ไขมันใต้ผิวหนัง ≠ ไขมันในช่องท้อง! เช็กเลยแบบไหนเสี่ยงโรคมากกว่า?
เวลาเราพูดว่า “มีพุง” หลายคนจะมองแค่รูปร่างครับ
พุงนิ่ม
พุงแข็ง
จับแล้วเป็นชั้น
หรือบางคนตัวไม่ได้ใหญ่มาก แต่เอวเริ่มออก
ความจริงคือ ไขมันไม่ได้อยู่ที่เดียวกันทั้งหมด
มีทั้ง ไขมันใต้ผิวหนัง หรือ subcutaneous fat ที่อยู่ตื้น ๆ ใต้ผิว และ ไขมันในช่องท้อง หรือ visceral fat ที่อยู่ลึกเข้าไป ล้อมรอบอวัยวะอย่างตับ ลำไส้ และอวัยวะภายในอื่น ๆ
สองแบบนี้ให้ผลต่อสุขภาพไม่เท่ากันครับ
ถ้าถามว่าแบบไหนสัมพันธ์กับเบาหวาน ความดัน ไขมันผิดปกติ ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจมากกว่า คำตอบโดยทั่วไปคือ ไขมันในช่องท้องน่ากังวลกว่า
แต่จะดูยังไง และต้องเช็กอะไรบ้าง มาดูกันครับ
1️⃣ ไขมันใต้ผิวหนัง คือไขมันที่เราหยิบหรือจับเป็นชั้นได้
ไขมันแบบนี้อยู่ใต้ผิวหนังครับ
เจอได้ตามหน้าท้อง สะโพก ต้นขา ต้นแขน และบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย
ถ้าจับหน้าท้องแล้วหยิบขึ้นมาได้เป็นชั้นนิ่ม ๆ ส่วนหนึ่งก็คือ subcutaneous fat
ไขมันชนิดนี้ทำหน้าที่เก็บพลังงาน ช่วยรักษาอุณหภูมิ และเป็นเบาะรองให้ร่างกาย
มีมากเกินไปก็สัมพันธ์กับน้ำหนักเกินและปัญหาสุขภาพได้เหมือนกันครับ แต่โดยภาพรวม ไขมันใต้ผิวหนังมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิกน้อยกว่าไขมันที่สะสมลึกในช่องท้อง
เพราะฉะนั้นคนที่มีไขมันใต้ผิวเยอะอย่างเดียว กับคนที่พุงลึกแน่นจาก visceral fat อาจมีความเสี่ยงไม่เท่ากันครับ
2️⃣ ไขมันในช่องท้องอยู่ลึก และเราจับมันไม่ได้ตรง ๆ
Visceral fat อยู่ภายในช่องท้องครับ
มันแทรกและล้อมรอบอวัยวะต่าง ๆ มากกว่าจะกองอยู่ใต้ผิว
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนดูไม่ได้อ้วนมาก แขนขาไม่ได้ใหญ่ แต่พุงกลับนูนออกมาชัด
บางคนบอกว่า
“หมอครับ ผมไม่ได้มีไขมันให้หยิบเยอะนะ แต่พุงมันดันออกมา”
ลักษณะแบบนี้อาจมี visceral fat เป็นส่วนหนึ่งได้ครับ
และไขมันชนิดนี้มีการทำงานทางชีวภาพค่อนข้างมาก มีการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ฮอร์โมน และการเผาผลาญ
มันจึงไม่ได้เป็นแค่ “โกดังเก็บไขมัน”
แต่มันสามารถรบกวนระบบเมตาบอลิกทั้งร่างกายได้ครับ
3️⃣ ทำไมไขมันในช่องท้องถึงสัมพันธ์กับดื้ออินซูลินมากกว่า
Visceral fat มีความเชื่อมโยงกับภาวะดื้ออินซูลินค่อนข้างชัดครับ
เมื่อร่างกายเริ่มดื้ออินซูลิน กล้ามเนื้อและตับตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดีเท่าเดิม
ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อกดน้ำตาลให้อยู่ในช่วงปกติ
ช่วงแรกน้ำตาลอาจยังดูดีครับ
แต่รอบเอวเพิ่ม
ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น
HDL ลดลง
ความดันเริ่มขยับ
และไขมันพอกตับอาจเริ่มตามมา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่มี “พุงลงกลางตัว” ถึงควรดูเรื่องเมตาบอลิกมากกว่าน้ำหนักอย่างเดียวครับ
บางคน BMI ไม่ได้สูงมาก แต่รอบเอวสูงและมีไขมันในช่องท้องเยอะ ก็ยังมีความเสี่ยงได้
4️⃣ ไขมันในช่องท้องกับไขมันพอกตับ มักมาด้วยกัน
สองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันมากครับ
เมื่อมี visceral fat มากขึ้น กรดไขมันอิสระและสัญญาณจากเนื้อเยื่อไขมันสามารถส่งผลต่อการทำงานของตับ
ตับจึงมีแนวโน้มสะสมไขมันมากขึ้น
พอเกิดไขมันพอกตับ ก็ยิ่งสัมพันธ์กับดื้ออินซูลิน น้ำตาลสูง และไตรกลีเซอไรด์สูง
บางคนตรวจเลือดแล้วพบ
FBS เริ่มขึ้น
HbA1c เริ่มแตะ prediabetes
TG สูง
ALT สูงนิดหน่อย
แล้วอัลตราซาวนด์พบไขมันพอกตับ
ถ้ามาพร้อมรอบเอวที่เพิ่มขึ้น ภาพรวมแบบนี้มักชี้ว่าระบบเมตาบอลิกเริ่มมีปัญหาครับ
5️⃣ พุงนิ่ม–พุงแข็ง ใช้เดาได้บ้าง แต่ไม่ใช่เครื่องวัดที่แม่น
ตรงนี้คนถามเยอะครับ
“พุงนิ่มคือไขมันใต้ผิว พุงแข็งคือไขมันในช่องท้องใช่ไหม?”
ใช้เป็นเบาะแสได้ระดับหนึ่งครับ
ถ้าจับได้เป็นชั้นหนาและนิ่ม มักมี subcutaneous fat เยอะ
ส่วนคนที่หน้าท้องดันออกและจับชั้นไขมันได้ไม่มาก อาจมี visceral fat อยู่ลึกกว่า
แต่ความแข็งของท้องยังขึ้นกับอย่างอื่นได้ เช่น กล้ามท้อง ท้องอืด แก๊ส ท่าทาง หรือความตึงของผนังหน้าท้อง
เพราะฉะนั้นอย่าใช้คำว่า “พุงแข็ง” เป็นเครื่องวินิจฉัย visceral fat ครับ
วิธีที่ง่ายและมีประโยชน์กว่าในชีวิตจริงคือ วัดรอบเอว
6️⃣ รอบเอวเป็นตัวเช็กง่ายที่สุดที่บ้าน
การวัดรอบเอวช่วยสะท้อนไขมันบริเวณช่องท้องและความเสี่ยงเมตาบอลิกได้ดีกว่าดูน้ำหนักอย่างเดียวครับ
สำหรับคนเอเชีย มักใช้เกณฑ์คร่าว ๆ ว่า
ผู้ชายรอบเอวตั้งแต่ประมาณ 90 เซนติเมตรขึ้นไป
ผู้หญิงรอบเอวตั้งแต่ประมาณ 80 เซนติเมตรขึ้นไป
ถือว่าความเสี่ยงทางเมตาบอลิกเพิ่มขึ้น
เวลาวัดควรวัดในท่ายืน หายใจตามปกติ ไม่แขม่วท้อง และใช้ตำแหน่งมาตรฐานให้เหมือนเดิมทุกครั้งครับ
สิ่งสำคัญคือดูแนวโน้ม
ถ้าน้ำหนักแทบไม่ขึ้น แต่รอบเอวเพิ่มจาก 82 เป็น 90 เซนติเมตรในช่วงหนึ่งปี แบบนี้มีความหมายครับ
เพราะอาจบอกว่าการกระจายไขมันกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่ดี
7️⃣ คนตัวผอมก็มีไขมันในช่องท้องได้
อันนี้อยากให้จำครับ
ผอมไม่ได้แปลว่าปลอดภัยจาก metabolic disease เสมอ
บางคน BMI ปกติ แต่แทบไม่มีกล้ามเนื้อ นั่งทั้งวัน กินหวานบ่อย และมีไขมันสะสมในช่องท้อง
พอตรวจกลับพบ
ไขมันพอกตับ
ไตรกลีเซอไรด์สูง
น้ำตาลเริ่มสูง
หรือความดันขึ้น
เราเรียกภาพแบบนี้แบบง่าย ๆ ว่า ดูผอมจากภายนอก แต่เมตาบอลิกข้างในไม่ได้ดีตามรูปร่าง
ดังนั้นนอกจากชั่งน้ำหนัก ผมอยากให้ดูทั้งรอบเอว มวลกล้ามเนื้อ การออกกำลัง และผลเลือดด้วยครับ
8️⃣ ถ้าจะลด visceral fat ต้องลดทั้งพลังงานเกินและเพิ่มกล้ามเนื้อ
ข่าวดีคือไขมันในช่องท้องตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมได้ค่อนข้างดีครับ
ไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักจนผอมมาก
แค่ลดน้ำหนักประมาณ 5–10% ในคนที่น้ำหนักเกิน ก็ช่วยลดไขมันในช่องท้องและ改善ความไวต่ออินซูลินได้ในหลายคน
สิ่งที่ช่วยมากคือ
ลดน้ำหวานและแอลกอฮอล์
ลดคาร์บขัดขาวและพลังงานส่วนเกิน
กินโปรตีนให้พอ
เพิ่มผักและไฟเบอร์
ออกกำลังแอโรบิก
และฝึกแรงต้านเพื่อรักษาหรือเพิ่มกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อมีความสำคัญมากครับ เพราะเป็นหนึ่งในอวัยวะหลักที่ใช้กลูโคส
ยิ่งเรามีกล้ามเนื้อที่ใช้งานได้ดี ระบบจัดการน้ำตาลก็ยิ่งได้เปรียบ
ถ้าอยากเช็กว่าพุงของเราน่ากังวลแค่ไหน ให้ดูหลายอย่างร่วมกัน
• วัดรอบเอวเป็นระยะ ไม่ดูแต่น้ำหนัก
• เช็ก FBS และ HbA1c ถ้ามีความเสี่ยง
• ดูไตรกลีเซอไรด์และ HDL
• เช็กความดัน
• ถ้ามีพุงร่วมกับค่าตับผิดปกติ อาจต้องประเมินไขมันพอกตับ
• ดูว่ากล้ามเนื้อลดลงหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่ลดน้ำหนักเร็ว
• สังเกตแนวโน้มมากกว่าตัวเลขครั้งเดียวครับ
ไขมันสองแบบนี้อยู่ใกล้กัน แต่ความหมายไม่เหมือนกันครับ
ไขมันใต้ผิวหนัง อยู่ตื้น จับได้เป็นชั้น
ไขมันในช่องท้อง อยู่ลึก ล้อมรอบอวัยวะ และมีความสัมพันธ์กับดื้ออินซูลิน เบาหวาน ไขมันพอกตับ ความดัน และโรคหัวใจมากกว่า
เพราะฉะนั้นเวลาจะดูสุขภาพ อย่าถามแค่ว่า
“น้ำหนักเท่าไร?”
ลองถามเพิ่มด้วยว่า
“รอบเอวเท่าไร?”
“พุงเพิ่มขึ้นไหม?”
“กล้ามเนื้อยังดีไหม?”
“น้ำตาล ไตรกลีเซอไรด์ และความดันเป็นยังไง?”
หลายครั้งสิ่งที่ต้องลด ไม่ใช่น้ำหนักทุกกิโลครับ
แต่คือไขมันที่สะสมผิดที่ และกำลังรบกวนระบบเผาผลาญของเราอยู่เงียบ ๆ
ที่มา หมอเจด
ไขมันใต้ผิวหนัง ≠ ไขมันในช่องท้อง! เช็กเลยแบบไหนเสี่ยงโรคมากกว่า?
ไขมันใต้ผิวหนัง ≠ ไขมันในช่องท้อง! เช็กเลยแบบไหนเสี่ยงโรคมากกว่า?
เวลาเราพูดว่า “มีพุง” หลายคนจะมองแค่รูปร่างครับ
พุงนิ่ม
พุงแข็ง
จับแล้วเป็นชั้น
หรือบางคนตัวไม่ได้ใหญ่มาก แต่เอวเริ่มออก
ความจริงคือ ไขมันไม่ได้อยู่ที่เดียวกันทั้งหมด
มีทั้ง ไขมันใต้ผิวหนัง หรือ subcutaneous fat ที่อยู่ตื้น ๆ ใต้ผิว และ ไขมันในช่องท้อง หรือ visceral fat ที่อยู่ลึกเข้าไป ล้อมรอบอวัยวะอย่างตับ ลำไส้ และอวัยวะภายในอื่น ๆ
สองแบบนี้ให้ผลต่อสุขภาพไม่เท่ากันครับ
ถ้าถามว่าแบบไหนสัมพันธ์กับเบาหวาน ความดัน ไขมันผิดปกติ ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจมากกว่า คำตอบโดยทั่วไปคือ ไขมันในช่องท้องน่ากังวลกว่า
แต่จะดูยังไง และต้องเช็กอะไรบ้าง มาดูกันครับ
1️⃣ ไขมันใต้ผิวหนัง คือไขมันที่เราหยิบหรือจับเป็นชั้นได้
ไขมันแบบนี้อยู่ใต้ผิวหนังครับ
เจอได้ตามหน้าท้อง สะโพก ต้นขา ต้นแขน และบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย
ถ้าจับหน้าท้องแล้วหยิบขึ้นมาได้เป็นชั้นนิ่ม ๆ ส่วนหนึ่งก็คือ subcutaneous fat
ไขมันชนิดนี้ทำหน้าที่เก็บพลังงาน ช่วยรักษาอุณหภูมิ และเป็นเบาะรองให้ร่างกาย
มีมากเกินไปก็สัมพันธ์กับน้ำหนักเกินและปัญหาสุขภาพได้เหมือนกันครับ แต่โดยภาพรวม ไขมันใต้ผิวหนังมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิกน้อยกว่าไขมันที่สะสมลึกในช่องท้อง
เพราะฉะนั้นคนที่มีไขมันใต้ผิวเยอะอย่างเดียว กับคนที่พุงลึกแน่นจาก visceral fat อาจมีความเสี่ยงไม่เท่ากันครับ
2️⃣ ไขมันในช่องท้องอยู่ลึก และเราจับมันไม่ได้ตรง ๆ
Visceral fat อยู่ภายในช่องท้องครับ
มันแทรกและล้อมรอบอวัยวะต่าง ๆ มากกว่าจะกองอยู่ใต้ผิว
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนดูไม่ได้อ้วนมาก แขนขาไม่ได้ใหญ่ แต่พุงกลับนูนออกมาชัด
บางคนบอกว่า
“หมอครับ ผมไม่ได้มีไขมันให้หยิบเยอะนะ แต่พุงมันดันออกมา”
ลักษณะแบบนี้อาจมี visceral fat เป็นส่วนหนึ่งได้ครับ
และไขมันชนิดนี้มีการทำงานทางชีวภาพค่อนข้างมาก มีการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ฮอร์โมน และการเผาผลาญ
มันจึงไม่ได้เป็นแค่ “โกดังเก็บไขมัน”
แต่มันสามารถรบกวนระบบเมตาบอลิกทั้งร่างกายได้ครับ
3️⃣ ทำไมไขมันในช่องท้องถึงสัมพันธ์กับดื้ออินซูลินมากกว่า
Visceral fat มีความเชื่อมโยงกับภาวะดื้ออินซูลินค่อนข้างชัดครับ
เมื่อร่างกายเริ่มดื้ออินซูลิน กล้ามเนื้อและตับตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดีเท่าเดิม
ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อกดน้ำตาลให้อยู่ในช่วงปกติ
ช่วงแรกน้ำตาลอาจยังดูดีครับ
แต่รอบเอวเพิ่ม
ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น
HDL ลดลง
ความดันเริ่มขยับ
และไขมันพอกตับอาจเริ่มตามมา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่มี “พุงลงกลางตัว” ถึงควรดูเรื่องเมตาบอลิกมากกว่าน้ำหนักอย่างเดียวครับ
บางคน BMI ไม่ได้สูงมาก แต่รอบเอวสูงและมีไขมันในช่องท้องเยอะ ก็ยังมีความเสี่ยงได้
4️⃣ ไขมันในช่องท้องกับไขมันพอกตับ มักมาด้วยกัน
สองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันมากครับ
เมื่อมี visceral fat มากขึ้น กรดไขมันอิสระและสัญญาณจากเนื้อเยื่อไขมันสามารถส่งผลต่อการทำงานของตับ
ตับจึงมีแนวโน้มสะสมไขมันมากขึ้น
พอเกิดไขมันพอกตับ ก็ยิ่งสัมพันธ์กับดื้ออินซูลิน น้ำตาลสูง และไตรกลีเซอไรด์สูง
บางคนตรวจเลือดแล้วพบ
FBS เริ่มขึ้น
HbA1c เริ่มแตะ prediabetes
TG สูง
ALT สูงนิดหน่อย
แล้วอัลตราซาวนด์พบไขมันพอกตับ
ถ้ามาพร้อมรอบเอวที่เพิ่มขึ้น ภาพรวมแบบนี้มักชี้ว่าระบบเมตาบอลิกเริ่มมีปัญหาครับ
5️⃣ พุงนิ่ม–พุงแข็ง ใช้เดาได้บ้าง แต่ไม่ใช่เครื่องวัดที่แม่น
ตรงนี้คนถามเยอะครับ
“พุงนิ่มคือไขมันใต้ผิว พุงแข็งคือไขมันในช่องท้องใช่ไหม?”
ใช้เป็นเบาะแสได้ระดับหนึ่งครับ
ถ้าจับได้เป็นชั้นหนาและนิ่ม มักมี subcutaneous fat เยอะ
ส่วนคนที่หน้าท้องดันออกและจับชั้นไขมันได้ไม่มาก อาจมี visceral fat อยู่ลึกกว่า
แต่ความแข็งของท้องยังขึ้นกับอย่างอื่นได้ เช่น กล้ามท้อง ท้องอืด แก๊ส ท่าทาง หรือความตึงของผนังหน้าท้อง
เพราะฉะนั้นอย่าใช้คำว่า “พุงแข็ง” เป็นเครื่องวินิจฉัย visceral fat ครับ
วิธีที่ง่ายและมีประโยชน์กว่าในชีวิตจริงคือ วัดรอบเอว
6️⃣ รอบเอวเป็นตัวเช็กง่ายที่สุดที่บ้าน
การวัดรอบเอวช่วยสะท้อนไขมันบริเวณช่องท้องและความเสี่ยงเมตาบอลิกได้ดีกว่าดูน้ำหนักอย่างเดียวครับ
สำหรับคนเอเชีย มักใช้เกณฑ์คร่าว ๆ ว่า
ผู้ชายรอบเอวตั้งแต่ประมาณ 90 เซนติเมตรขึ้นไป
ผู้หญิงรอบเอวตั้งแต่ประมาณ 80 เซนติเมตรขึ้นไป
ถือว่าความเสี่ยงทางเมตาบอลิกเพิ่มขึ้น
เวลาวัดควรวัดในท่ายืน หายใจตามปกติ ไม่แขม่วท้อง และใช้ตำแหน่งมาตรฐานให้เหมือนเดิมทุกครั้งครับ
สิ่งสำคัญคือดูแนวโน้ม
ถ้าน้ำหนักแทบไม่ขึ้น แต่รอบเอวเพิ่มจาก 82 เป็น 90 เซนติเมตรในช่วงหนึ่งปี แบบนี้มีความหมายครับ
เพราะอาจบอกว่าการกระจายไขมันกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่ดี
7️⃣ คนตัวผอมก็มีไขมันในช่องท้องได้
อันนี้อยากให้จำครับ
ผอมไม่ได้แปลว่าปลอดภัยจาก metabolic disease เสมอ
บางคน BMI ปกติ แต่แทบไม่มีกล้ามเนื้อ นั่งทั้งวัน กินหวานบ่อย และมีไขมันสะสมในช่องท้อง
พอตรวจกลับพบ
ไขมันพอกตับ
ไตรกลีเซอไรด์สูง
น้ำตาลเริ่มสูง
หรือความดันขึ้น
เราเรียกภาพแบบนี้แบบง่าย ๆ ว่า ดูผอมจากภายนอก แต่เมตาบอลิกข้างในไม่ได้ดีตามรูปร่าง
ดังนั้นนอกจากชั่งน้ำหนัก ผมอยากให้ดูทั้งรอบเอว มวลกล้ามเนื้อ การออกกำลัง และผลเลือดด้วยครับ
8️⃣ ถ้าจะลด visceral fat ต้องลดทั้งพลังงานเกินและเพิ่มกล้ามเนื้อ
ข่าวดีคือไขมันในช่องท้องตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมได้ค่อนข้างดีครับ
ไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักจนผอมมาก
แค่ลดน้ำหนักประมาณ 5–10% ในคนที่น้ำหนักเกิน ก็ช่วยลดไขมันในช่องท้องและ改善ความไวต่ออินซูลินได้ในหลายคน
สิ่งที่ช่วยมากคือ
ลดน้ำหวานและแอลกอฮอล์
ลดคาร์บขัดขาวและพลังงานส่วนเกิน
กินโปรตีนให้พอ
เพิ่มผักและไฟเบอร์
ออกกำลังแอโรบิก
และฝึกแรงต้านเพื่อรักษาหรือเพิ่มกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อมีความสำคัญมากครับ เพราะเป็นหนึ่งในอวัยวะหลักที่ใช้กลูโคส
ยิ่งเรามีกล้ามเนื้อที่ใช้งานได้ดี ระบบจัดการน้ำตาลก็ยิ่งได้เปรียบ
ถ้าอยากเช็กว่าพุงของเราน่ากังวลแค่ไหน ให้ดูหลายอย่างร่วมกัน
• วัดรอบเอวเป็นระยะ ไม่ดูแต่น้ำหนัก
• เช็ก FBS และ HbA1c ถ้ามีความเสี่ยง
• ดูไตรกลีเซอไรด์และ HDL
• เช็กความดัน
• ถ้ามีพุงร่วมกับค่าตับผิดปกติ อาจต้องประเมินไขมันพอกตับ
• ดูว่ากล้ามเนื้อลดลงหรือไม่ โดยเฉพาะคนที่ลดน้ำหนักเร็ว
• สังเกตแนวโน้มมากกว่าตัวเลขครั้งเดียวครับ
ไขมันสองแบบนี้อยู่ใกล้กัน แต่ความหมายไม่เหมือนกันครับ
ไขมันใต้ผิวหนัง อยู่ตื้น จับได้เป็นชั้น
ไขมันในช่องท้อง อยู่ลึก ล้อมรอบอวัยวะ และมีความสัมพันธ์กับดื้ออินซูลิน เบาหวาน ไขมันพอกตับ ความดัน และโรคหัวใจมากกว่า
เพราะฉะนั้นเวลาจะดูสุขภาพ อย่าถามแค่ว่า
“น้ำหนักเท่าไร?”
ลองถามเพิ่มด้วยว่า
“รอบเอวเท่าไร?”
“พุงเพิ่มขึ้นไหม?”
“กล้ามเนื้อยังดีไหม?”
“น้ำตาล ไตรกลีเซอไรด์ และความดันเป็นยังไง?”
หลายครั้งสิ่งที่ต้องลด ไม่ใช่น้ำหนักทุกกิโลครับ
แต่คือไขมันที่สะสมผิดที่ และกำลังรบกวนระบบเผาผลาญของเราอยู่เงียบ ๆ
ที่มา หมอเจด