ใครมีประสบการณ์โดนบูลลี่บ้างคะ มาแชร์กันค่ะ

ส่วนตัวเราโดนบูลลี่ตั้งแต่ประมาณ ป.2 จนถึง ป.6 เลยค่ะ ถ้านับช่วงที่หนักที่สุดก็น่าจะประมาณ ป.2–ป.4 เป็นช่วงที่เรายังเด็กมาก ๆ แต่แปลกที่จนตอนนี้โตจนจะเข้ามหาลัยแล้ว เรายังจำชื่อคนที่เคยทำกับเราได้อยู่เลย

เรื่องเริ่มจากตอน ป.2 เราเพิ่งย้ายโรงเรียนกลางเทอมไปโรงเรียนแห่งหนึ่ง แล้วน้าของเราเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนด้วย ทำให้ตอนนั้นเราโดนมองว่าเป็น “เด็กเส้น” ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย

ช่วงแรกเราก็เข้ากับเพื่อนได้ปกติ เล่นด้วยกัน กินขนมด้วยกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่พอใกล้สอบ เราสอบได้ที่ 1 ของห้อง แถมเป็นคนที่จำหนังสือค่อนข้างดี ครูถามอะไรก็มักจะตอบได้

ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งอะไรขนาดนั้นนะ แค่เป็นเด็กที่ถ้าอ่านหนังสือก็จำได้ แล้วเราก็พยายามอ่านจริง ๆ

แต่เพื่อนบางคนเริ่มไม่ชอบเรา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่ง ประมาณ 8–9 คน มีหัวโจกอยู่คนหนึ่ง อายุแก่กว่าเราประมาณ 2–3 ปี

วันหนึ่งพวกเราเล่นเกมกัน แล้วมีกติกาว่าใครแพ้ต้องโดนทำโทษ ตอนแรกคนอื่นแพ้ก็โดนแค่เล่น ๆ เราเลยคิดว่าคงไม่มีอะไร

แต่พอถึงตาเราแพ้ คนที่เป็นหัวโจกกลับต่อยเราแรงมาก ต่อยตรงหลังเต็มแรงจนเราร้องไห้

เราก็เลยไปฟ้องน้าที่เป็นครู น้าก็ไปว่ากล่าวและตักเตือนเขา

หลังจากนั้นไม่นาน เราสอบได้ที่ 1 อีกครั้ง คราวนี้เพื่อนที่เคยได้ที่ 1 มาตลอดตกมาเป็นที่ 2 เพราะคะแนนเรามากกว่าแค่ประมาณ 1 คะแนน

เขาร้องไห้ แล้วเพื่อนกลุ่มเขาก็พูดกับเราว่า

“เป็นเด็กเส้น เป็นหลานครู ต้องเห็นข้อสอบก่อนอยู่แล้ว”

ตอนนั้นเราไม่ได้โกรธนะ แต่เราเสียใจมากกว่า เพราะเรารู้ว่าเราพยายามอ่านหนังสือจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราพยายามกลับถูกมองว่าเป็นเพราะเราเป็นหลานครู

เราคิดอยู่ในใจว่า
“สิ่งที่กูพยายาม พวกไม่เห็นเลยเหรอวะ”

พอขึ้น ป.3 ก็มีครูภาษาไทยคนใหม่เข้ามา แล้วเหมือนครูจะให้คะแนนเราไม่ตรงกับที่เราคิดว่าควรได้ คะแนนจริง ๆ ของเราน่าจะถึงเกรด 4 แต่ครูให้เกรด 3 และลงคะแนนเข้าระบบไปแล้ว แก้ไม่ได้

เราก็ไม่ค่อยพอใจ เลยไปเล่าให้น้าที่เป็นครูฟัง เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม

แต่ช่วงที่หนักที่สุดจริง ๆ คือ ป.4

ตอนนั้นเราเป็นเด็กอ้วน ตัวค่อนข้างเตี้ย แล้วก็ผิวคล้ำ ผมก็ฟูมาก เวลาเข้าเรียนผู้หญิงจะได้นั่งข้างหน้า ส่วนผู้ชายนั่งข้างหลัง เพราะเราตัวเตี้ย เราเลยต้องนั่งหน้า

เพื่อนก็เริ่มเรียกเราว่า “สิงโต” เพราะผมฟู

วันหนึ่งมีเด็กคนเดิมพูดล้อเราเรื่องหัว เรื่องผม แล้วเราก็หันไปมอง เขาถามว่า

“หันมามองอะไร?”

เราบอกว่า “ไม่ได้มอง”

เขากลับต่อยเราเต็มแรงตรงหัว

ตอนนั้นครูไม่อยู่ เราร้องไห้ แต่ไม่มีใครมาห้าม บางคนกลับพูดประมาณว่า “ทำเลย ๆ”

หลังจากนั้นการโดนทำร้ายก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งโดนต่อย บางครั้งโดนเตะ

ตอนกลับบ้านเราต้องรอน้ารับ เพราะพ่อแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ วันหนึ่งเรายืนรอน้าอยู่หน้าโรงเรียน ขณะที่น้ากำลังเอารถออก พวกเด็กกลุ่มนั้นปั่นจักรยานผ่าน แล้วด่าเรา ก่อนจะถ่มน้ำลายใส่หน้า

ตอนนั้นเรายังเด็กมาก และเป็นคนที่มีพัฒนาการทางร่างกายเร็วกว่าเพื่อนบางคน ทั้งมีประจำเดือนเร็วและเริ่มมีหน้าอกเร็ว เรื่องพวกนี้ก็กลายเป็นอีกอย่างที่โดนเอามาล้อ

เราก็ไม่เข้าใจเลยว่า

“กูไปทำอะไรให้พวกวะ?”

ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเล่นกัน เรามักจะนั่งอ่านหนังสือใกล้สอบ ครูก็ชอบพูดกับเพื่อนว่า

“เอาเขาเป็นตัวอย่างสิ ใกล้สอบแล้วควรอ่านหนังสือ ไม่ใช่เอาแต่เล่น”

ฟังดูเหมือนเป็นคำชม แต่สำหรับเรา มันกลับทำให้เพื่อนบางคนไม่ชอบเรามากขึ้น

แล้ววันหนึ่งหลังสอบเสร็จ ก็มีข่าวลือว่าเรา “ลอกข้อสอบ”

คือกูจะลอกยังไงวะ 😂

แต่ตอนนั้นเราไม่ค่อยสู้คน เลยไม่ได้พูดอะไร

แล้วก็มีอีกเหตุการณ์ที่หนักมาก คือเพื่อนคนหนึ่งที่เคยได้ที่ 1 ก่อนเราย้ายมา เงินหายจากกระเป๋า

ตอนนั้นเราไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย แต่มีคนบอกว่าเห็นเราอยู่ในห้องช่วงที่เงินหาย

ซึ่งเรายอมรับว่าเราอยู่ในห้องจริง เพราะขึ้นไปกินน้ำ แต่เราไม่ได้เอาเงินไป

สุดท้ายเรื่องไปถึง ผอ. ผอ. ก็มาถามเรา เราก็บอกว่าไม่ได้เอา

แต่หลังจากนั้นเพื่อนกลุ่มนั้นเหมือนจับตามองเราตลอด เดินไปไหนก็เหมือนมีคนตาม ดูเหมือนเขาคิดว่าเราขโมยเงินแล้วเอาไปซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง

ผ่านไปประมาณ 3–4 สัปดาห์ เพื่อนคนนั้นกลับหาเงินเจอ

ปรากฏว่าเขาลืมกระเป๋าเงินไว้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าโรงเรียน

สรุปคือเราไม่ได้เอาอะไรเลย

แต่สิ่งที่เจ็บคือ เราไม่ได้รับคำขอโทษจากคนที่กล่าวหาเราเลย

แม้แต่ ผอ. ก็ไม่ได้มาพูดอะไรกับเรา

ตอนนั้นเราเพิ่ง ป.4 อายุประมาณ 9 ขวบเอง

หลังจากนั้นเราเปลี่ยนไปเลย จากเด็กที่เคยคุยกับคนอื่น กลายเป็นเด็กเงียบ ๆ ไม่ค่อยคุยกับใคร

พอขึ้น ป.5 เราได้ย้ายไปโรงเรียนใหญ่ขึ้น เพราะโรงเรียนเดิมไม่มีชั้นที่เราจะเรียนต่อ เพื่อนบางคนก็ย้ายตามมา

เราก็ได้เจอเพื่อนใหม่

มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งเคยถามเราว่า

“เธอไม่กลัวเราเหรอ?”

เราก็บอกว่า

“ไม่กลัว ทำไมต้องกลัว เธอยังไม่ได้ทำอะไรเราเลย”

แต่สุดท้ายก็มีคนหนึ่งบอกเราตรง ๆ ว่า

“กูไม่ชอบ กูอยากให้คนอื่นกลัวกู”

แล้วเขาก็ต่อยเรา

เรางงมาก เลยถามว่า

“ทำไมต้องต่อยเราด้วย เราไม่ได้ทำอะไรเธอเลย”

เขาตอบประมาณว่า

“กูเกลียดขี้หน้า”

เราก็ถามว่า

“แล้วทำไมต้องเกลียดเรา เราไม่ได้ทำอะไรเธอเลย”

เขาก็ตอบกลับมาว่า

“กูก็เกลียดของกู กูแค่เกลียด ไม่มีเหตุผล”

ตอนนั้นเราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงสามารถเกลียดเราได้ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ทำอะไรเขา

พอขึ้น ป.6 เราก็ยังโดนล้อเรื่องหน้าตา เรื่องรูปร่าง เรื่องว่าเราไปชอบคนนั้นคนนี้ ทั้งที่จริง ๆ เราไม่ได้ชอบใครเลย

ประมาณว่า

“ดูหนังหน้าตัวเองก่อนเถอะ จะไปชอบเขาได้ยังไง”

โดนด่าหนักมาก

แต่ตอนนั้นเราเริ่มสู้คนขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว

จนขึ้น ม.1 เรากลายเป็นคนเก็บตัวมากกว่าเดิม ไม่ค่อยคุยกับใคร เลือกคบเฉพาะคนที่เรารู้สึกว่าเป็นคนดี

พอประมาณ ม.3 เราเริ่มคิดว่า

“ถ้ากูไม่สู้ คนอื่นก็จะเอาเปรียบกูอยู่เรื่อย ๆ”

ตั้งแต่นั้นมา ใครพูดอะไรมาเราก็พูดกลับ ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย

ตอนนี้เรากำลังจะเข้ามหาลัยแล้ว

มีเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เราเรียกว่า A ทักมาคุยด้วย เราก็คุยกันปกติ แล้ว A บอกเราว่า ตอนเด็ก ๆ เขารู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำ เขารู้สึกละอายใจและอยากขอโทษเรา

เราก็บอกเขาว่าไม่ต้องรู้สึกผิดขนาดนั้น เพราะตอนนั้นเราก็เด็กเหมือนกัน

จริง ๆ ตอน ป.6 เรากับ A ก็เคยมีเรื่องกัน ด่ากันบ้าง แล้วครั้งหนึ่งเขาเกือบจะต่อยเรา เราก็เลยพูดว่า

“ต่อยผู้หญิงแบบนี้ไม่แมนเลยนะ”

ตอนนี้เขายังจำเรื่องนั้นได้ และบอกว่าเขารู้สึกผิดจริง ๆ

ซึ่งเราก็รู้สึกว่า อย่างน้อยเขาก็โตขึ้นแล้วมองย้อนกลับไปเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันไม่ถูก

แต่คนที่เรายังจำได้มากที่สุดคือหัวโจกคนนั้น

เขาออกจากโรงเรียนไปตอน ป.5 แล้วตอน ป.6 เขาไม่ได้มาเรียนอีก

จำได้เลยว่าตอนรู้ว่าเขาไม่มาโรงเรียนแล้ว เราโคตรโล่งใจ

เหมือนโลกมันเงียบลงไปเลย

แต่เรื่องมันยังติดอยู่ในหัวเราจนถึงทุกวันนี้

เราอายุจะเข้ามหาลัยแล้ว แต่เรายังจำชื่อเขาได้

เพราะคนอื่นบางคนที่เคยทำไม่ดีกับเรา อย่างน้อยเขายังกลับมาขอโทษ

แต่คนนี้ไม่เคย

จนวันหนึ่งเราไปเห็นเฟซเขา แล้วเขากลับทักเรามาในเชิงจีบ

เขาตอบสตอรี่เราประมาณว่า

“น่ารักขึ้นนะ”

คือกูแบบ…

เอาจริงดิ 😂

ตอนเด็ก ๆ ทำกูไว้ขนาดนั้น แล้ววันนี้มาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมมาจีบกูอีก

เราก็เลยตอบกลับไปแรงพอสมควร บอกประมาณว่า

“หัดดูสันหน้าตัวเองก่อน แล้วค่อยมาจีบคนอื่น หนังหน้ายังไม่เท่าหนังตีนกูเลย”

แล้วเราก็บอกเขาตรง ๆ ว่า

“ทำกูไว้ตอนเด็ก คิดว่ากูจะให้อภัยง่าย ๆ เหรอ”

เขาก็ขอโทษ แล้วบอกว่าตอนนั้นเขายังเด็ก คิดอะไรไม่ได้

แต่เราบอกเขาไปตรง ๆ ว่า

“เราไม่ได้ให้อภัย”

เพราะสำหรับเรา คำขอโทษที่มาช้าเกินไป ไม่ได้ลบสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดที่เราต้องแบกรับมาตลอดหลายปีหายไป

เราไม่จำเป็นต้องให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา เพื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นคนดี

และการไม่ให้อภัยก็ไม่ได้แปลว่าเรายังติดอยู่กับอดีต แต่มันหมายความว่าเรายังจำได้ว่าสิ่งที่เขาทำกับเรามันรุนแรงแค่ไหน และเรามีสิทธิ์เลือกว่าจะให้เขาเข้ามาอยู่ในชีวิตเราหรือไม่

สำหรับเรา คำขอโทษไม่ได้เป็นใบอนุญาตให้เขากลับเข้ามาในชีวิต และเราไม่อยากกลับไปเป็นเพื่อนหรือกลับไปคุยกับเขาอีก

เราเลยบอกเขาไปตรง ๆ ว่า

“กูไม่อยากคุยกับ กูรู้สึกไม่ดีเวลามาคุยกับกู กูขอร้อง อย่ามาทำเหมือนรู้จักกูเลย”

เรื่องทั้งหมดก็ประมาณนี้ค่ะ

จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังสงสัยอยู่ว่า ทำไมตอนเด็กเราถึงต้องโดนอะไรแบบนั้น ทั้งที่เราไม่เคยไปทำอะไรใครเลย

และสิ่งหนึ่งที่เราเพิ่งเข้าใจตอนโตคือ

บางครั้งคนที่ทำร้ายเราอาจจะโตขึ้นและรู้สึกผิดได้เหมือน A

แต่บางคนก็อาจไม่เคยรู้สึกอะไรเลย

และสำหรับเรา การให้อภัยกับการอนุญาตให้คนคนนั้นกลับเข้ามาในชีวิต มันเป็นคนละเรื่องกัน

ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ ใครเคยเจอประสบการณ์คล้าย ๆ กัน มาแชร์กันได้นะคะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่