจจุบันส่วนใหญ่ คือ ชาวมอญโบราณ ที่เปลี่ยนมาพูดภาษาไทย เพราะการแต่งงานข้ามกลุ่มกับกลุ่มคนไท-กะได
กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก
(มอญ-เขมร) เริ่มอพยพลงมาจากจีนตอนใต้ก่อน
กลุ่มชาวมอญกับเขมรและชาติพันธุ์ย่อยอื่นๆ เริ่มแยกสายออกจากกันในช่วงเวลานี้
ชาวมอญ
อพยพและตั้งรกตามลุ่มแม่น้ำทางภาคเหนือ(ปิง วัง ยม น่าน) ภาคกลาง(เจ้าพระยา) ไล่ไปจนถึงภาคตะวันตก และภาคใต้ตอนบนของประเทศไทยในปัจจุบัน และบริเวณภาคใต้ของประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบันด้วย
ชาวเขมร
อพยพและตั้งรกรากตามลุ่มแม่น้ำมูล โตนเลสาบ และไล่ไปจนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
ชาวเวียด
(เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก) อพยพและตั้งรกรากตามลุ่มแม่น้ำแดง ประเทศเวียดนามปัจจุบัน
ชาวขมุ
(เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก) อพยพและตั้งรกรากตามภูเขาสูงในประเทศลาวปัจจุบัน
ชาวโอรังอัซลี
(เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก) อพยพและตั้งรกรากตามคาบสมุทรมลายู ภาคกลางบริเวณแหลมมลายูในประเทศมาเลเซียปัจจุบัน
จนกระทั่ง
เมื่อ 1,000-1,200 ปีที่แล้ว
เกิดการอพยพของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไท-กะได จากจีนตอนใต้มากขึ้นเรื่อยๆ
โดยอพยพลงมาและตั้งรกรากตามลุ่มแม่น้ำโขง สาละวิน ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา ท่าจีน ฯลฯ
เริ่มมาอาศัยอยู่ร่วมกับกลุ่มคนพื้นถิ่นเดิม (ชาวมอญโบราณ) เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษา
เดิมทีกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได นับถือผีและบรรพบุรุษ แต่เริ่มเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธเถรวาท ตามชาวมอญโบราณในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กำแพงกั้นวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กันและกันถูกทลายลง
จนเกิดการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับสภาพแวดล้อมและสังคม มีคนพูดภาษาไทมากกว่า ทำให้รุ่นลูกรุ่นหลานหลายรุ่นต่อมา เริ่มเปลี่ยนมาพูดภาษาไทเป็นหลักมากขึ้นเรื่อยๆ และประกอบกับอิทธิพลของอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา ล้านนา ล้านช้าง ฯลฯ ที่กลุ่มผู้ปกครองปกครองแผ่นดินบริเวณนี้ พูดภาษาตระกูลไท-กะได แทบทั้งหมดมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
และภาษาไท-กะได เริ่มขยายอิทธิพลผ่านการค้าและอพยพมากขึ้นตั้งแต่เหนือจรดใต้
จนภาษามอญเดิมในหลายพื้นที่ถูกลดบทบาทลงหรือสูญหายไปในที่สุด ภายในไม่กี่ชั่วอายุคน
ผลงานวิจัย DNA หลายแห่ง
บอกว่า คนไทยส่วนใหญ่มี DNA กลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะไดจากจีนตอนใต้ ผสมปะปนกับกลุ่มออสโตรเอเชียติก (ชาวมอญโบราณ) กับกลุ่มจีนฮั่น ในสัดส่วนที่ไล่เลี่ยกัน
คนไทยภาคเหนือ
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = ไท-กะได + มอญ + ละว้า , ฯลฯ
คนไทยภาคอีสานตอนบน
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = ไท-กะได + มอญ , ฯลฯ
คนไทยภาคอีสานตอนล่าง
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = เขมร + ไท-กะได , ฯลฯ
คนไทยภาคกลาง
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = มอญ + ไท-กะได + จีนฮั่น , ฯลฯ
คนไทยภาคใต้
DNA หลักๆส่วนใหญ่ = ไท-กะได + มอญ + มลายู + อินเดีย + จีนฮั่น , ฯลฯ
โดยเฉพาะภาคกลาง
คนส่วนใหญ่มี DNA คนมอญในตัวสูงมากจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งๆที่คนนั้นพ่อแม่ปู่ย่าตายายและตัวเอง ไม่มีใครพูดภาษามอญได้
ซึ่งสะท้อนถึงการถึงแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ของบรรพบุรุษในอดีต และการเกิด Language Shift
ในความเป็นจริง
เราก็อาจจะสามารถพูดได้ว่าอาณาจักรทวารวดี หริภุญชัย เป็นของบรรพบุรุษคนไทยในปัจจุบัน
ถ้ามองในแง่ DNA