ระบบสุขภาพคนไทยเข้าใกล้วิกฤต รพ.รัฐเกินครึ่ง “เงินติดลบ”

     เวลาเราพูดถึง “โรงพยาบาลรัฐ” จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นโรงพยาบาลสำหรับคนใช้บัตรทองอย่างเดียวครับ เพราะไม่ว่าเราจะถือสิทธิอะไร ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม หรือสวัสดิการข้าราชการ โรงพยาบาลรัฐก็ยังเป็นหนึ่งในเสาหลักที่รองรับคนไข้จากหลายระบบ
ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่อยู่ใน 3 สิทธิรักษาหลัก คือ…
- บัตรทองราว 46.5 ล้านคน
- ประกันสังคมราว 12.4 ล้านคน
- สิทธิข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจราว 5.5 ล้านคน
     รวมแล้วมากกว่า 64 ล้านคน และแน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าคนทั้ง 64 ล้านคนรักษาอยู่ในโรงพยาบาลรัฐทั้งหมด เพราะประกันสังคมก็มีโรงพยาบาลเอกชนในเครือข่าย และแต่ละสิทธิก็มีรูปแบบการเข้ารับบริการต่างกัน
แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ “โรงพยาบาลรัฐ” ยังเป็นหลังบ้านขนาดใหญ่มากของระบบสุขภาพไทย และตอนนี้หลังบ้านนี้กำลังเริ่มมีปัญหาเรื่องเงินครับ

      รพ.รัฐมากกว่าครึ่ง เงินบำรุงติดลบ
ข้อมูลปีงบประมาณ 2569 ณ เดือนกรกฎาคม ระบุว่า โรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด 903 แห่ง มีถึง 491 แห่ง หรือ 54.37% ที่เงินบำรุงคงเหลือติดลบ
และในจำนวนนี้ มี 82 แห่งอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินระดับ 7 หรือสีแดง ซึ่งเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ค่ายา เวชภัณฑ์ และค่าแรงบุคลากรแล้วครับ
ที่น่าสนใจคือ ถึงภาพรวมโรงพยาบาลทั้ง 903 แห่งจะยังมีเงินบำรุงสุทธิเป็นบวกราว 11,758 ล้านบาท แต่เงินไม่ได้กระจายเท่ากันทุกแห่ง โรงพยาบาล 412 แห่งยังมีเงินเป็นบวก รวมประมาณ 27,313 ล้านบาท ขณะที่อีก 491 แห่งติดลบรวมประมาณ 15,555 ล้านบาท แปลว่า ปัญหาตอนนี้อาจยังไม่ใช่ “ระบบไม่มีเงินเหลือแล้ว” แต่คือโรงพยาบาลจำนวนมากเริ่มมีปัญหาเรื่องสภาพคล่องเป็นรายแห่งครับ

      ทำไม รพ.รัฐเงินเริ่มไม่พอ ?
จริง ๆ แล้วปัญหาของโรงพยาบาลรัฐไม่ได้ซับซ้อนเกินไปครับ ถ้ามองแบบบัญชีครัวเรือนก็คือ “เงินที่เข้ามา โตไม่ทันเงินที่ต้องจ่ายออกไป” โดยเฉพาะสิทธิบัตรทอง ซึ่งเป็นสิทธิหลักที่คนไทยจำนวนมากพึ่งพา โรงพยาบาลต้องรับภาระคนไข้จำนวนมาก แต่เงินชดเชยที่ได้รับในบางส่วนยังต่ำกว่าต้นทุนจริง
ตัวอย่างชัด ๆ คือผู้ป่วยในบัตรทอง งานศึกษาต้นทุนพบว่า โรงพยาบาลมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 13,142 บาทต่อหนึ่งหน่วยการรักษา แต่ระบบชดเชยให้ประมาณ 8,350 บาท เท่ากับมีช่องว่างเกือบ 4,800 บาท หรือประมาณ 36% ของต้นทุน ที่โรงพยาบาลต้องบริหารจัดการต่อเอง
ภาครัฐเองก็ไม่ได้มองไม่เห็นปัญหานี้ครับ เพราะมีแผนทยอยเพิ่มอัตราจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยในให้สูงขึ้นในช่วงปี 2570-2573 เพื่อให้เงินชดเชยขยับเข้าใกล้ต้นทุนจริงมากขึ้น
แต่โจทย์ยากคือ ในวันที่ “เงินจากรัฐ” ค่อย ๆ ขยับขึ้น ต้นทุนของระบบสุขภาพก็ไม่ได้หยุดรอครับ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว คนไข้สูงอายุเพิ่มขึ้น โรคเรื้อรังมากขึ้น ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าแรงบุคลากร รวมถึงต้นทุนทางการแพทย์เองก็แพงขึ้นเรื่อย ๆตัวเลขที่กำลังวิ่งขึ้นไม่ได้มีแค่งบประมาณจากรัฐ แต่ “ต้นทุนการรักษา” ก็วิ่งขึ้นพร้อมกัน และอาจวิ่งเร็วกว่าด้วย
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบครับว่า ต่อให้รัฐเติมเงินเพิ่ม ถ้าต้นทุนสุขภาพยังโตเร็วกว่าเงินที่เติมเข้าไป ช่องว่างของโรงพยาบาลก็อาจไม่ได้หายไปง่าย ๆ ครับ

      สร้างเกราะสุขภาพของตัวเอง ก่อนวันที่ระบบรัฐอาจรับไม่ไหว
การที่โรงพยาบาลรัฐจำนวนมากเริ่มมีปัญหาเรื่องเงิน เป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่งว่า ระบบรักษาพยาบาลไม่ได้มีทรัพยากรไม่จำกัดครับ
เพราะฉะนั้น ในมุมของคนธรรมดา สิทธิรักษาของรัฐยังควรเป็นหลักประกันพื้นฐานเหมือนเดิม แต่เราก็ควรมี “เกราะ” ของตัวเองเพิ่มอีกชั้น อย่างน้อยคือมี เงินสำรองฉุกเฉิน สำหรับวันที่ป่วยแล้วรายได้หาย และรู้ให้ชัดว่าสิทธิของตัวเองครอบคลุมอะไรบ้าง
ถ้ามีกำลังจ่าย อาจมี ประกันสุขภาพหรือประกันโรคร้ายแรง เพิ่มอีกชั้น เพื่อให้เรายังมีทางเลือกในวันที่โรงพยาบาลรัฐแออัด หรือสิทธิที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด เพราะเวลาป่วย ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีแค่ค่าหมอครับ แต่ยังมีค่าเดินทาง ค่าเสียรายได้ ค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัวที่ต้องมาดูแล รวมถึงต้นทุนอีกหลายอย่างที่สิทธิรักษาไม่ได้ช่วยเราทั้งหมด
     วันนี้โรงพยาบาลรัฐยังรักษาคนไทยอยู่ทุกวัน และระบบสิทธิรักษาหลักก็ยังเดินต่อครับ แต่เมื่อโรงพยาบาลรัฐมากกว่าครึ่งเริ่มมีเงินบำรุงติดลบ นี่ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ชัดพอว่า การวางแผนสุขภาพโดยคิดว่า “มีสิทธิรัฐแล้วจบ” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
รัฐควรเป็นหลักประกันพื้นฐานให้เราเหมือนเดิมครับ แต่สุขภาพและการเงินของตัวเอง เราก็ควรมีแผนสำรองไว้อีกชั้นเหมือนกันครับ



ขอบคุณเพจ   | Money Buffalo

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่