The Knight of the Star



เรื่อง : อัศวินหลังห้องกับดาวโรงเรียน

The Knight of the Star


ผู้ชายบางคน เวลารักใคร เขาจะดูแลเธอประหนึ่งเจ้าหญิงของเขา


บทนำ: จุดเริ่มต้นของอัศวิน

โรงเรียนมัธยมต้นในวันเปิดเทอมใหม่มักจะอบอวลไปด้วยความวุ่นวายและชีวิตชีวา ทว่าสำหรับผม... เด็กชายวัยสิบสามปีร่างท้วมผมไม่ใช่เด็กประเภทที่ครูจะจำชื่อได้ขึ้นใจ และไม่ใช่คนที่เพื่อนๆ จะนึกถึงเวลาชวนไปทำกิจกรรมสนุกๆ ผมเป็นแค่เด็กผู้ชายหน้าตี๋ธรรมดาคนหนึ่งที่กลืนหายไปกับฝูงชนในโรงเรียนได้อย่างง่ายดาย

จนกระทั่งวันนั้น... วันที่ชีวิตมัธยมของผมมีความหมายขึ้นมาจริงๆ


ผมยืนหลบมุมอยู่ข้างสนามบาสเกตบอลของโรงเรียน เบื้องหน้าคือกลุ่มนักเรียนใหม่ ม.1 ที่กำลังรุมล้อมมุงดูบอร์ดรายชื่อแยกห้อง คนเยอะเสียจนผมถอดใจที่จะเบียดเข้าไป ได้แต่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ในพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง และตอนนั้นเอง... ‘นางเอก’ ในโลกของผมก็ปรากฏตัวขึ้น


“สวัสดี เธอชื่ออะไรเหรอ?”

เสียงใสๆ นั้นดังขึ้นพร้อมกับภาพเบื้องหน้าที่ทำเอาผมตาค้าง เด็กสาวผมสั้นในชุดนักเรียนสะอาดตา หน้าตาน่ารักโดดเด่นระดับที่ถ้าใครบอกว่าเป็นดาราก็คงเชื่ออย่างไม่ขัดขืน


“พ..พิพัฒน์พงศ์ครับ” ผมตอบตะกุกตะกัก ความประหม่าแล่นริ้วขึ้นมาจนใบหน้าร้อนผ่าว ซึ่งก็แหงล่ะ... ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับคนสวยในระยะประชิดขนาดนี้


เธอไล่สายตาดูรายชื่อในกระดาษเอกสารที่ถือมาครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกว้างจนดวงตาเป็นประกาย

“อ๋อ อยู่ห้องเดียวกันเลย! เราชื่ออลิสานะ เรียก ‘ส้มโอ’ ก็ได้ ตอนนี้เราเป็นรองหัวหน้าห้อง เธอมาเข้าแถวตรงนี้ได้เลยนะ”

ภายหลังผมถึงได้รู้ว่าส้มโออายุมากกว่าพวกเราในรุ่น 1 ปี เพราะเข้าเรียนช้า แต่นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมีบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่า มีความมั่นใจ และเปล่งประกายออร่าบางอย่างที่ทำเอาเด็กกะโปโลไร้เดียงสาอย่างผมตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า... อดีตเด็กประถมที่เอาแต่วิ่งเล่นไปวันๆ ได้ถูกสวิตช์บางอย่างกดให้ก้าวเข้าสู่โลกของวัยรุ่นอย่างเต็มตัวแล้ว

หลังจากรวบรวมนักเรียนได้ครบถ้วน อาจารย์ที่ปรึกษาก็แจ้งให้ทุกคนขึ้นไปรวมกันที่ห้องโฮมรูม

ผมเดินรั้งท้ายขึ้นมาถึงห้องเรียน โต๊ะนักเรียนส่วนใหญ่ถูกจับจองไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงโต๊ะหลังสุดที่ไม่มีใครสนใจ ‘เด็กหลังห้อง’ จึงกลายเป็นตำแหน่งที่เพื่อนๆ มอบให้ผมโดยปริยายตั้งแต่วันแรก

ระหว่างที่ผมกำลังนั่งเกร็งๆ ทำตัวไม่ถูก ส้มโอก็เดินเข้ามาทางประตูห้องเพื่อแจกเอกสาร ทันทีที่เธอเดินมาหยุดที่โต๊ะของผม กลิ่นหอมจางๆ คล้ายแป้งเด็กผสมกับกลิ่นแดดอ่อนๆ ก็ลอยมาแตะจมูก ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตาเธอ แล้วร่างกายก็พลันแข็งทื่อไปดื้อๆ

ผมยังไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่กำลังปะทุอยู่ในอกข้างซ้ายนี่เรียกว่าอะไร แต่มันคือความรู้สึกที่ผมรู้แน่ชัดว่า... ผมไม่สามารถละสายตาจากเธอได้อีกต่อไป

“นี่เอกสารนะ ว่าแต่... เธอชื่อเล่นว่าอะไรเหรอ?” เธอถามย้ำพร้อมส่งรอยยิ้มละมุน

“ก...กอล์ฟครับ” ผมตอบเสียงติดอ่าง ความมั่นใจที่เคยมีอยู่น้อยนิดระเหยหายไปหมด เหลือเพียงความประหม่าที่จุกอยู่ที่ลำคอ

ส้มโอยิ้มรับอย่างใจดี ก่อนจะก้มลงจดบันทึกในสมุดรายชื่ออย่างตั้งใจ แล้วหมุนตัวเดินไปเช็กชื่อเพื่อนคนอื่นๆ ต่อ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมฟุ้งของแป้งเด็ก และชื่อของเธอที่ดังกังวานวนเวียนอยู่ในหัวผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า... อลิสา... ส้มโอ... ราวกับเป็นมนตร์สะกด 

“เอาล่ะ คาบนี้เป็นคาบโฮมรูม ครูคือครูประจำชั้นของพวกเธอนะ”

เสียงของอาจารย์ฟังดูเป็นทางการขณะที่เขียนชื่อ-นามสกุลลงบนกระดานดำด้วยชอล์กสีขาว เสียงหัวชอล์กกระทบกระดานดังก้องไปทั่วห้องที่เพิ่งจะสงบลง

ทว่าเสียงของอาจารย์ที่กำลังบรรยายกฎระเบียบต่างๆ เริ่มกลายเป็นเพียง ‘เสียงพื้นหลัง’ ที่เบาหวิวสำหรับผม ประโยคเหล่านั้นผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปอย่างรวดเร็ว เพราะสายตาและสมาธิทั้งหมดถูกดึงดูดไปที่โต๊ะด้านหน้า... ที่แผ่นหลังของส้มโอ

“(ผู้หญิงอะไรนะ... สวย อ่อนหวาน และน่ารักได้ถึงขนาดนี้)”

ผมพึมพำกับตัวเองในใจ จังหวะการเต้นของหัวใจจากที่เคยราบเรียบ กลับรัวเร็วขึ้นเป็นจังหวะหนักหน่วง... ตึ่ก... ตึ่ก... ตึ่ก... มันเป็นอัตราการเต้นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตประถม ผมสับสนเหลือเกินว่าทำไมแค่ได้มองคอเสื้อคอซองของเธอ ถึงทำให้รู้สึกเหมือนโลกกำลังค่อยๆหมุนช้าลง

ช่วงพักเที่ยงเป็นเหมือนบททดสอบความอดทนอันแสนเยือกเย็น ผมแอบมองส้มโอที่หัวเราะร่าเริงอยู่กับกลุ่มเพื่อนใหม่ เธอเข้ากับทุกคนได้ดีเหลือเกิน ช่างต่างจากผมที่ยังคงเป็นเพียงเงาจางๆ ในโรงเรียนที่ยังไม่มีเพื่อนสักคน

“(ไปโรงเรียนมาแค่วันแรกก็เจอคนที่ชอบก่อนเจอเพื่อนซะแล้ว ไอ้เด็กหัวใจมักง่ายเอ๊ย)” ผมแอบด่าตัวเองในใจขณะยืนรอคิวซื้อน้ำ

แต่โชคชะตาก็เหมือนจะเล่นตลก เมื่อจู่ๆ ส้มโอก็เดินมาต่อคิวข้างๆ เธอหันมาส่งยิ้มให้ด้วยความเป็นกันเอง

“กินข้าวหรือยังกอล์ฟ?”

“ย...ยังเลยครับ มาซื้อน้ำก่อน”


“ยินดีที่ได้รู้จักนะ”


“ย...ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน...”


ผมรู้ตัวเลยว่าหน้าตัวเองต้องแดงก่ำเป็นมะเขือเทศสุกแน่ๆ ในหัวมีแต่คำว่า ส้มโอ... ชื่อน่ารักจัง เปรี้ยวๆ หวานๆ เหมือนเจ้าของชื่อไม่มีผิด


อัศวินในชุดนักเรียน

การเรียนวันแรกผ่านไปจนกระทั่งกริ่งคาบสุดท้ายดังกังวาน เวรทำความสะอาดช่วงเย็นเริ่มต้นขึ้น แต่ความสงบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงโวยวายที่ดังมาจากหน้าห้อง


“เอาคืนมานะ!!!”


ผมวางไม้กวาดในมือลงแล้วชะโงกหน้าออกไปดู ภาพที่เห็นคือ ‘เท้ง’ หัวโจกตัวยักษ์ประจำห้องกำลังสนุกกับการแย่งกระเป๋าของส้มโอ

แล้วโยนไปมากับลูกสมุน เธอพยายามแย่งคืนด้วยท่าทีที่เริ่มแสดงความโกรธระคนอับอาย

โดยไม่ทันยั้งคิดหรือชั่งน้ำหนักความเสี่ยงใดๆ ร่างกายของผมพุ่งตัวเข้าไปแทรกกลางวงล้อม เอื้อมมือคว้ากระเป๋าใบนั้นมาจากด้านหลังของเท้งได้สำเร็จก่อนมันจะถูกโยนต่อ!


“เฮ้ย อ้วน! ยุ่งอะไรวะ ?” 

เท้งหันมามองด้วยสายตาคุกคาม


“กูไม่ได้ชื่ออ้วน” ผมตอบเสียงแข็ง ทั้งที่ลึกๆ แล้วสองขากำลังแอบสั่นกึกๆ อยู่ข้างในกางเกงนักเรียน


“กอล์ฟ...” เสียงส้มโอเรียกชื่อผมเบาๆ มันเป็นเหมือนน้ำเย็นที่ชโลมลงมากลางใจที่กำลังเร่าร้อน 


ผมตัดสินใจหันไปส่งกระเป๋าคืนให้เธอด้วยแววตาที่หนักแน่นที่สุดเท่าที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้


“เฮ้ย อยากลองดีใช่ไหม?” เท้งถกแขนเสื้อขึ้นเตรียมเข้าปะทะ 


ผมยกมือขึ้นตั้งการ์ดตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว


“อย่ารังแกเธอ!”


“คิดว่าเป็นใครวะ? เป็นอัศวินพิทักษ์เจ้าหญิงเหรอ ฮ่าๆๆ” 

หัวโจกหัวเราะเยาะลั่นห้องอย่างเหยียดหยัน


“เออ!!!”


มาเรียนวันแรกก็ถูกศัตรูแต่งตั้งให้เป็นอัศวินเสียแล้ว... แต่ผมก็จะขอรับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ไว้เอง!





แสงดาวในห้องคอมพ์
ห้องคอมพิวเตอร์ในบ่ายวันนั้นอบอวลไปด้วยเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่ดังระงม... สำหรับเด็ก ม.1 ยุคนั้น ห้องสี่เหลี่ยมติดแอร์เย็นฉ่ำที่เต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์หนาเตอะเครื่องนี้เปรียบเสมือนดินแดนแห่งอนาคต และ ‘ส้มโอ’ เด็กสาวที่ตอนนี้ใครต่อใครต่างพากันยกตำแหน่ง ‘ดาวประจำชั้น ม.1’ ให้ เธอก็ยังคงเป็นดาวจรัสแสงที่สว่างไสวที่สุด ไม่ว่าจะขยับตัวไปมุมไหนของห้อง


ความสดใส น่ารัก และอัธยาศัยที่อ่อนโยนทำให้เธอมีกลุ่มเพื่อนรายล้อมอยู่เสมอ ผมเฝ้ามองภาพเหล่านั้นจากโต๊ะเรียนหลังห้องด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มันคือความภูมิใจลึกๆ ที่เห็นคนที่เราแอบชอบเป็นที่รักของทุกคน ทว่าในขณะเดียวกัน ก้อนความหวั่นใจเล็กๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้น... ผมที่เป็นเพียงเด็กชายไร้ตัวตน จะมีพื้นที่ตรงไหนในโลกอันเจิดจ้าของเธอได้บ้าง


“วันนี้ครูจะมาสอนการใช้งานระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Windows 98 ซึ่งเพิ่งเปิดตัวมาเมื่อปีที่แล้วหมาดๆนี่เองนะนักเรียน”


เสียงอาจารย์ประจำวิชาบรรยาย ผมมองหน้าจอสีฟ้าสดใสที่มีไอคอนเรียงรายอยู่ด้วยความทึ่ง แต่แล้วสายตาเจ้ากรรมกลับเผลอเหลือบไปมองเด็กสาวที่นั่งอยู่โต๊ะแถวถัดไปด้านหน้า ส้มโอตั้งใจฟังอาจารย์อย่างขยันขันแข็ง นิ้วเรียวเล็กของเธอขยับเมาส์ลูกกลิ้งไปตามคำสั่งอย่างคล่องแคล่ว


ผมพยายามดึงตัวเองให้กลมกลืนไปกับบรรยากาศรอบตัว ผมตั้งใจฟังขั้นตอนการเสียบปลั๊ก การกดสวิตช์ Power และพิธีกรรมการ ‘Shutdown’ ให้ถูกวิธี รวมถึงการบรรจงคลุมผ้ากันฝุ่นสีเทาลงบนหน้าจอและคีย์บอร์ดหลังใช้งานเสร็จ... สิ่งเหล่านั้นดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับเด็กวัยสิบสามปีที่กำลังเรียนรู้โลกใบใหม่ 

ทว่าในห้องที่เต็มไปด้วยแสงสะท้อนจากหน้าจอ ผมกลับพบว่าความตื่นเต้นที่แท้จริงไม่ใช่ระบบปฏิบัติการตรงหน้า แต่คือการที่ผมได้แอบมอง ‘นางฟ้า’ ของผมเงียบๆ โดยที่เธอไม่รู้ตัว ในโลกที่ทุกอย่างกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ความรู้สึกในใจของผมเองก็กำลังถูกอัปเกรดให้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกระดับเช่นกัน


“พวกเธอก็อย่าส่งเสียงดังกันล่ะ เดี๋ยวครูมา” อาจารย์ปล่อยให้นักเรียนได้ทำความคุ้นเคยกับโลกอินเทอร์เน็ต ก่อนจะเดินเลี่ยงออกจากห้องไป


ทันทีที่บานประตูปิดลง บรรยากาศที่เคยเคร่งขรึมก็มลายหายไปในพริบตา เพื่อนๆ ในห้องเริ่มขยับลุกออกจากที่นั่ง บางคนกดเล่นเกมใน Windows 98 อย่างเพลิดเพลิน บางคนก็เริ่มจับกลุ่มคุยกันเสียงดัง ผมเห็นเพื่อนร่วมห้องกลุ่มใหญ่กำลังมุงล้อมโต๊ะของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าฐานะดีในห้อง ด้วยความไม่มีอะไรทำ ผมจึงเดินเข้าไปชะเง้อดูด้วยความสงสัย


“ปี๊บๆๆ... ฮ่าๆๆ เธอตอบกลับมาแล้วโว้ย!” เสียงหนึ่งในกลุ่มตะโกนขึ้นด้วยความตื่นเต้น


สิ่งที่ทุกคนกำลังรุมล้อมด้วยแววตาเป็นประกายคือวัตถุพลาสติกสีดำเครื่องจิ๋วที่เหน็บอยู่ข้างเอว... มันคือ ‘เพจเจอร์’ เครื่องรับ SMS ในยุคสมัยที่โทรศัพท์มือถือยังเป็นสิ่งไกลตัวและหนาเตอะ เครื่องรับข้อความขนาดพกพานี้คือเทคโนโลยีที่เท่ระเบิดที่สุดของวัยรุ่น ใช้การโทรฝากข้อความผ่านศูนย์โอเปอเรเตอร์ เพื่อมาปรากฏบนหน้าจอเล็กๆ เพียงไม่กี่พยางค์สามารถสร้างความตื่นเต้นได้อย่างมหาศาล 


ทว่าในจังหวะที่ผมกำลังยืนดูเพลินๆอยู่นั้น สัมผัสแผ่วเบาที่แตะลงบนต้นแขนขวาก็ทำให้ระบบหายใจของผมหยุดทำงานไปชั่วขณะ


“เขาทำอะไรกันเหรอกอล์ฟ?”


กระแสเสียงใสกระจ่างของส้มโอดังขึ้นใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ ผมรีบหันไปมอง พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความมั่นใจเพื่อควบคุมเสียงไม่ให้สั่น 


“อ๋อ... เพจเจอร์น่ะ”


“เหรอ ดูน่าสนุกดีเนอะ” 


เธอตอบพลางดูเพื่อนกำลังสนุกขำๆกับบทกลอนที่อีกฝ่ายตอบกลับมา ส้มโอไม่ได้เพียงแค่ยืนดูอยู่ห่างๆ แต่เธอขยับกายเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงไออุ่น ก่อนจะเลื่อนมือมาคล้องแขนผมไว้อย่างเป็นธรรมชาติ แขนซ้ายของเธอกระชับเข้ากับแขนขวาของผม ฝ่ามือนุ่มนวลที่ทาบลงมานั้นแสนแผ่วเบา ทว่ามันกลับส่งกระแสไฟฟ้าสถิตแล่นพล่านตัดตรงเข้าสู่ขั้วหัวใจของผมอย่างรุนแรง ผมตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นกึกก้องจนนึกกลัวว่าเธอจะได้ยิน โลกทั้งใบหดแคบลงเหลือเพียงอ้อมแขนเธอที่กำลังสัมผัสแขนของผม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่